จิปาถะ เรื่องสั้น  (อีห่าราก)

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม  2565

จิปาถะ เรื่องสั้น  (อีห่าราก)

7

วันนี้ ผศ.ดร. La Ph บอกว่า “หวังว่าประชาคมชาวกำแพงมณีจะหาทางป้องกันเชื้อร้าย ทั้งเชื้อสภาเกาหลัง เชื้อเผด็จการ เชื้ออาฆาตพยาบาททำร้ายฝ่ายตรงข้าม และเชื้ออธรรมาภิบาล ที่แพร่กระจายรวดเร็วและรุนแรงมาก ก่อตัวในสมัยของนางแต้มคนเดียวและดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเชื้อร้ายนี้จะฝังลึกในสมองของคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้หนักหนาสากรรจ์ขนาดนี้ …คุณปอสิต คุณสมโม คุณครก มีโอกาสจะติดเชื้อร้ายดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะจงใจอยากติดและหลงผิดคิดว่าเชื้อร้ายนี้วิเศษสุด ทำให้ครอบครองตำแหน่งได้ยาวนานหลายสมัย แถมจะสามารถสร้างทายาทอสูรได้อย่างต่อเนื่องอีก”                                                                                                        

มีนา จัน บอก คม หักศอก ว่า ดีใจแทนแก ที่ยังมีอาจารย์เขาช่วยเชียร เพราะฉันคิดว่ากรณี ม.กำแพงมณี แกบ้าอยู่คนเดียว เพราะประชาคมที่นั่น เขาเลิกรากันไปหมดแล้ว ฉันเข้าใจว่า  “All be happy together”            

“เออ! จริงอย่างแกว่า สงสัยฉันจะบ้าอยู่คนเดียว”                                                                             

“กลับมาที่ ม.สารขัณฑ์ของเราดีกว่า สำหรับที่นี่ ยังดุเดือดเลือดท่วมจอเหมือนเดิม เพราะวันที่ 10 นี้ศาลสารขัณฑ์จะพิพากษาคดีที่นางแต้มเป็นโจทก์ฟ้องอาจารย์และพนักงานเป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาท  ถ้าคดีนี้ศาลยกฟ้องอีก ก็เป็นอันว่าคดีหมิ่นประมาท ที่นางแต้มฟ้องอาจารย์และพนักงานนั้น ศาลยกฟ้องหมดทุกคดี จะเหลือคดีหมิ่นประมาทที่ นางแต้มฟ้องนักศึกษาอยู่เพียงคดีเดียวเท่านั้น  ความจริงคดีหมิ่นประมาทที่นางแต้มฟ้องอาจารย์และพนักงานมีเพียง 2 กรณี คือ อาจารย์และพนักงาน รวม 9 คน เขียนป้ายประท้วงนางแต้ม และกรณีที่อาจารย์และพนักงานรวม 7 คน ทำหนังสือถึงสภาเพื่อตรวจสอบสถานภาพของนางแต้ม รวมเป็น 2 คดีเท่านั้น

แต่เพราะนางแต้มเป็นคนใจคอโหดเหี้ยมเกินมนุษย์ มีความอาฆาตพยาบาทเป็นสันดาน นาง ตั้งใจจะเล่นงานอาจารย์และพนักงานให้ตายหยังเขียดจมธรณีไปเลย นางจึงเพิ่มคดี ด้วยการแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ 1 คดี กระจายการฟ้องทั้งที่ศาลสารขัณฑ์และศาลสารคามบุรี จาก 2 คดี ก็เป็น 4 คดี  รวมเป็น 5 คดี เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการเพิ่มคดีด้วยการอ้างพยานหลายคน ทำให้คดีเพิ่มขึ้นอีกหลายคดี รวมแล้วประมาณ 7-8 คดี ทั้งๆที่ความจริงมีเพียง 2 คดี เท่านั้น ตรงนี้ตอนแรกก็งงว่าทำได้อย่างไร แต่ตอนนี้หายงงแล้ว ทำได้                                                                                               

 นางแต้มนั้นลงทุนจ้างทนายให้มาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่คอยฟ้องอาจารย์และพนักงาน โดยเฉพาะ อะไรนิดอะไรหน่อยเป็นฟ้อง  ฟ้องจนอาจารย์และพนักงานกลัวขี้หดตดหายไปหมดแล้ว เอากับแม่ซิ ถึงแพ้คดีก็อุทธรณ์ แพ้อุทธรณ์ก็ฏีกา

ทำไมอาจารย์และพนักงานถึงกลัวนางขี้หดตดหายละ ก็เพราะนางแต้มใช้เงินหลวงจ้างทนาย แต่พวกเขาต้องใช้เงินส่วนตัว คิดง่ายๆนะ ค่าทนายอย่างถูกสุดก็คดีละ 30,000 กว่าจะถึงฏีกา ก็เป็นแสน 7-8 คดีเท่าไรล่ะ? “ฉะนั้น ที่ว่ากลัวนะ ไม่ได้กลัวนางแต้มหรอก แต่กลัวต้องจ่ายค่าทนาย โอ้ย! ปวดหัว ขอบริภาษบำบัดสักหน่อย  “อีห่ารากเอ้ย” ระยำจริง

….

Leave a Reply

Your email address will not be published.