มลทินกรรม

มลทินกรรม

1

เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็น ถนนหนทางเฉอะแฉะ เนื่องจากฝนที่พรำมาตั้งแต่เมื่อคืน และเพิ่งจะซาเม็ดไปเมื่อครู่ ที่หน้าบริเวณโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ซึ่งแออัดไปด้วยร้านค้าแผงลอยและ ยวดยานพาหนะพวกสามล้อ สามล้อเครื่อง และรถยนต์ ทั้งที่สัญจรไปมาและจอดเรียงรายตาม ข้างถนนดูสับสนวุ่นวายอยู่แล้วนั้น เมื่อฝนหยุดตกบริเวณดังกล่าวยิ่งดูจอแจมากขึ้นไปอีกจากผู้คนที่เดินข้ามถนนไปมา ต่างรีบร้อนหาซื้อสิ่งของเครื่องใช้และอาหารการกินกันขวักไขว่ เพราะเกรงว่าฝนจะตกลงมาอีก

ส่วนภายในบริเวณโรงพยาบาล ก็มีสภาพไม่แตกต่างไปจากข้างนอกมากนัก โดยเฉพาะบริเวณตึกคนไข้นอก ที่นอกจากจะเต็มไปด้วยคนไข้ที่เตรียมตัวมาเข้าคิวรอรับการรักษาแล้ว ยังมีญาติพี่น้องที่ติดตามมาดูแล ญาติของผู้ป่วยที่มาเยี่ยมไข้และที่มาเยี่ยมญาติแล้วไม่ได้กลับเพราะบ้านอยู่ไกล ก็นั่ง นอนยืนเดินกันอยู่ตามระเบียงทางเดินและที่ว่างระหว่างตึกเต็มไปหมด สังเกตเห็นได้ว่า ทุกคนมีใบหน้าหม่นหมอง ดวงตาปรากฏร่องรอยของความวิตกกังวลกับโชคชะตา

ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่มุมห้องชั้นสองตึกอายุรกรรม ผมมาอยู่เฝ้าไข้ สด โคกกระสัง เพื่อนสนิท ซึ่งป่วยนอนหลับพักฟื้นอยู่บนเตียง และเนื่องจากสดยังเป็นโสด อยู่ตัวคนเดียวพ่อแม่พี่น้องเสียไปหมดแล้ว ช่วงนี้ผมจึงต้องเดินทางมาบุรีรัมย์บ่อยขึ้น ก็จำเป็นต้องช่วยดูแลกันไป ผลัด เปลี่ยนกับครูเอื้อนที่อยู่บ้านตาเป็ก เพื่อนสนิทอีกคนของสด

ผมรู้สึกวิตกกังวลกับอาการป่วยของสดค่อนข้างมากและจะหันไปมองสดบ่อยๆ เมื่อเห็นว่า ยังหลับอยู่ก็ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไปอย่างสงบ ผมและสดสนิมกันมาตั้งแต่เด็กโตขึ้นยังไปเรียนสถาบันเดียวกันอีกด้วย สดป่วยและมีอาการทางประสาทถึงวันนี้ก็หนึ่งเดือนพอดี สดเข้าโรง พยาบาลมาสองครั้งแล้ว ครั้งแรกเมื่อตอนเริ่มป่วย จากนั้นก็พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน และครั้งนี้ ร่างกายอ่อนเพลียมากจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีก

สด โคกกระสัง หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบ ผิวค่อนข้างคล้ำ รูปร่างท้วม ไว้ผมรองทรง อดีตเคย เป็นครูประชาบาล แต่ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ปัจจุบันเป็นกรรมการ อบต.ด้วย เขาเรียนมา ทางโบราณคดี จึงสนใจเรื่องชุมชนโบราณและภูมิปัญญาท้องถิ่น เขามุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของประชาชน มีผลงานการศึกษาค้นคว้าเผยแพร่กว้างขวางจนเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป

สด เริ่มมีอาการทางประสาท หลังจากเข้าไปศึกษาเรื่องราวของทับหลังปราสาทในป่าเขต ชายแดนเขมร ถึงแม้อาการป่วยของเขาจะไม่มากนัก แต่บางครั้งรุนแรงจนน่าเป็นห่วง เขามักจะพูดจาวกวน ดวงตาเหม่อลอย ซึมเศร้า ผวา ตื่นกลัวและแสดงพฤติกรรมประหลาดๆ สำหรับ คราวนี้ถึงกับไม่ยอมหลับยอมนอนขนกรวดขนหินเป็นการใหญ่ ร่างกายอ่อนเพลียเลยต้องเข้าโรง พยาบาลถ

