toos

เรื่องสั้น หัวใจเปื้อนชอล์กตอน “ไม่สะใจโก๋ 9”

25

เมื่อเด็กชายเขียว เขียวขจี เล่าเรื่องของเขาจบและนั่งลง  เสียงวิพากษ์วิจารณ์ฟังไม่ได้สรรพดังไปทั่วบริเวณ และเมื่อครูสตางค์รู ทำเสียงกระแอมขึ้น เสียงจอแจก็อันตรธานไป เหลืออยู่แต่ความเงียบ สงบนิ่งสนิทเหมือนทะเลที่ปราศจากคลื่นลม  จากปรากฏการณ์เล็กๆที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า จิตใจที่งดงาม  มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นนั้น ได้สร้างบารมีให้กับครูสตางค์รูอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง   ทำให้คิดเลยเถิดไปได้ว่า  บางคนมีตำแหน่งในระดับหัวหน้า  สามารถสร้างบารมีอันยิ่งใหญ่ได้ ในขณะที่ตนเองมีอำนาจ แต่ทำไมถึงได้โง่เง่า เต่าตุ่น โลภโมโทสัน กราดเกรี้ยวชิงชัง ทำตัวเป็นเทวดา เพราะนึกว่าอำนาจคือบารมี

จริงอยู่อำนาจทำให้คนกลัว กลัวไปกลัวมาก็หมด แต่สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือไม่กลัว  เพราะไม่มีใครกลัวใครง่ายๆหรอก เพียงแต่ไม่อยากยุ่ง แต่ความกลัวชนิดที่เกิดจากการใช้อำนาจนั้นมันไม่ถาวร เมื่อหมดอำนาจแล้ว ก็จะสลายไปอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นได้ว่า มีหัวหน้าไม่กี่คนที่หมดอำนาจไปแล้ว แต่ยังสามารถเข้ามาที่ทำงานเดิมได้อย่างสง่างาม และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่มีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่กล้าแม้แต่จะย่างกรายเข้ามา

26

ครูสตางค์รู นำเข้าสู่บทเรียนด้วยการปรบมือให้แก่เด็กชายเขียว เขียวขจี และชมว่า เธอนี่ โตขึ้นตั้งบริษัททวงหนี้ ได้สบาย เลย เพราะมีฝีปากจัดจ้านจนลูกหนี้สยอง  จากนั้นครูได้สรุปว่า จากที่เด็กชายเขียวได้นำเสนอเรื่องราวต่อเนื่องมา ทำให้ครูคิดว่า การให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระโดยไม่ตรวจสอบก่อน เป็นสิ่งที่ครูพลาด  เพราะวัยที่ยังเยาว์ การพูดจาก้าวร้าวกับผู้ใหญ่  ดูจะไม่ค่อยงามนัก ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่คนที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น จะเลวทรามต่ำช้ามากมายขนาดไหนก็ตาม ดังนั้น ครูจึงขอพักที่จะให้พวกเราได้ขึ้นมานำเสนอไว้ระยะหนึ่ง  ขอตรวจปรับแก้ก่อน  ครูสตางค์รูหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะพูดว่า “มีใครเห็นต่างจากนี้บ้าง” เมื่อไม่มีใครคัดค้าน ครูสตางค์รูจึงกล่าวต่อไปว่า

“จากการนำเสนอของเขียว เขียวขจี มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็นที่ครูจะอธิบายเพิ่มเติม  ประเด็นแรกคือ “ความหวัง”  ความหวังนั้น มีความสำคัญต่อมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง เราคงปฏิสธไม่ได้ว่า  ที่เราอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะเรามีความหวัง ไม่ว่าเราจะเจ็บไข้ได้ป่วย เราไปหาหมอเราก็หวังว่าหมอจะช่วยรักษาเราให้หายเจ็บป่วย  เวลาเราถูกกลั่นแกล้งจากผู้ที่เอาเปรียบเรา  เราไม่รู้จะทำอย่างไร เราก็สวดมนต์ภาวนาเพื่อให้พระคุ้มครองเรา หรือไม่ก็สาปแช่งให้คนที่กลั่นแกล้งเราตกนรกหมกไหม้ไปเลย  นี่คือความหวังที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยของเรา ทำไมความหวังของมนุษย์จึงมีอยู่น้อยนิดนัก เรื่องนี้มีตำนาน ครูจะเล่าให้ฟัง

27

“ตามตำนานของพวกกรีกโบราณกล่าวว่า โพรมีธีอุส คือ เทพเจ้าผู้สร้างมนุษย์คนแรกขึ้น และก็สร้างขึ้นมาจากดิน เช่นเดียวกับในพระคัมภีร์ ตรงนี้ครูอยากจะเน้นสักนิดว่า มนุษย์นั้นเกิดมาจาก “ดิน” หรือ พื้นดินที่เรายืนอยู่นี้แหละคือพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา เป็นบรรพบุรุษดั้งเดิมของเรา ฉะนั้นเพื่อเป็นการให้ความเคารพ เวลาเราเดินไปไหนมาไหน จงก้มหน้ามองพื้นดิน เพื่อให้ตระหนักรู้อยู่เสมอว่า เรามาจากดิน

อันนี้หมายความว่า เรามาจากดินที่อยู่ด้านล่าง ไม่ใช่มาจากฟ้าที่อยู่ด้านบน ธรรมชาติของเราคือ “อยู่ต่ำ” ดังนั้นเราจะต้องอยู่ตามธรรมชาติของเรา คืออยู่อย่างต่ำต้อย อยู่อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน  รักและเมตตาทุกคน  เราจะไม่เดินเชิดหน้าดูฟ้า เพราะเราไม่ได้มาจากฟ้า พวกที่เดินเชิดหน้าดูแต่ฟ้าอย่างเย่อหยิ่งจองหองดูถูกเหยียดหยามความต่ำต้อยของผู้อื่นนั้น เป็นพวกหลงตัวเอง ไม่รู้กำพืดของตนเองว่ามาจากไหน  เพราะสุดท้ายก็ต้องกลับไปสู่ดินที่เป็นที่มาของตน”

เมื่อครูสตางค์รูพูดมาถึงตรงนี้ เขาเหลือบมองตาดูนาฬิกา และพูดขึ้นว่า “วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะ คราวหน้าค่อยมาต่อ” เนื่องจากครูสตางค์รูหยุดเล่าเรื่องอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จอแจขึ้นทั่วบริเวณนั้นอีกครั้งเพราะเสียดาย  จากนั้นทุกคนก็ลุกไปสวัสดีครู และพากันกลับบ้านไป

…………….

Leave a Reply

Your email address will not be published.