คุยเฟื่องเรื่องเหรียญกษาปณ์ 4

hold

จิปาถะ

คุยเฟื่องเรื่องเหรียญกษาปณ์ 4

4

เรื่องการขายเหรียญ, แสตมป์และธนบัตรในเน็ต มีกัลยาณมิตรเสนอแนะมาด้วยความหวังดีว่า อย่าเสียเวลาเลย ปวดหัวเปล่าๆ   ไปที่ร้านรับซื้อ ซึ่งมีเยอะแยะ “ทุกร้านบอกรับซื้อราคาสูง”  ผมรับคำเสนอแนะนั้นด้วยความยินดี แต่ผมไม่ทำตามหรอก เพราะเรื่องนี้ผมมีประสบการณ์

ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ผมต้องการลดโหลด หรือขายสมบัติที่สะสมไว้ออกไปบ้าง  ซึ่งได้แก่ ธนบัตรเก่า แสตมป์ทั้งที่ใช้แล้วและยังไม่ได้ใช้ และเหรียญกษาปณ์จำนวนหนึ่ง และผมก็ทำตามแบบผู้คนสมัยใหม่ คือ ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต พิมพ์ “ร้านซื้อธนบัตรและเหรียญกษาปณ์” และก็ใช่เลย ผมได้ดูคลิปวีดีโอซึ่งนำเสนอได้ดีมาก ดูแล้วก็ “เชื่อสนิท” เรื่องในคลิปมีว่า  หนุ่มสาวซึ่งถังแตก ผู้ชายหยิบกระดาษออกมาจากกระเป๋าและบ่นว่า “ไอ้นี่เป็นอะไรก็ไม่รู้  ค้นได้ในตู้เก่า หน้าตาเหมือนกับธนบัตร แต่คงไม่ใช่เพราะพิมพ์หน้าเดียว” หญิงสาวเหลือบไปเห็นร้านรับซื้อที่อยู่ตรงนั้นพอดี และบอกว่า “เอาเข้าไปในร้าน ให้เขาดูก็หมดเรื่อง” ผู้ชายแย้งว่า “จะดีรึ ถ้ามันไม่ใช่ก็อายเขาตายเลย เอากระดาษอะไรมาให้ดูก็ไม่รู้” สุดท้ายทั้งคู่ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในร้าน

และช่างโชคดีอะไรปานนั้น เจ้าของร้านเห็นกระดาษก็บอกเลยว่า “นี่แหละธนบัตรหายาก รับซื้อในราคา 200,000 บาท ถ้าต้องการขายก็จะรับซื้อไว้เลย”  จบแต่นั้น แต่มีโฆษณาต่อไปว่า “ถ้าท่านมีธนบัตรจะขาย ส่งรูปมาเพื่อประเมินราคาได้เลย”  ดูจบ ผมรู้สึกกระหยิ่ม และเชื่อสนิท  “ดีจริงๆ มีร้านที่มีคุณธรรมจริยธรรมอย่างนี้ ผมคิดในแง่ดีต่อไปว่า  ร้านพวกนี้ส่วนมากเจ้าของเป็นนักอนุรักษ์ เป็นคนดีโดยพื้นฐานอยู่แล้ว”

5

ผมจัดการถ่ายรูปธนบัตรส่งไปตามไลน์ที่บอกไว้ รุ่งอีกวันก็มีไลน์แจ้งมาว่า “รับ เอามาที่ร้านได้เลย” ผมรู้สึกหงุดหงิดนิดหนึ่ง “ไหนว่าจะประมินราคาให้”  แต่ใจก็ยังเชื่ออยู่  “ความเชื่อหรือความศรัทธานั้น สำคัญมากจริงๆ”  สองวันต่อมาผมจึงนำธนบัตรที่ผมจะขายไปที่ร้าน ผมพบกับผู้จัดการและแจ้งความประสงค์ว่าจะขายธนบัตร สัก 2-3 ฉบับ แล้วผมก็นำธนบัตรให้ดู ธนบัตรของผมเป็นธนบัตรรุ่งเก่า สภาพดี ผู้จัดการดูแล้วก็ถามผมว่า “จะขายเท่าไร” ผมบอกว่า “ผมก็อยากได้มากนั่นแหละ จะซื้อเท่าไรก็ว่ามาเลย ราคาพอจะขายได้ ก็ขาย”  ซึ่งเราตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายผู้จัดการบอกว่า “ให้ฉบับละ 800 บาท” ผมบอกว่า “ถูกไป”  ผู้จัดการถามว่า “แล้วจะขายเท่าไร” ผมบอก “2000 บาท”  ความจริงราคาที่เขาขายกันก็อยู่ที่ 3000-3500 บาท แล้วแต่สภาพ แต่ผมเห็นว่าการทำธุรกิจนั้นคือการทำกำไร ซื้อถูกขายแพง ผมก็เลยเสนอราคากลางๆไป  ผู้จัดการขอถ่ายรูปธนบัตรเพื่อส่งให้เจ้าของร้านดู ผมได้พูดกับเจ้าของร้านด้วย เจ้าของร้านบอกว่าให้ได้แค่ฉบับละ  1600 บาท และเสริมว่า “ผมก็เอาไปขายฉบับละ 1700 ถึง 1800 เท่านั้น” ผมคิดในใจว่าเจ้านี่อยากได้ธนบัตรของผมถึงกับยอมผิดศีลข้อสำคัญ คือโกหก เพราะผิดศีลข้อนี้ข้อเดียวก็ผิดทุกข้อ เท่ากับเป็นคนไม่มีศีล  จะมีรึ ที่ลงทุนซื้อ 1600 บาท เพื่อขาย 1700 บาท ให้อบพระยืนที่วัดบูรพาภิราม จ. ร้อยเอ็ด มาพูดก็ไม่เชื่อ

สุดท้ายผมตัดสินใจขาย เพื่อจะได้หลุดพ้นจากพันธนาการกับเจ้าธนบัตรชุดนี้เสียที สอดคล้องกับความคิดของตัวเองที่ว่า “จงให้สิ่งที่เขาอยากได้” ผมยังอยู่ที่ร้าน มีคนนำธนบัตรมาขาย แต่ผิดหวังที่ไม่ได้ราคาตามที่คิด และไม่มีสิทธิที่จะต่อรองใดๆ ผมหลับตารู้สึกหงุดหงิดกับบรรยากาศในร้าน หงุดหงิดกับการเอารัดเอาเปรียบ ใจอยากจะวิ่งออกไปให้พ้นจากสถานที่เสนียดจัญไรตรงนี้นี้เสียที

6

ผมเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อผมพูดลอยๆเป็นสุภาษิต ขึ้นว่า “ หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว” ซึ่งหมายถึงการประชดประชันคนอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ผู้ถูกประชดไม่ได้รู้สึกสำนึกแต่อย่างใด กลับกลายเป็นได้ประโยชน์จากการประชดนั้น

ผมบอกเพื่อนว่า “ช่างเถอะ  มันอยากได้ก็ให้มันไป ตายแล้วมันก็เอาไปไม่ได้หรอก ”

จากนั้นผมก็โน้นตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเพื่อนว่า “เชื่อเถอะ ตอนมันตาย ลูกมันก็ไม่กล้าเอาธนบัตรที่ซื้อไปจากผมใส่ปากมัน เพราะว่าธนบัตรของผมมันแพง”

…..

Leave a Reply

Your email address will not be published.