Continue reading

Posted in มลทินกรรม, เรื่องสั้น | Leave a comment

ปราสาทโคกงิ้ว กับ เด่น บ้านด่าน

ปราสาทโคกงิ้ว (ถ่ายจากด้านหลัง) อ.ประคำ จ.บุรีรัมย์

ปราสาทโคกงิ้ว กับ เด่น บ้านด่าน

รศ. วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ

หน้าฝนปี 2000 นี่ตกชุกจริงๆ ตกแทบจะทุกวัน บางวันตกตลอดทั้งวันเลยมองไปทางไหนก็ชุ่มฉ่ำเฉอะแฉะไปหมด ต้นไม้เปียกปอนใบเขียวสดสะอาดตา ดูแล้วน่าจะสดชื่น แต่ที่ไหนได้ไข้หวัดเล่นงานผู้คนเสียงงอมแงม มีหลายคนดูหงอยๆ
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็ไม่ค่อยจะดี เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายและนานวันกว่าจะหาย ยิ่งฝนตกทุกวันอย่างนี้ยิ่งแย่ ฝนแต่ละเม็ดที่ถูกตัวเหมือนกับฝนพิษที่ทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นไข้ บางครั้งเพียงแค่ละอองฝนโชยพัดมาโดนเท่านั้นแหละ เนื้อตัวก็ร้อนผ่าวไปหมด เซน-ซิทีฟ จริงๆ ผมนั่งรำพึงรำพันในใจอยู่ที่หน้าตึก
เสียง เด่น บ้านด่าน ศิษย์ที่ใกล้ชิด เปรยขึ้นเบา ๆ ว่าอาจารย์ครับ “ข้อเขียนเรื่อง กู่ฤาษีของอาจารย์ อ่านแล้วน่าเบื่อจังเลย”
“ก็ต้องหน้าเบื่อเป็นธรรมดาเพราะว่าเป็นเรื่องของข้อมูล” ผมตอบแบบป้องกันตัวเองได้โดยอัตโนมัติ “ไม่มีวิธีนำเสนออย่างอื่นหรือครับ” เด่น ถาม “ก็มี แต่ค่อนข้างยาก เรื่องของข้อมูล เขียนเล่นเขียวหัวไปข้อมูลก็ไม่น่าเชื่อถือ” ผมหันหน้าไปทาง เด่น “ไหนลองยกสักตัวอย่างซิครับอาจารย์” “ก็ได้ และตอนนี้มีข้อมูลของอโรคยาศาลที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเรา” ผมชูกระดาษอวด เด่น

Continue reading

Posted in เรื่องสั้น | 5 Comments

บ้านมีไฟและโรงพยาบาล

บ้านมีไฟและโรงพยาบาล

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานของประเทศไทย โดยเฉพาะอีสานใต้ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาหรือราชอาณาจักรเขมรในอดีต เป็นบริเวณที่พบสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยหินทราย ศิลาแลง และอิฐ มีรูปแบบของศิลปะเขมร หรือที่เรียกว่าปราสาทหิน ในจังหวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง อ. เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และปราสาทสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น
นอกจากนั้นยังพบปราสาทขนาดเล็กสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย ที่เรียกว่าที่พักคนเดินทาง หรือธรรมศาลา และโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาล ที่เรียกว่ากุฏิฤาษีหรือกู่ฤาษี เช่น ปราสาทตาเมือน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นที่พักคนเดินทาง และ กู่ฤาษีจอมพระ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ กู่สันตรัตน์ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม กู่ ฤาษีบ้านนางรำ อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาล เป็นต้น
ที่พักคนเดินทางและโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาลเหล่านี้ ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์เขมร ซึ่ง ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1724 – ประมาณ พ.ศ. 1763 ทรงสร้างขึ้น ปรากฏหลักฐานตามจารึกปราสาทพระขรรค์ เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาฯ ที่กล่าวว่าพระองค์ได้สร้าง “ บ้านที่มีไฟ” หรือที่พักคนเดินทาง ตามสายทางเดินที่มีอยู่ในราชอาณาจักรเขมร คือบนถนนนอกเมืองพระนครหลวงไปยังอาณาจักรจำปา (เมืองฝันรังหรือวิชัยคือบิญดิญ) 57 แห่ง บนถนนจากเมืองพระนครหลวงไปยังปราสาทหินพิมาย บนที่ราบสูงโคราชภายในประเทศไทย 17 แห่ง บนสายทางเดินไปตามเมืองต่างๆ 44 แห่ง อยู่เขาพนมจิสอร์ 1 แห่ง และยังไม่พบร่องรอบ 2 แห่ง รวม 121 แห่ง ตั้งอยู่ห่างกันประมาณแห่งละ 15 กิโลเมตร (ชะเอม แก้วคล้าย.2528:54)

