เรื่องสั้น หัวใจเปื้อนชอล์ก ตอน วิบากกรรม

readss

จิปาถะ

เรื่องสั้น  หัวใจเปื้อนชอล์ก ตอน วิบากกรรม

142

วันต่อมานางแต้มถูกนำตัวไปพบปีศาจบดี เมื่ออยู่ต่อหน้า แทนที่นางจะทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน กับแสดงความหยิ่งยโสโอหัง นางลืมคำสอนของพ่อเสียสิ้น นอกจากนั้นยังลืมคำของ อัลลอฮฺ  ที่มิทรงชอบคนหยิ่งจองหองและชอบคุยโอ้อวด ความยโสของนางทำให้ปีศาจบดีโกรธและสั่งให้โบยด้วยแส้สามทีจนถึงเลือด จากนั้นได้ส่งกลับมาคุมขังไว้ที่ยุ้งข้าวตามเดิม

นางแต้มถูกผลักเข้าไปในยุ้งข้าว เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดที่เกิดจากแส้ที่ฟาดมาที่ตัวนางอย่างไม่ยั้งมือและไม่ปราณีปราศรัย  นางรู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั่วตัวและทั้งหิวโหย นางมองหาน้ำและอาหารที่อาจจะส่งเข้ามา แต่ว่างเปล่า นางบ่นพึมพรำ “พวกแกไม่เข้าใจเลยหรือว่า คนนั้นต้องกินอาหารวันละสามมื้อ ต้องครบหมู่ด้วย ไม่ใช่ข้าวเหนียวกับหมูปิ้งเท่านั้น  ต้องดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว  และต้องดื่มนมพร่องมันเนยด้วย  ช่างไม่ได้เรียนรู้เรื่องโภชนาการและสุขอนามัยกันบ้างเลยหรืออย่างไร…

“อ้ายพวกปีศาจ พวกแกใช้อำนาจอะไรถึงได้มาทรมานฉันอย่างนี้ บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีขื่อมีแปกันหรืออย่างไร” นางแต้มเดินไปเดินมาสะเปะสะปะอย่างไร้ทิศทาง ร้องโวยวายออกมาเหมือนคนคลุ้มคลั่ง นางเรียกหาบักหำเหลี่ยมน้อยนิติกรคู่ใจเสียงหลง “นายยาม  ไปตามบักหำเหลี่ยมน้อยมาเดี๋ยวนี้ มาร่างคำฟ้อง เอามันให้หนัก เอาผิดมันทุกกระทงเลย…

โอ้ย ! แม่จ๋า แจ๊ดแจ๋ ช่วยด้วย” จากนั้นนางก็นอนนิ่งดั่งคนไร้วิญญาณ ส่งสายตาวิงวอนต่อฟ้าดินอยู่เช่นนั้น

143

แม่จ๋า ดูดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ข้างรั้วบ้านเราซิจ้ะ ออกดอกเต็มต้นเลย  สีชมพูแกมขาวบานสะพรั่งเต็มไปหมด ยามเมื่อลมพัดมาเพียงบางเบา ก็พากันร่วงหล่นลงมาปูพื้นโลกให้สวยสดงดงามตระกานตา  นางแต้มอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นของแม่อย่างมีความสุข มันเป็นวินาทีที่วิเศษสุดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างล้นเหลือ  นางหวังอยู่ในใจว่าอยากจะอยู่กับครอบครัวที่มีแม่ พ่อ พี่น้องอย่างนี้ไปตลอดกาล นางหลงใหลอยู่กับโลกอันสวยสดงดงามนี้  และหวงแหนผูกขาดไว้เฉพาะครอบครัวของนางแต่เพียงครอบครัวเดียวเท่านั้น… นางลืมตาขึ้น อ๋อ! มันเป็นความฝัน สายตาเย็นชาอย่างไร้อารมณ์

นางแต้มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยกับความฝัน เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นฝันที่งดงาม  คือ ฝันถึงแม่ แต่ช่วงท้ายความฝัน เธอได้แสดงความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างน่าอับอาย  “หวงแหนผูกขาดไว้เฉพาะครอบครัวของนางแต่เพียงครอบครัวเดียวเท่านั้น” นางพยายามสลัดความรู้สึกหงุดหงิดนั้นทิ้ง “นี่ฉันเริ่มรู้สึกผิดหรืออย่างไรกัน ไม่หรอก ความฝันช่วงท้ายนั้นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของฉันละ  ทำไมฉันจะต้องคิดถึงคนอื่น ไม่เคยมีใครสอนฉันอย่างนั้น หรืออาจจะมีแต่ฉันไม่ได้ใส่ใจ ฮ่า ฮ่า ไม่มีวันเสียละที่ฉันจะรู้สึกผิดและคิดถึงคนอื่นก่อน”

144

เจมส์ เอช. โฮเค(2537:5) กล่าวว่า “คนเราเรียนรู้เรื่องความรู้สึกผิดตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยผ่านกระบวนการทำโทษ พ่อแม่ทำโทษลูกเวลาที่ลูกทำอะไรที่ท่านไม่ต้องการ หรือไม่พอใจ” ใช้แล้ว เจมส์ โฮเค พูดถูก นางแต้มตาเป็นประกาย  “ฉันไม่เคยรู้สึกผิด เพราะพ่อแม่ฉันไม่เคยทำโทษฉัน ครูก็ไม่เคยทำโทษฉัน เพราะพ่อฉันเป็นครูใหญ่ ไม่มีครูคนไหนกล้าทำโทษฉัน ชีวิตฉันไม่ได้อยู่ในโหมดนี้”

“แต่ฉันยังสงสัยว่าคนเราควรจะรู้สึกผิดบ้างหรือไม่” นางครุ่นคิด  “จริงอยู่ความรู้สึกผิดไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่แรกคลอด มันเกิดขึ้นทีหลังแต่มันควรจะมีนะ  ก็เราอยู่ในสังคมนี่  ถ้าเราไม่รู้สึกผิดในสิ่งที่ไม่ดี ก็จะยุ่งกันไปใหญ่  เรื่องนี้ดูเหมือนว่า เจมส์  โฮเค  ได้ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า  ถ้าคนเราไม่รู้สึกผิดเวลาขัดรถฝ่าไฟแดง รถทุกคันก็จะขับรถฝ่าไฟแดงกันหมด แล้วอะไรจะเกิดขึ้น รถคงชนกันวินาศสันตระโร  จากตัวอย่างแสดงว่าฉันก็รู้สึกผิดในสิ่งที่ไม่ดีเหมือนกัน  ฉันหยุดรถเมื่อมีสัญญาณไฟแดง แต่ปัญหาของฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ตรงที่ว่า ฉันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรผิดอะไรถูกต่างหาก”

…………….

เจมส์ เอช. โฮเค.(2537).พลวัต เรียบเรียง.แก้ปัญหาชีวิต ด้วยจิตวิทยา (I Would If I Could And I Can) (6)

กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สร้างสรรค์-วิชาการ.

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.