จิปาถะ เรื่องสั้น อิงเหตุการณ์ปัจจุบัน. (บ่วงกรรม 2)

 จิปาถะ เรื่องสั้น อิงเหตุการณ์ปัจจุบัน. (บ่วงกรรม 2)

3

อย่างที่บอกไว้แล้ว ฉันมาเก็บของส่วนตัวเล็กๆน้อยๆกลับบ้าน  ความจริงก็คงไม่ต้องรีบร้อนอะไร เพราะฉันมีหน้าที่สำคัญที่ต้องทำ ซึ่งพวกท่านก็คงรู้กันอยู่แล้ว  ว่าฉันต้องมอบหมายงานต่อให้คนอื่น มันเป็นหน้าที่   ที่นี้เมื่อเขายังไม่แต่งตั้งรักษาการคนใหม่สักที  ฉันก็ต้องทู่ซี้รออยู่อย่างนี้  เห็นใจฉันบ้าง  คงเข้าใจฉันนะ   รีบจัดการหน่อย ฉันจะได้กลับไปอยู่บ้านสักที  ช่วยสงเคราะห์ทีเถอะ

ตอนนี้ฉันรอเวลาที่จะเดินไปดูกิจการของศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งบริวารของฉันมานั่งรอเตรียมพร้อมอยู่หน้าห้องแล้ว  ก็มากันเองนี่ ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรได้  นางคิดในใจ “ก็ต้องรอกันหน่อยนะ  คนสวยนี่ จะไปไหนมาไหนที่ก็ต้องพิถีพิถัน แต่งตัวให้เรียบร้อย  พวกนั้นมันต้องรอฉันอยู่แล้ว  มันกลัวฉันยิ่งกว่าแม่มันเสียอีก  ฮ่า ฮ่า ฮ่า  พวกเจ้าเบือก”

ณ เวลาเดียวกันนี้  ถ้าท่านขึ้นไปบนเขากระโดง ไปยื่นอยู่ที่ลานหน้าพระสุภัทรบพิตร มองลงไปข้างล่าง สิ่งที่ท่านเห็นในวันนั้นก็คือ ฝูงชนหลากหลายอาชีพทั้งอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ข้าราชการเกษียณและชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไป เดินกันเป็นแถวยาวคล้ายชาวบ้านสมัยก่อนพากันเดินไปดูลิเกกลางแปลงงานวัด พวกเขามาจากทุกสารทิศ ตามเส้นทางเข้าเมือง นางรอง ยาวไปถึงสวายสอโน่น ลำปลายมาศ ยาวไปถึงตลาดควาย หนองบัวโคก   เส้นทางสตึก คูเมือง ประโคนชัย  ห้วยราช สวายจีก ฯลฯ เขาเหล่านั้นมุ่งตรงไปยังหน้าอาคารสูงตระหง่านในสถาบัน. หยุดรวมตัวกันอยู่ที่นั่นและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นมากขึ้นขยายเป็นวงกว้างออกไปจนเต็มไปทั้งเมือง ทุกคนเดินไปเดินมาขวักไขว่ ไม่มีใครทราบเป้าหมายที่แท้จริงว่าเขามาทำอะไรกัน บางคนนั่งรอบางคนยืนรอแต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขารออะไร.

ครู่ใหญ่  ประตูหน้าของอาคารสูงก็เปิดออก นางแต้มเดินนำหน้าออกมา นางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้คนเต็มไปหมด นางยิ้มน้อยๆเมื่อมองไปข้างหน้า เห็นพรหมสีแดงสด หรือ Redcapet  ปูยาวเหยียดไปข้างหน้า นางหันไปทางผู้ติดตามถามแบบไม่ต้องการคำตอบ “ต้องทำขนาดนี้เชียวหรือนี่” นางโปรยยิ้มอย่างเบิกบานและมีชัยกับผู้คน  เดินผ่านกลุ่มข้าราชการและพนักงานที่เป็นลูกน้องของนาง ทุกคนหลบตา  นางเชิดหน้าอย่างองอาจ เหลือบมองผู้คนเหล่านั้นด้วยหางตาเหยียดหยาม  จากนั้นก็เดินผ่านกลุ่มข้าราชการเกษียณซึ่งไม่มีใครแสดงท่าทียินดียินร้ายกับนาง แต่นางก็ไม่สนใจ และเดินหลบหลีกไปถึงกลุ่มผู้คนที่นางไม่รู้จัก ซึ่งมีจำนวนมากมายแน่นขนัด นางเริ่มต้องหลบหลีกเมื่อถูกเบียดเสียด  นางหยุดนิดหนึ่ง เขย่งเท้า ทำตัวให้สูงขึ้น เพื่อจะได้เห็นทางไปข้างหน้า  นางเห็นแต่ฝูงชนยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา นางรู้สึกกลัว คิดจะเดินกลับ หันหลังโดยหวังว่าจะเห็นบริวารที่ตามมา  แต่นางไม่เห็นใครเลยแม้แต่คนเดียว นางตกใจทำท่าจะเป็นลม หน้าซีดเผือกราวกับไข่ต้มปลอกติดเปลือก  นางเขย่งเท้าขึ้นอีกครั้งเพื่อดูทาง สิ่งที่ปรากฏคือผู้คนที่เดินไปเดินมาขวักไขว่  “ฉันอยู่ที่ไหนนี่  ลูกน้องฉันหายไปไหนกันหมด”  นางร้องเบาๆ สีหน้าซีดเผือกไปกว่าเดิมอีก และกัดฟันเดินกลับไปทางเดิม นางต้องคอยหลบผู้คน คนแล้วคนเล่า ซึ่งไม่มีใครสนใจ นางเดินต่อไป เดินต่อไป แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากฝูงชนได้ นางเหมือนหลงทางหลงทิศอยู่ในป่าลึก นางหยุดคิด “ฉันท่าจะหลงทางเสียแล้ว” เสียงของฝูงชนดังเซ็งแซ่ไปหมดจนนางรู้สึกปวดหัว นางอยากกลับบ้าน แต่ไม่สามารถหาทางออกได้ นางผวา รู้สึกเหมือนว่ากำลังเดินเข้าไปในซอกตึกที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาบีบทับนางให้บี้แบนลงไป นางตะโก้นร้อง”ช่วยด้วย.. ช่วยด้วย”. แต่ไม่มีใครสนใจนางสักคน ทำเหมือนกับว่าไม่มีใครเห็น  นางนั่งลงอย่างอ่อนแรง. ใช้มือปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น “เทวดาฟ้าดินจ๋าช่วยพาลูกช้างออกไปทีเถอะ” นางป้องปากกู่ร้อง. แต่เปล่าประโยชน์  รู้สึกสิ้นหวัง “ลูกน้องฉันไปไหนกันหมดนะ ปล่อยฉันไว้คนเดียวได้อย่างไร ช่วยมาพาฉันออกไปทีนะ ฉันสัญญาว่าจะให้ 2 ขั้น จะเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น ฉันรับรอง ถ้าไม่พาฉันออกไป เดี๋ยวฉันสามารถกลับออกไปได้เถอะ. ฉันเอาแกตายแน่ ฉันจะปลดพวกแกออกให้หมด “ไล่พวกแกออกให้หมด” ญาติพี่น้องแกด้วย ฉันจะกวาดให้เรียบ”  นางตะโกนก้องสุดเสียง และกัดฟันเดินต่อไป  นางอ่อนล้าเพราะเปลวแดดและลมล้มลงท่ามกลางฝูงชนนั้น

….

ยังมีต่อ

Leave a Reply

Your email address will not be published.