จิปาถะ  เรื่องสั้น อีเปรตหกห้า (แก้ไม่ยาก)

วันอังคารที่  11   มกราคม 2565

จิปาถะ  เรื่องสั้น อีเปรตหกห้า (แก้ไม่ยาก)

10

ผู้สันทัดกรณีแสดงความเห็นว่า “ปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยแก้ง่ายนิดเดียว เพียงแต่ให้ รมต.อุดมศึกษาฯ มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังตามที่ได้ออกประกาศ โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ในการเสนอโปรดเกล้าฯอยู่ที่กระทรวง อุดมศึกษาโดยเพียงแต่ตรวจสอบและปฏิบัติตามหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไม่เสนอโปรดเกล้าฯบุคคลที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากการสรรหาหรือปัญหาส่วนตัว โดยแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีความเป็นกลางนอกวงการอุดมศึกษา ให้มีข้อยุติเสียก่อน หากผลการสอบสวนว่ามีมูลตามข้อกล่าวก็ควรส่งเรื่องคืนสภามหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องดำเนินการสอบสวนทางวินัยหรือดำเนินคดีทางอาญา ทุกกรณีไป

แค่นี้ปัญหาเรื่อง”สภาเกาหลัง”ก็จะหมดไป ปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยก็จะหมดไปในระยะเวลาอันรวดเร็วด้วย

ยอมสละกรรมการสภามหาวิทยาลัยประมาณ 100 คนโดยดำเนินคดีให้เข้าไปอยู่ในคุก ความเจริญรุ่งเรืองและธรรมาภิบาลก็จะบังเกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศทันที

มีเสียงดูแคคลนจากเพื่อน  fc ว่า “หลักการ…ใช่ แต่ ปฏิบัติ (ที่ผ่านมา)…มิใช่ และในอนาคต …ยังไม่แน่ใจ ขอรับ”

ผศ.ดร. La Ph แสดงความเห็นว่า “ในความคิดเห็นส่วนตัวต่อการบริหารสถาบันอุดมศึกษาในอดีตคิดว่ามีระบบระเบียบ มีขั้นตอนดี โดยเฉพาะการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งบริหารจะมีหลายขั้นตอน ผู้ที่ได้ตำแหน่งนี้ส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาบริหารในสถาบันนั้นๆจะไม่มีพรรคมีพวกมากมาย แต่พอเปลี่ยนกฎหมายมาให้อำนาจสภาในการสรรหาผู้บริหาร ระบบผูกขาดต่างๆก็เกิดขึ้นได้ง่าย ยิ่งเป็นระบบ “สภาเกาหลัง” ก็ยิ่งน่ารันทดใจที่สุด บรรดา “ผู้ทรงเกียรติ” ทั้งหลายได้มาเพราะอะไร? อย่างไร? ก็พยากรณ์ได้ว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลเหล่านั้นจะมีสิทธิ์คิดอย่างอิสระและทำหน้าที่ที่แท้จริงของสภาเพื่อคนส่วนใหญ่ของสถาบัน ยิ่งมาเจอผู้บริหารที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ขยันปูนบำเหน็จให้ทั้งทางตรงและทางอ้อมบุคคลเหล่านั้นก็กลายเป็นเรือที่มาจอดแล้วไม่อยากแจวออกจากท่าไปไหนเลย บางคนติดอกติดใจมากถึงกับอยากจะย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ถาวรซะเลย….

มีเสียงดูแคคลนจากเพื่อน fc ว่า  “ผู้ทรงเกียรติ”…555555 …มองบนแล้วลงต่ำ . …”ผู้น่าขยักแขยง” ซะมากกว่า ขอรับผม”

ผศ.ดร.ชลิดา ภัทรศรีจิรากุล  ‘หลวงปู่ชา ท่านกล่าวว่า การทำผิด ทำชั่ว แล้วไปทำบุญแก้กรรม

เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ถ้าต้องการเป็นคนดี ต้องตัดที่ต้นเหตุ คือ การไม่กระทำผิด  ไม่กระทำชั่ว’

Leave a Reply

Your email address will not be published.