จิปาถะ เรื่องสั้น เหตุเกิดที่กำแพง (D -)

จิปาถะ เรื่องสั้น เหตุเกิดที่กำแพง (D -)

ผู้สันทัดกรณีได้มองเข้าไปในมหาวิทยาลัยหนองปลิงได้เห็นคุณปอสิต เริงร่า สดใสในตำแหน่งรักษาการอธิการบดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ท่องคำปลอบใจว่า“เรามาถูกต้องเพราะสภาเลือกมาจึงไม่กังวลอะไร” แล้วอดสงสารเธอไม่ได้ที่เข้าใจอะไรผิดๆ แล้วอย่างนี้จะเป็นอธิการบดีได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้ว่าอะไรผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างนี้ก็คงติดคุกกันทั้งมหาวิทยาลัยแน่นอน จึงอยากให้เก็บความมั่นใจไปอธิบายให้ท่านผู้พิพากษาได้รับฟังในศาลอาญาทุจริตและประพฤติชอบ ก็แล้วกัน เพราะคดีนี้จะมีจำเลยประมาณ12 คน คือกรรมการสภา 11 คนรวมทั้งคุณปอสิต อีกหนึ่งคน ดังนั้นที่ เริงร่าอยู่ก็จะกลายเป็นห่อเหี่ยวทันทีที่ได้รับหมายศาล แม้คดีนี้จำเลยจะได้รับความช่วยเหลือจากอัยการรับเป็นทนายแก้ต่างให้ก็ตาม แต่ในเมื่อข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าจำเลยมีความผิดจริงก็ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย และขอได้โปรดเข้าใจด้วยว่าศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ พิจารณาคดีโดยวิธีการไต่สวน  ดังนั้น จึงอยากให้คุณปอสิต ได้พิจารณาทบทวนอีกครั้งว่า การสรรหา บริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใสและชอบด้วยหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ โดยคิดทบทวนว่ามีเหตุการณ์นี้หรือไม่

1. อดีตอธิการบดีวางแผนสนับสนุนให้คุณปอสิตเป็นอธิการบดีโดยไปล็อบบี้ กรรมการสภามาได้11 คน

2.อดีตอธิการบดีลงทุนโทรไปขอคะแนนจากคณบดีและอาจารย์ตามคณะต่างๆจริงหรือไม่

3.อดีตอธิการบดีสั่งคณะกรรมการสรรหาบางคนให้พยามช่วยเหลือคุณปอสิตทุกวิธีเพื่อให้มีคะแนนเท่ากับคนอื่นแล้วจะให้เป็นรองอธิการจริงหรือไม่

4.อดีตอธิการบดี รับปากกับคุณปอสิตว่าไม่ต้องกลัวเรื่องการบริหาร ตนเองจะมาบริหารเองโดยจะยอมเป็นรองอธิการบดี

5.อดีตอธิการบดีได้สั่งให้นายกแก้ไขข้อบังคับในการลงมติเพราะรู้ว่า คุณปอสิตไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมและกรรมการสภาที่รักความยุติธรรมบางท่าน จากต้องได้รับคะแนนเสียงเกินครึ่งของกรรมการสภาที่มีอยู่เป็นได้รับคะแนนเสียงเกินครึ่งของกรรมการที่เข้าประชุม

6.คุณปอสิต ได้แต่งตั้งกรรมการสรรหาเป็นรองอธิการบดีหรือไม่

ถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นไม่เป็นความจริง คุณปอสิตรอดคุกแน่นอน แต่ถ้าไม่แน่ใจ ขอแนะนำให้ถอยดีกว่าโดยการขอสละสิทธิ์ในการได้รับการสรรหาเป็นอธิการบดีและลาออกจากการเป็นรักษาการอธิการบดีก่อนที่เรื่องจะสายเกินแก้ คือเรื่องเข้าสู่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เพราะหลักฐานต่างๆชัดเจนว่าเจตนาร่วมกันกระทำผิด และจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายแน่นอนเดี๋ยวจะเข้าคำพังเพยว่า “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้เสียก่อน”  ซึ่งหมายความว่า”กว่าจะรู้ว่าผิดก็ติดคุกเสียแล้ว”

จากการล็อบบี้เพื่อช่วยเหลือให้คุณปอสิตได้เป็นอธิการบดีแล้วปรากฏว่าได้คะแนนประมาณ11 เสียงซึ่งไม่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภา เพราะสภาฯ มีกรรมการอยู่ 23 คนรวมทั้งนายกสภา ถ้าเกินครึ่งหนึ่งของกรรมการที่มีอยู่ก็ต้อง 12 คะแนน ดังนั้นจะเลือกกี่ครั้งคุณปอสิต ก็จะได้เพียง 11คะแนน ไม่สามารถที่จะเป็นอธิการบดีได้ อย่ากระนั้นเลยจึงหาวิธีช่วยโดยการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ว่าถ้าเลือกครั้งครั้งที่ 2 แล้วคะแนนยังไม่เกินครึ่งของกรรมการที่มีอยู่ก็ให้เลือกครั้งที่ 3 เป็นคะแแนได้เกินครึ่งของกรรมการที่เข้าประชุม และต้องครบองค์ประชุม ซึ่ง 11 คะแนน ก็เกินครึ่งแล้ว

จากการแก้ไขข้องบังคับในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยก็จะได้อธิการบดี เกรด D มาบริหารมหาวิทยาลัยทันที นับว่าเป็นการด้อยค่ามหาวิทยาลัยให้ต่ำที่สุดในประเทศเลยก็ว่าได้

จึงขอขยายความว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นคือ ข้อบังคับบอกว่า มีกรรมการมาประชุม13 คนถือว่าครบองค์ประชุม คนที่ได้คะแนน 7 คะแนนก็ได้รับเลือกเป็นอธิการบดีแล้วเพราะเกินกึ่งหนึ่งของ13 (กึ่งหนึ่ง=6.5คน)

คะแนน 7 เสียงยังไม่ถึง1ใน 3 ของกรรมการที่มีอยู่ทั้งหมด(3×7=21)คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เป็น 30.43%จึงขอแก้เกรดของอธิการบดี เป็น D – น่าจะเหมาะกว่า

ดังนั้นการช่วยคุณปอสิตเพียงคนเดียวแต่ได้ทำลายมหาวิทยาลัยให้อยู่เกรด D –  ตามอธิการบดีไปด้วย จึงส่งผลไปถึงนายกสภา D –  และสภา D – ไปด้วย

คงเหลือแต่ประชาคมชุดดำเท่านั้นที่ยังคงเกรด A อยู่

Leave a Reply

Your email address will not be published.