จิปาถะ เรื่องสั้น โจรขโมยเงินเดือน (สารขัณฑ์ &บอสกระทิงแดง)

จิปาถะ เรื่องสั้น โจรขโมยเงินเดือน (สารขัณฑ์ &บอสกระทิงแดง)

10

มีนา จัน ลงทุนไปพบผู้สันทัดกรณีเพื่อขอให้เปรียบเทียบคดีบอสกระทิงแดง กับ เหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยสารขัณฑ์ และต่อไปนี้คือ สิ่งที่มีนา จัน ได้มา“เรื่องบุคลากรในมหาวิทยาลัยสารขัณฑ์ ถูกโยกย้ายโดยไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา คือรักษาการอธิการบดี ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดูๆแล้ว คล้ายกับคดี บอสกระทิงแดงมาก มีการใช้อิทธิพลทางการเงิน และผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ มาร่วมกระทำกันเป็นกระบวนการเป็นจำนวนมาก เพื่อดำเนินการช่วยเหลือให้ผู้กระทำผิดรอดพ้นจากการถูกลงโทษ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอชื่นชมผู้วางแผนการช่วยเหลือผู้กระทำผิดจนเป็นผลสำเร็จว่า เป็นนักวางแผนสมองเพชรจริงๆ โดยขอลำดับเหตุการณ์ ในมหาวิทยาลัยสารขัณฑ์ เปรียบเทียบกับ คดีบอสกระทิงแดง ดังนี้ 1. คดีบอสกระทิงแดง ขับรถชนตำรวจตาย ด้วยความเร็วครั้งแรก คำนวณได้ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนคดีสารขัณฑ์ นางแต.. แต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรที่ตัวเองไม่ชอบ ให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม 2. คดีบอสกระทิงแดง อธิบดีอัยการ มีความเห็นสั่งฟ้อง ส่วนคดีสารขัณฑ์ ก.อ.ม. มีมติให้ นางแต.. มีคำสั่งแต่งตั้งให้บุคคลากรคนดังกล่าว กลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม 3. คดีบอสกระทิงแดง ถ้าเข้าสู่การพิจารณาของศาล เชื่อได้ว่า จะต้องถูกลงโทษ จำคุกแน่นอน สวนคดีสารขัณฑ์ ถ้ามติของ ก.อ.ม. ไปปรากฏเป็นหลักฐาน ในศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ นางแต.. ก็จะถูกลงโทษจำคุกเหมือนกัน 4. คดีบอสกระทิงแดง ผู้วางแผนจึงหาทาง ให้มีการเปลี่ยนความเร็ว ของรถยนต์ จาก 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมงให้เป็น ต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนคดีสารขัณฑ์ ผู้วางแผน หาทางให้ มติ ของ ก.อ.ม. เปลี่ยนจาก ให้ย้ายบุคลากรคนดังกล่าวกลับไปปฏิบัติหน้าที่เดิม เป็น นางแต.. มีอำนาจหน้าที่ในการโยกย้าย บุคลากรดังกล่าว ตามที่เห็นสมควร5. คดีบอสกระทิงแดง ผู้วางแผนให้ผู้กระทำผิด ไปร้องขอความเป็นธรรม กับกรรมาธิการ ใน สนช ส่วนคดีสารขัณฑ์ ผู้วางแผน ให้ผู้กระทำผิด มีความเห็นแย้ง มติ ก.อ.ม.และประธาน ก.อ.ม. นำเรื่อง เข้าสภามหาวิทยาลัยสารขัณฑ์ เพื่อขออนุญาตขยายเวลา การพิจารณาลงมติของ ก.อ.ม. ใหม่อีกครั้ง 6. คดีบอสกระทิงแดง ได้มีการประชุม หารือ เพื่อเปลี่ยนความเร็ว ลงมาเหลือ ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนคดี ของสารขัณฑ์ ก.อ.ม. สามารถเปลี่ยนมติ ของ ก.อ.ม. เป็น การโยกย้ายบุคลากรเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บริหาร ตามที่เห็นสมควร 7. คดีบอสกระทิงแดง อัยการมีความเห็น สั่งไม่ฟ้อง ส่วนคดี ของสารขัณฑ์ ก.อ.ม มีมติว่า การแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากร เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร(โดยขาดหลักธรรมาภิบาล)8. คดีบอสกระทิงแดง คดียุติ เพราะอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง เรื่องจึงไม่นำเข้า สู้ศาลยุติธรรม ส่วนคดี ของสารขัณฑ์ การอุทธรณ์ร้องทุกข์ของบุคลากร ก็มีอันยุติ เนื่องจาก การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นหน้าที่อันชอบของผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร 9.คดีบอสกระทิงแดง ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก คดี ยุติก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของศาล ส่วนคดีของสารขัณฑ์ ประสบความสำเร็จ เหมือนกัน แต่แตกต่างกัน ตรงที่ ผู้กระทำผิด ต้องการนำเอกสาร รับรองมติ ของ ก.อ.ม. ซึ่งลงนามโดย ประธาน ก.อ.ม.ไปเป็น พยานหลักฐานในศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้ตนเองรอดพ้นจากการถูกลงโทษ สรุป จากการดำเนินการ ทั้ง 2 คดี มีเป้าหมาย และขั้นตอนดำเนินการ ใกล้เคียงกัน คือ ผู้กระทำผิดรอดพ้นจากการถูกลงโทษ โดยใช้ทรัพยากร บุคคลจำนวนมาก มาช่วยกัน หาเหตุผลและพยานหลักฐาน ช่วยเหลือให้ผู้กระทำผิด เป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนผู้เสียหาย ของคดีบอส กระทิงแดง ก็ต้องกลายมาเป็น ผู้กระทำผิดเสียเอง สำหรับผู้เสียหายของคดีสารขัณฑ์ ก็กลายมาเป็น บุคลากร ที่ด้อยคุณภาพ จึงถูกโยกย้าย ให้มี ตำแหน่งหน้าที่ ที่ต่ำกว่าเดิม ถ้าจะพูดถึงสถานภาพของบุคลากร ของคดีสารขัณฑ์ แล้ว จะเห็นว่า เป็นผู้น้อยที่น่าสงสาร เปรียบเสมือน ชาวบ้านธรรมดา ที่หาเช้ากินค่ำ จึงไม่มี อำนาจในหน้าที่ และอำนาจทางการเงินไปต่อสู้กับ รักษาการอธิการบดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้เลย ในแต่ละวัน หาเลี้ยงชีพโดยการ วางเบ็ดหาปลา ไปตามยถากรรม อยู่มาวันหนึ่ง โชคเข้าข้าง ขณะที่วางเบ็ดราว อยู่นั้น ก็มีปลาฝูงใหญ่ทั้งฝูง มากินเบ็ด ปลาเหล่านั้น ประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัยสารขัณฑ์รักษาการอธิการบดี กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการสภามหาลัยโดยตำแหน่ง พร้อมทั้ง กรรมการ อุทธรณ์และร้องทุกข์ มหาวิทยาลัยสารขัณฑ์ทั้งๆที่เบ็ดราวนั้น ก็ไม่ได้มีเหยื่อเลย ซึ่งหมายความว่า ทุกคนพร้อมใจกันเจตนาร่วมกระทำผิด ในคดีอาญา ตามมาตรา 157 จนถึงขั้นติดคุกโดยที่คาดไม่ถึงว่าการช่วย คนคนหนึ่งให้พ้นผิด แต่ตัวเองทั้งสภาจะต้องมารับผิดและติดคุกแทนคนที่กระทำผิด ซวย จริงๆเลย ตู…..

Leave a Reply

Your email address will not be published.