จิปาถะ เรื่องสั้น โจรปล้นเงินเดือน (ไอ้ฉิบ)

วันอังคารที่ 4  พฤษภาคม  2564

จิปาถะ  เรื่องสั้น โจรปล้นเงินเดือน (ไอ้ฉิบ)

4

ในช่วงวันสองวันที่ผ่านมา ผมเขียนเกี่ยวกับการไล่ล่า ระหว่างผู้ล่า คือ นางแต้ม และสภามหาวิทยาลัยสารขัณฑ์ กับผู้ถูกล่าหรือเหยื่อ คือ อาจารย์ และพนักงานมหาวิทยาลัย ที่ไล่ล่าต่อเนื่องยาวนานมา ตั้งแต่ ปี 2557 ถึง ปี 2564 และยังไม่มีทีท่าที่จะหยุด จนพวกถูกล่าไม่รู้จะไปพึ่งใครนอกจากพึ่งสิ่งที่มองไม่เห็น  จนเพื่อน fc แซวมาว่า “เรามาถึงจุดที่ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์แล้วเหรอ”คำตอบก็คือ ก็คงต้องงั้นมั้ง เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกมันแล้ว

เรื่องการ “ไล่ล่า” นั้น ปรากฏว่ากลุ่มผู้ล่ายังเป็นกลุ่มเดิม คือนางแต้ม และกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหลาย จะมีเปลี่ยนไปบ้างเพราะบางคนที่หน้าหนาไม่พอก็ลาออกสองสามคน ส่วนใหญ่ชุดเดิม อยู่กันมานานมาก เป็นพวกอยู่ยงคงกระพันจริงๆ ถ้าเป็นแครื่องรางของขลัง ก็อยู่ในขั้นผิวตกกระ ถือเป็นของแท้ ราคาเช่าก็หลักล้าน

ส่วนเหยื่อ หรือผู้ถูกล่านั้นมีเยอะมาก ทั้งคณาจารย์ และพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งโดนหนักกันทั้งนั้น คนที่หางานใหม่ได้ ก็ไปอยู่ที่อื่น  ส่วนพวกที่พ่อแม่พี่น้องลูก เมีย ผัว อยู่ที่นี่ ไม่มีทางเลือก ก็ทนเอา บางคนที่มาจากที่อื่น ถึงกับบ่นว่า “เพื่อนบอกแล้วว่าอย่ามาอยู่ที่นี่ เสือกไม่เชื่อ” ก็บ่นปลอบใจตัวเองไปอย่างงั้น มันแก้ไม่ได้แล้ว สุดท้ายก็ต้องพึ่งศาล เงินทองที่สะสมไว้ก็ไม่เหลือ ไหนจะค่าเล่าเรียนลูก ไหนจะค่าหมอ  ไหนจะค่าทนาย หนักครับ ลงขันกันคดีละหมื่นสองหมื่น หน้าเหี่ยวแห้งไปตามๆกัน  แถมยังถูกประเมินต่ำให้ได้รับเงินเดือนขึ้นเพียงไม่กี่ร้อย แทบจะซื้อนมผงราคาถูกสักกระป๋องให้ลูกแทบไม่พอ บางรายนางแต้มก็ไม่ขึ้นเงินเดือนให้ซะอย่างนั้นแหละ ได้ยินได้ฟังแล้วก็อดทุเรศตัวเองไม่ได้ เพราะไม่รู้จะช่วยพวกเขาได้อย่างไร ส่วนนางแต้มและสภาฯ สบายครับ รวมหัวกันฟ้อง เรื่องเดียวฟ้องแม่งมัน 2 ศาล  2 คดีก็ 4 ศาล ต้องเสียค่าเดินทางไปๆมาๆ  ส่วนพวกมันสบาย ใช้ของหลวงทั้งนั้น ทั้งเงินและทั้งรถ  งานนี้ถ้าเป็นการแข่งขันชกมวย เท่ากับมวยคนละรุ่ง เอาโผน กิ่งเพชร รุ่งฟลายเวท ต่อยกับไมค์ ไทสัน รุ่นยักษ์ โดนแค่ปลายๆหมัดก็ถลาเกือบตกเวทีแล้ว

ส่วนสภามหาวิทยาลัยฯ ที่มีพฤติกรรมไพร่สถุลภายใต้ชายกระโปรงจีบของนางแต้มนั้น มันเป็นเรื่องความเลวร้ายที่เจ็บปวด  กับความไร้ยางอายของพวกกรรมการสภาฯ เพราะผมไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอกลุ่มคนที่ไร้สำนึกในทุกๆด้านและเลวทรามต่ำช้าได้ถึงปานนั้น  เพราะในความรู้ความเข้าใจและความเชื่อของผมตลอดเวลารับราชการว่า  สภาฯคือกลุ่มบุคคลที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ  ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ หลายคนจบการศึกษาระดับสูงสุดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายคนมีตำแหน่งทางวิชาการระดับศาสตราจารย์, รองศาสตราจารย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์  อีกทั้งหลายคนเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงและสำคัญในหน่วยงานของรัฐ หลายคนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสายสะพาย แต่มีพฤติกรรมเลวร้ายทำลายมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสภาบันาการศึกษาของท้องถิ่นและทำลายแต่ความเลื่อมใสศัทธาต่อสภาฯแห่งนี้ของผมไปอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้น จึงอยากจะด่าพวกมันดังๆว่า”ไอ้พวกฉิบบบบบบบบบบหาาาาาาาาาาาา”

……….

Leave a Reply

Your email address will not be published.