จิปาถะ เรื่องสั้น โจรขโมยเงินเดือน (ว่ากันเป็นรายๆไป)

จิปาถะ เรื่องสั้น โจรขโมยเงินเดือน (ว่ากันเป็นรายๆไป)

20

ว่ากันตามจริง คงไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลย จะทำผิดน้อยหรือทำผิดมากก็ต้องมีอย่างแน่นอน แต่บางคนทำผิดแล้ว ก็สำนึกได้ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะกระทำความผิดซ้ำอีก แต่บางคนไม่สำนึก ทำผิดแล้วก็ทำผิดอีก ทำผิดซ้ำซาก ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจยากอยู่เหมือนกันที่มหาวิทยาลัยสารขัณฑ์ ปรากฏว่าทั้งนางแต้ม รักษาการอธิการบดีเถื่อน นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ฯลฯ ได้ร่วมกันกระทำความผิด และเมื่อรู้ว่าได้ทำผิดก็ไม่สำนึก ยังคงทำผิด ซ้ำซากอยู่เช่นนั้น จนอดคิดๆไม่ได้ว่าทุกคนกำลังแข่งขันกันทำความผิดว่าใครจะทำความผิดได้มากกว่ากัน ฉะนั้น จึงต้องว่ากันเป็นรายๆไปเรื่องนี้ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่า “เมื่อพูดถึงความผิด ที่ร่วมกันกระทำทั้งสภาฯแล้ว ก็มาดู ความผิดเฉพาะราย ของกรรมการสภาฯบ้าง โดยมีกรณี ที่เพิ่งเกิดขึ้นมา และ อาจจะนำไปสู่การถอดถอน ออกจาก กรรมการสภามหาวิทยาลัยสารขัณฑ์ เนื่องจากกระทำความเสื่อมเสีย ให้แก่สภามหาวิทยาลัย คือ ได้กระทำการ อันไม่เหมาะสม กับสถานภาพ และเกียรติยศ ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย คือ การเอาความลับของทางราชการ ในฐานะ ที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ เปรียบเสมือน เป็นผู้บังคับบัญชา ของบุคลากร ในมหาวิทยาลัยทั้งหมด ซึ่งมีหน้าที่ คอยรับเรื่องราวร้องทุกข์ แต่เมื่อมีบุคลากร มีหนังสือถึงกรรมการสภามหาลัย แทนที่กรรมการสภามหาลัย จะดำเนินการ แก้ไขปัญหา ความคับแค้นใจ ของบุคลากร กลับไปเพิ่มปัญหา และความเดือดเนื้อร้อนใจ โดยการเอา เอกสาร ที่บุคลากร เขียนร้องทุกข์ ไปเปิดเผย ให้ผู้ที่ถูก กล่าวหา ไปเป็นหลักฐาน ในการฟ้องหมิ่นประมาท บุคลากรทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นการกระทำ ผิด ประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 157 ดังนั้น จึงอยากจะเสนอแนะ ให้บุคลากรทั้ง 7 คน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่กรรมการสภามหาวิทยาลัยคนอื่นๆที่คิดจะกระทำความผิดในกรณีเช่นนี้ต่อไปจะต้องดำเนินการดังนี้ 1มีหนังสือถึงนายกสภามหาลัย เพื่อ ให้สภามหาวิทยาลัย สารขัณฑ์ ดำเนินการ ถอดถอน กรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้ง3คน 2.มีหนังสือรายงานปลัด อว.เพื่อตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยกับกรรมการสภาที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานมหาวิทยาลัยในฐานกระทำการขัดกับมติคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา39แห่ง พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พศ.2547 3ให้ ไปแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษไว้ที่สถานีตำรวจ เมือง สารขัณฑ์ และสถานีตำรวจเมือง ตักสิลา ในฐานความผิดตามมาตรา 157 4 หรือดำเนิการฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบเองโดยตรง สำหรับ บุคลากรทั้ง 7 คน ก็อย่าได้กังวล ในกรณี ที่ตกเป็นจำเลย คดีหมิ่นประมาท เพราะว่า1. บุคลากร ทั้ง 7 คนมิได้ กระทำผิด หมิ่นประมาท ตามมาตรา 329( 1)( 2) และ( 4)2 หลักฐาน ที่ใช้มาประกอบในการ ฟ้องหมิ่นประมาท เป็นหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ได้มาโดยการกระทำผิด กฎหมาย ตามมาตรา 157 ของกรรมการสภา โดยปกติ ศาลไม่รับฟัง พยานหลักฐานที่ได้มาโดย โดยวิธีการที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากเหตุผลทั้งสองประการ ศาลสารขันธ์ และศาลตักสิลา คงจะ มีคำสั่ง ว่าคดีหมิ่นประมาทไม่มีมูล แน่นอนสรุป คนที่น่าจะกังวล ก็คือกรรมการสภามหาวิทยาลัย 3คน หรืออาจจะมากกว่า 3คน ที่ นำเอกสาร ซึ่งเป็นความลับ ในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ออกไปเผยแพร่ จะต้องติดคุก และ รักษาการอธิการบดี ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่เป็นโจทก์ฟ้องคดี อาจจะต้องติดคุก ในฐาน กลั่นแกล้ง ฟ้องคดีเพื่อให้บุคคลอื่น ต้องรับโทษทางคดีอาญา ในที่สุด ทั้งนายและบ่าว ก็ต้องติดคุกด้วยกัน ดังสำนวนไทย ที่ว่า” ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว”…

Leave a Reply

Your email address will not be published.