เรื่องสั้น เหตุเกิดที่ ม.สารขัณฑ์ (ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น)

เรื่องสั้น  เหตุเกิดที่ ม.สารขัณฑ์ (ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น)

23

1.เรื่องคุกตะรางที่จิปาถะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกนั้น ผู้สันทัดกรณีเสริมว่า “เรื่องคุกเรื่องตะรางถึงแม้ว่าจะไม่เป็นมงคลหรับคนทั่วๆไป แต่สำหรับคนที่กระทำผิด ซ้ำซ้ำ และไม่เคยสำนึกผิด เรื่องคุกเรื่องตะรางจึงเป็นจุดหมายปลายทางของคนชั่ว หรือคนที่มีสันดานเป็นอาชญากร ซึ่งไม่เคยยอมรับว่าตัวเองทำผิด เมื่อความผิดเกิดขึ้นมา เขาจะโยนความผิดให้คนอื่น เช่น ถ้าหากตัวเองทำผิด ก็จะห้ามไม่ให้คนอื่นพูดถึง หรือวิพากษ์วิจารณ์ พอถูกวิจารณ์ เขาจะฟ้องดำเนินคดีในฐานหมิ่นประมาททันที เพื่อต้องการปิดปากไม่ให้ใครพูด  ซึ่งกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นมากมาย หลายครั้ง จนนับไม่ถ้วน  อย่างนี้ จะไม่ให้พูดถึงคุกหรือตะราง ไม่ได้เป็นอันขาด ต้องพูด ซ้ำซ้ำกันทุกวัน เพื่อให้ คนเรานั้น จะได้สำนึกขึ้นมาบ้าง หลังจากที่เห็นผิดเป็นชอบมาเป็นเวลานาน

2.กรณีที่นางแต้มรักษาการอธิการบดีที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย และกรรมการสภาฯ ที่กำลังตกที่นั่งลำบาก คือ กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกอยู่ในขณะนี้นั้น เรื่องนี้ถ้าจะเปรียบเทียบ หรือยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ สภามหาวิทยาลัยสารขัณฑ์ ก็เหมือนที่ประชุมของกลุ่มโจร โดยในที่ประชุมนั้นมีกลุ่มโจรอยู่ จำนวน 18 คน และมีพระอยู่ 5 รูป อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านก็ร้องเรียนมาที่ประชุมโจร เพื่อขอร้องให้ที่ประชุมโจรสั่งให้หัวหน้าโจร ซึ่งเป็นผู้หญิงหยุดการปล้นเสียที  เพราะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านมาหลายปีแล้ว โดยคราวนี้ คาดว่าที่ประชุมชนน่าจะโหวตเสียงตามระบอบประชาธิปไตย ผลการโหวตคะแนนน่าจะออกมาว่า ให้ปล้นต่อ 18 เสียงและให้หยุดปล้น 5 เสียง สรุปว่าที่ประชุมชนยังคงมอบหมายให้หัวหน้าโจรปล้นต่อไป  แต่ประชาชนไม่ต้องห่วงเพราะว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองทราบถึงพฤติกรรมของหัวหน้าโจรและสมาชิกที่ประชุมโจรกันทุกคน รอเพียงเวลารวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมอีกนิดและเวลาที่เหมาะสมที่สามารถรวบได้ทั้งแก๊งเท่านั้นเอง ขอให้ประชาชนที่ได้ความเดือดร้อน ให้ใจเย็นๆอีกหน่อย  รับรองว่าคดีนี้ ฮือฮาไม่แพ้ คดี บอส กระทิงแดงแน่นอน

3.ตามปกติ มีนา จัน จะเป็นฝ่ายไปหา คม หักศอก ที่บ้าน แต่วันนี้ คม หักศอก วิ่งกระหือกระหอบไปหา มีนา จัน ที่บ้านแต่เช้า  เมื่อไปถึงก็รีบบอก มีนา จันว่า “ฉันคิดได้แล้ว” มีนา จัน ถามว่า “คิดอะไรได้ล่ะ?”  “คิดวิธีที่จะให้นางแต้มและพวกพ้องทั้งกรรมการสภาฯ พวกรองฯต่างๆและที่ปรึกษาทั้งหลาย ให้เกิดสำนึก และทำสิ่งที่ถูกต้อง”  “ จะทำอย่างไร?”  มีนา จัน ตั้งคำถาม

คม หักศอก ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “ก็ “แม่” ไงละ  เพราะลูกทุกคน รักแม่  และแม่ทุกคนรักลูก แม่บอกอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น ที่นี้ให้พวกเราช่วยกันหว่านล้อมให้นางแต้มและบริวารไปหาแม่ หรือหว่านล้อมให้แม่มาหานางแต้มและบริวาร เพื่อจะได้ให้แม่โน้มนาวจิตใจให้นางแต้มและบริวาร รู้จักรักตัวเองเพื่อที่จะพัฒนาไปสู่การรักคนอื่น ด้วยหลักการที่ว่า “เมื่อเราไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเรา เราก็จะไม่ทำร้ายคนอื่น และคนอื่นก็จะไม่ทำร้ายเรา”  ฉันมั่นใจว่า นี่แหละเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เพราะในโลกนี้ไม่มีใครรักเราเท่ากับพ่อแม่อีกแล้ว ฉะนั้น แม่บอกอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้น”

มีนา จัน ฟังจบ หัวเราะชอบใจ  บริพาษ คม หักศอก แบบแรงๆว่า   “ไอ้ซื่อบื้อเอ้ย! 

แกทำไม่ทึบอย่างนั้น แก่รู้อยู่แล้วว่า ที่นางแต้มและบริวารเป็นเช่นนั้น เพราะพ่อแม่ได้อบรมสั่งสอนและเป็นต้นแบบให้เห็นมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว เพราะแม่พวกเขา กับแม่ของพวกเรามันคนละแม่  ตามสุภาษิตไทยที่ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”  นี่คือเหตุให้นางแต้มและบริวารเป็นแบบนี้   เหมือนมะม่วง มีลูกก็ต้องเป็นมะม่วง จะเป็นน้อนหน่าไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น อย่าไปว่าใครเขาเด็ดขาด ว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน” 

คำอธิบายของ มีนา จัน ทำให้คมต้องใช้มือกุมขมับ บนพึมพำว่า “จบ บ้า ฉิบ..โง่สุดๆ อุตสาห์คิดทั้งคืนเลย” 

…..

Leave a Reply

Your email address will not be published.