จิปาถะ เรื่องสั้น เหตุเกิดที่กำแพง (กินขี้หมาดีกว่า)

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564 

จิปาถะ เรื่องสั้น เหตุเกิดที่กำแพง (กินขี้หมาดีกว่า)

27

ผมเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เป็นพวกดื้อตาใส เวลาจะกิน ก็จะเลือกกินเฉพาะสิ่งที่ชอบเท่านั้น ถ้าไม่ชอบก็จะไม่ยอมกิน เตี่ย-แม่ ต้องคอยเขี้ยวเข็ญ  การฟังก็เหมือนกัน ผมจะฟังเฉพาะเรื่องที่ผมอยากฟังเท่านั้น

แต่เมื่อโตขึ้น เริ่มทำงานเป็นครู ลักษณะนิสัยของผมก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ผมต้องคอยฟังคนรอบข้าง ต้องฟังครูใหญ่ ต้องฟังเพื่อนร่วมงาน ต้องฟังความต้องการของเด็กที่ผมสอน ถึงแม้จะไม่อยากฟังก็ตาม  จากนั้นผมก็พัฒนาเป็นคนฟังเป็น  แต่ตอนนี้ ผมอายุมากแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใคร ผมจึงค่อยๆเปลี่ยนกลับไปเป็นเด็กเหมือนเดิม คือ ผมจะไม่ฟังสิ่งที่ผมไม่ต้องการฟัง และร้ายกว่าเก่าเสียด้วย ลูกหลานเบื่อไปตามๆกัน

กรณีความไม่ชอบมาพากลในการสรรหาอธิการบดีที่มหาวิทยาลัยกำแพงมณีนั้น  ผมคิดว่าทั้งท่านสมโมนายกสภาฯ,กรรมการสภาฯและคุณปอสิต รักษาการอธิการบดี ก็คงจะเป็นเหมือนผมตอนนี้หรือตอนเป็นเด็ก  คือ จะเลือกฟังเฉพาะเรื่องที่ตัวเองต้องการฟังเท่านั้น ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็น ผู้สันทัดกรณี หรือใครก็ตามจะพูดและเตือนพวกเขาอย่างไร ก็จะไม่มีประโยชน์ เพราะพวกเขาจะไม่ฟัง  

ดังนั้น เมื่อไม่ฟังใครเลย ก็จะมีแต่ปัญหาเพราะพวกท่านไม่ใช่เด็กหรือผู้เฒ่าที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับใคร  แต่พวกท่านเป็นผู้บริหาร เป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องฟังให้มาก การที่ไม่ยอมฟังใครเลยก็จะพบแต่ความยุ่งยากเท่านั้น และตอนนี้อีก 4 วัน ก็จะขึ้นศาลแล้ว เคยได้ยินคำพูดนี้ไหมล่ะ “ค้าความไปกินขี้หมาดีกว่า” คิดเอาเองครับ

มีคำคมจากภาพยนต์เรื่องหนึ่ง แม่สอนลูกว่า “ลูกอย่าผูกปมที่ลูกจะแก้ไมได้” กรณีกำแพงมณี เหลืออีก 4 วันครับ จะแก้ไขอย่างไรก็รีบๆซะ ยังพอมีเวลาอยู่ ก่อนที่ปมจะแก้ไม่ได้ เพราะการเป็นจำเลยในศาลนั้น ไม่ใช่เรื่องสนุกแน่นอน อย่างที่ว่าไว้ “กินขี้หมาดีกว่า”

เมื่อท่านต้องตกเป็นจำเลยในศาล ท่านจะพบว่า วิถีชีวิตของท่านจะเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม  ความเป็นอิสระที่เคยมีถูกจำกัด สิ่งแรกคือท่านจะต้องประกันตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับศาลที่จะให้ประกันตัวหรือไม่ และเมื่อยู่ต่อหน้าศาล ท่านก็จะรู้สึกได้เองว่า ศาลนั้นพิพากษาคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ สิ่งที่ผู้พิพากษากล่าวออกมานั้น คือวาจาสิทธิ์  ซึ่งสามารถกำหนดชีวิตของท่านได้เลยว่าจะลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ อยากลองก็เชิญได้เลย ครับผม

มีคำเตือนมาจาก ผศ.ดร La Ph ว่า “ตำแหน่งอธิการบดี” คงวิเศษและหอมหวลมากๆจนทำให้ “คนธรรมดาๆๆๆ” อย่างคุณปอรสิต ลืมคำว่า “กตัญญู” “ผิดชอบชั่วดี” “หิริ โอตัปปะ”… ตอนนี้บุญหล่นทับเธออย่างแรงจนได้เป็นรักษาการฯ คงจะรู้แล้วว่า จะมีใครเดือดร้อนเพราะเธอบ้าง จึงขอให้กลับไปถามสามีและลูกดูอีกหลายๆรอบว่า “ยินดีและพร้อมที่จะให้เธอไปใช้ชิวิตอยู่ในคุกแล้วหรือยัง” และเสริมว่า “บอกอีกก็ไม่ฟัง ก็ต้องยุส่งไปเสียเลย” คุณปอรสิตแกคงท่องไว้ขึ้นใจว่า “ด้านได้ อายอด”…เชื่อเถอะว่า “ทำกรรมไว้อย่างไร ก็จะรับผลกรรมนั้นในที่สุด” พอวันนั้นมาถึงคนที่จะเสียใจมากที่สุดก็คือตัวเธอเองและคนในครอบครัว คนส่วนใหญ่เขารอสมน้ำหน้าอยู่แล้ว ไม่เชื่อก็ลองดูต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published.