วิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน จะเร่งรีบอยู่กับการทำมาหากิน ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานจนตัวเป็นเกลียว แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน ดังนั้น เมื่อมีวันหยุดหลาย ๆ วันติดต่อกันก็มักจะพากันไปพักผ่อนหย่อนใจตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ชายทะเล น้ำตก แหล่งโบราณสถาน เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกับวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต ซึ่งผูกพันอยู่กับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา การดำรงชีวิตเรียบง่าย ในลักษณะเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อถึงวันนักขัตฤกษ์ก็จะพากันไปวัด ไปไหว้พระ ทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม หรือไปไหว้พระธาตุ เพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้า อันเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
พระธาตุ คือ พระสรีรธาตุ หรือพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้า และเพื่อให้มีความหมายแน่นอนจึงเรียกยกย่องพระสรีรธาตุของพระพุทธเจ้าว่า พระบรมธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพระอรรถาจารย์ ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี จำแนกพระบรมสารีริกธาตุเป็น 2 ประเภท คือ
1. พระสรีรธาตุที่แยกกระจัดกระจายมี 3 ลักษณะ คือ
1.1 ลักษณะเหมือนดอกมะลิตูม
1.2 ลักษณะเหมือนแก้วมุกดา ทีเจียรนัยแล้ว
1.3 ลักษณะเหมือนจุณหรือผงทองคำ แต่ละลักษณะมี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็กกว่าประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ขนาดใหญ่ประมาณเท่าเมล็ดข้าวสารหักและขนาดใหญ่มากประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ผ่ากลาง
2. พระสรีรธาตุที่ไม่แยกกระจัดกระจาย ได้แก่ พระสรีรธาตุ 7 พระองค์ ซึ่งประดิษฐฐานอยู่ ณ ที่ต่าง ๆ คือ
2.1 พระอุณหิส ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองอนุราชสิงหล
2.2 พระรากขวัญเบื้องขวา ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองอนุราชสิงหล
2.3 พระรากขวัญเบื้องซ้าย ประดิษฐานอยู่ ณ พรหมโลก
2.4 พระทาฒธาตุเบื้องขวาบน ประดิษฐานอยู่ ณ ดาวดึงส์เทวโลก
2.5 พระทาฒธาตุเบื้องซ้ายบน ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองคันธารรัฐ
2.6 พระทาฒธาตุเบื้องขวาล่าง ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองลังกาสิงหล
2.7 พระทาฒธาตุเบื้องซ้ายล่าง ประดิษฐานอยู่ ณ นาคพิภพ (กรมศิลปากร. 2540 : 103 – 105)