จิปาถะ เรื่องสั้น เหตุเกิดที่กำแพง (บทความพิเศษ)

วันพุธที่ 7  กรกฏาคม  2564

จิปาถะ เรื่องสั้น เหตุเกิดที่กำแพง (บทความพิเศษ)

7

กระผมขอนำบทความเรื่อง  “การจะเลือกใครเป็นอธิการบดี เป็นเอกสิทธิ์ของกรรมการสภา ที่สามารถจะเลือกใครก็ได้ จริงหรือ?” ของผู้สันทัดกรณี  เผยแพร่เพื่อให้ได้รับรู้โดยทั่วกัน ครับผม

“ตาม พรบ. มหาวิทยาลัยราชภัฏ พศ .2547 มาตรา 18 สภามหาวิทยาลัย มีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไป ของมหาวิทยาลัย และโดยเฉพาะ ให้มีอำนาจ และหน้าที่ดังนี้

 ( 8 )พิจารณาเสนอเรื่องเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งและถอดถอน นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ

การที่มีกรรมการสภามหาวิทยาลัย บางคน มีความ อหังการ บ้าอำนาจ บังอาจพูดจาข่มขู่ ประชาคม ว่าไม่มีสิทธิ์ ที่จะมาโต้แย้ง การลงมติ ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย แต่อย่างใด  จึงอยากขอเตือนสติกรรมการสภา มหาวิทยาลัย ที่คิดและพูดอย่างนั้น กรุณาไปส่องเงาหัวของตัวเองในกระจก ว่ายังมีอยู่หรือไม่ และขอให้ไปดูเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่ได้รับพระราชทานเสียก่อนว่า ตัวกรรมการสภายังมีความเหมาะสม ที่จะคงรักษา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหล่านั้น อีกหรือไม่ หรือว่า ใกล้จะถูกเรียกคืนแล้ว

และขอให้กรรมการสภาทุกคน กลับไปอ่านทบทวนมาตรา 18 (8)อำนาจ และหน้าที่ ของสภามหาวิทยาลัย อีกครั้งว่า พิจารณาเสนอเรื่องเพื่อโปรดพิจารณาโปรดเกล้าฯ อธิการบดี

ดังนั้น การ พิจารณาเลือกอธิการบดี จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่ว่าจะเลือกใครตามอำเภอใจตามที่ กรรมการสภามหาลัย บางคนกล่าวไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะ ที่ต่ำ ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย  และไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ

การดำเนินการสรรหา อธิการบดี ของคณะกรรมการสรรหา ในครั้งนี้ คณะกรรมการสรรหา ได้ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยปรากฏเป็นหลักฐานอันชัดเจน ดังนี้

1 การกำหนด คะแนนเต็ม ในแต่ละด้าน ไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ พรบ. ราชภัฏ 2547

2 การให้คะแนนแต่ละด้าน ของกรรมการสรรหา ไม่เที่ยงตรง และขัดกับความเป็นจริง

3 กรรมการสรรหา บางคน มีจิตใจเอนเอียง สนับสนุน ผู้เข้ารับการสรรหาบางคน จนขาดความเป็นกลาง

4. กรรมการสรรหา คนดังกล่าว ก็ได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็น รองอธิการบดี ในคณะผู้บริหาร ที่ตนเอง ได้สนับสนุน และ เลือกให้เป็นอธิการบดีซึ่งเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน(Conflict of interrest)

การกระทำของกรรมการสรรหาอธิการบดีเป็นความผิด ตามมาตรา 152 และ 157 จึงทำให้ผลการสรรหาดังกล่าวเป็นโมฆะ  เพราะเป็นการสรรหาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เปรียบเสมือน ของเน่าเสียหรือของที่ไม่สะอาด

นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาลัย รู้หรือควรจะรู้ว่าผลการสรรหาของคณะการสรรหาอธิการบดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย   เหตุใดสภามหาวิทยาลัย จึงเอาของเน่าเสีย หรือของที่ไม่ ชอบด้วยกฎหมายมาพิจารณาเลือกอีก  เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 157 และยังอ้าง อำนาจและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย เพื่อเสนอ เรื่องเพื่อ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯแต่งตั้งอธิการบดี นับว่า เป็นการกระทำที่มิบังควร เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทและอาจจะเข้าข่าย มีเจตนา หมิ่นเบื้องสูง ตามมาตรา 112 อีกคดีหนึ่ง

ดังนั้น ขอให้ นายกสภา และ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้นำเรื่องการสรรหาอธิการบดีกลับไปพิจารณาทบทวนเสียใหม่ก่อนที่ เหตุการณ์ลุกลามบานปลายจนสายเกินแก้ นั่นก็คือ ตกเป็นจำเลยในศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ และอาจจะถูกลงโทษ จำคุกในที่สุด และ ควรจะพิจารณา ลาออกจากการเป็นนายกสภาและกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนที่ประชาคมจะออกมา ขับไล่ ให้พ้นหน้าที่ จนเป็นที่อับอายขายหน้า แก่ประชาชนและประชาคมมหาวิทยาลัย

………..

Leave a Reply

Your email address will not be published.