จิปาถะ เรื่องสั้น อีแสบ (ไอ้เวร)

วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

จิปาถะ เรื่องสั้น อีแสบ (ไอ้เวร)

31

คม หักศอก บอกว่า วันนี้จะเล่านิทานให้ฟัง “Once upon a time กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว มีหญิงชรานางหนึ่ง  ชื่อนางตูดหมึก ชื่อนางมีความหมาย 2 ประการ คือ 1 ตูดดำแบบสีหมึก หรือ 2 ตูดแหลมเหมือนหมึกกล้วย นางเป็นรักษาการครูใหญ่ โรงเรียนมะกอกโคก สารขัณฑ์ประเทศ ถูกครูน้อยแต่ชื่อใหญ่ ถามในที่ประชุมว่า “ขอให้ครูใหญ่ชี้แจงกรณีที่ได้แจ้งความนักเรียน  ในฐานะที่เป็นครูซึ่งเป็นบุคคลที่ควรมีจิตวิญญาณของความเป็นครู ไม่ควรมีการแจ้งความหรือฟ้องร้องนักเรียนที่เป็นลูกศิษย์  

นางตูดหมึกลุกขึ้นยืน  เหล่ตาไปที่ครูชื่อใหญ่ กัดฟันปลอมกรอดจนเห็นเป็นรอยนูนของขากรรไกร อย่างขุ่นเคืองและชี้แจงว่าต่อที่ประชุมครูว่า “ดิฉันไม่ไต้แจ้งความนักเรียนโรงเรียนมะกอกโคกแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการร้องทุกข์ ไม่ได้ระบุตัวว่าเป็นใคร เพราะไม่ทราบ เนื่องจากในวันเกิดเหตุ ดิฉันไม่อยู่ ไปศาลเมืองโคราชาที่พิพากษาคดี อายุ 60 ปี เป็นครูใหญ่ได้

แต่ได้รับรายงานจากหมารับใช้ว่า   มีผู้ไม่ประสงค์ดี ติดป้ายที่รั้วโรงเรียน มีข้อความว่า ครูใหญ่โกงเงินบำรุงการศึกษา  และข้อความอื่นๆ ทำให้คนผ่านไปมาเห็นอย่างชัดเจน และยังถ่ายรูปไปเผยแพร่ในเพจที่เคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย  จากเหตุดังกล่าว เป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่โรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง และอาจทำให้จำนวนนักเรียนลดน้อยลง เพราะต้องแข่งขันกับโรงเรียนอื่น ซึ่งทำให้เกิดความเสียหาย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันชื่อเสียงและประโยชน์ของโรงเรียน จึงได้มอบหมายทนายความและที่ปรึกษาด้านกฏหมายให้เร่งดำเนินการตามกระบวนการทางกฏหมาย โดยให้ไปแจ้งความร้องทุกที่ สภ มะกอกโคก  โดยขณะนั้นยังไม่รู้ว่าใครทำผิด ต่อมาภายหลังจึงได้รู้จากฝ่ายสืบสวน สภ.มะกอกโคกว่า”นักเรียนกลุ่มที่ติดป้ายและถ่ายรูปเป็นกลุ่มเดียวกับที่ทาง สภ.มีประวัติอยู่แล้ว โดยการกระทำครั้งนี้มีผู้อยู่เบื้องหลัง การที่โรงเรียนแจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมาย วัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องชื่อเสียงและประโยชน์ของของโรงเรียนมิได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนักเรียนตามที่ครูชื่อใหญ่ถาม  ครูในที่ประชุมรับทราบ

หมายเหตุ : เรื่องนี้มีผู้ร้องเรียนไปที่ “ไอ้เวร” แล้ว แต่ ไอ้เวร บอกว่าไม่มีอำนาจ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเป็นครูใหญ่นั้นต้องทำแบบนางตูดหมึก คือ ต้องฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยม คือ 1.ต้องรู้จักอ้างประโยชน์ของตนเอง และ 2. รู้จักอ้างโทษคนอื่น

1.ต้องรู้จักอ้างประโยชน์เพื่อตนเองไม่ว่าเรื่องนั้นจะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ก็ตาม เช่น 1)อ้างว่า ขณะเกิดเหตุตนไม่อยู่  ไปฟังศาลปกครองตัดสินคดี อายุ 60 ปี เป็นครูใหญ่ได้  2)อ้างว่าไม่ได้แจ้งความนักเรียนแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการร้องทุกข์ ไม่ได้ระบุตัวว่าเป็นใคร เพราะไม่ทราบ 3)  เมื่อได้รับรายงานว่า  มีผู้ไม่ประสงค์ดี ติดป้ายที่รั้วโรงเรียน มีข้อความว่า ครูใหญ่โกงเงินบำรุงการศึกษา  และข้อความอื่นๆ ทำให้ผู้ที่ผ่านไปมาเห็นอย่างชัดเจน อีกทั้งถ่ายรูปไปเผยแพร่ในเพจที่เคลื่อนไหวทางการเมือง  อ้างว่า เป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่โรงเรียนเป็นอย่างยิ่งอาจทำให้นักเรียนลดจำนวนลง  และเพื่อเป็นการป้องกันชื่อเสียงและประโยชน์ของโรงเรียน

2. รู้จักอ้างโทษผู้อื่น คือ รู้จักพูดเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น เช่น 1)โยนความผิดให้ฝ่ายสืบสวน สภ. โดยอ้างว่า นักเรียนกลุ่มที่ติดป้ายและถ่ายรูปเป็นกลุ่มเดียวกับที่ทาง สภ.มีประวัติอยู่ จึงมอบหมายทนายความและที่ปรึกษาด้านกฏหมายให้เร่งดำเนินการตามกระบวนการทางกฏหมาย โดยให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ มะกอกโคก   2) อ้างว่ามีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร

 3) อ้างว่า “การที่โรงเรียนแจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมาย วัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องชื่อเสียงและประโยชน์ของของโรงเรียน มิได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนักเรียน”

ครูชื่อใหญ่ เข้าใจไหมครับผม?

Leave a Reply

Your email address will not be published.