Continue reading

Posted in บทความ 1 | Leave a comment

มารู้จักเทพเจ้าฮินดูกันเถอะ

“ทั้งนี้เพราะเทพเจ้ามิเคยปฏิเสธให้มนุษย์ต้องได้รับความเจ็บซ้ำน้ำใจ ทุกครั้ง ที่มนุษย์ได้รับความเดือนร้อน หาที่พึ่งหรือขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ด้วยกันเองไม่ได้ ก็จะยกมือขึ้นขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้า และก็ไม่เคยผิดหวัง ได้รับความสุขทางใจไปทุกครั้งและทุกผู้ทุกนาม”

มารู้จักเทพเจ้าฮินดูกันเถอะ

เทพเจ้านั้นมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มต้น เชื่อกันว่า เทพเจ้าให้ทั้งคุณและโทษ ในทางที่เป็นคุณดูเหมือนว่า เทพเจ้าจะเป็นที่พึ่งที่มนุษย์ให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะเทพเจ้ามิเคยปฏิเสธให้มนุษย์ต้องได้รับความเจ็บซ้ำน้ำใจ ทุกครั้ง ที่มนุษย์ได้รับความเดือนร้อน หาที่พึ่งหรือขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ด้วยกันเองไม่ได้ ก็จะยกมือขึ้นขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้า และก็ไม่เคยผิดหวัง ได้รับความสุขทางใจไปทุกครั้งและทุกผู้ทุกนาม
เทพเจ้ามีทั้งเทพเจ้าของฝรั่ง แขก จีน ไทย ฯลฯ กล่าวได้ว่ามีมากมายจนนับกันไม่ถ้วน เทพเจ้าแต่ละองค์มีชีวิตความเป็นอยู่และมีอำนาจมากมายตายแต่ที่มนุษย์จะ เชื่อและต้องการที่จะให้เป็นอย่างนั้น ตามปกติแล้วเทพเจ้าจะไม่มีตัวตน เป็นนานธรรม แต่มนุษย์ก็พยายามสร้างให้เป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงมักปรากฏรูปเทพเจ้าหรือสัญลักษณ์ของเทพเจ้าทั้งหลาย อยู่ตามศาสนสถานทั่วไป

เทพเจ้าฮินดูนั้น เป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ของอินเดีย แต่เดิมก็มีนับถือกันสามองค์ เรียกว่า ตรีมูรติ ซึ่งประกอบด้วย พระพรหม เป็นเพทเจ้าผู้สร้าง พระนารายณ์หรือพระวิษณุ เป็นเทพเจ้าผู้รักษา และพระศิวะเป็นเทพเจ้าผู้ทำลายเริ่มต้นเป็นมาอย่างนั้น แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนจากการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ หรือเทพเจ้าสามองค์ มานับถือเทพเจ้าองค์เดียว จึงเกิดเป็นหมู่ เป็นพวก หรือนิกายขึ้น นิกายที่สำคัญมี 2 นิกายคือ ไศวนิกาย คือนิกายที่นับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด และไวษณพนิกายคือนิกายที่นับถือพระวิษณุเป็นเทพสูงสุด ดังนั้น ถ้าต้องการทราบว่าเทวสถานนั้นสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าองค์ใด ก็สามารถดูได้ที่รูปเคารพที่เป็นประธานของเทวสถานนั้น ๆ เช่น ถ้าเป็นเทวสถานที่สร้างขึ้นบูชาพระศิวะ รูปเคารพที่เป็นประธานก็จะเป็นศิวลึงค์(เครื่องหมายเพศของพระศิวะ) แต่ถ้าเป็นรูปพระวิษณุ ก็เป็นไวษณพนิกาย เป็นต้น

Continue reading

Posted in เทพเจ้าฮินดู | 1 Comment

ปราสาทศีขรภูมิ

“ควรจะนำทับหลัง 2 ชิ้น ที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย กลับคืนไปยังสถานที่เดิม เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับปราสาท และสร้างความภาคภูมิใจ ให้แก่ชาวจังหวัดสุรินทร์ เช่น เดียวกับที่ได้นำทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับไปติดตั้งไว้ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์มาแล้ว”

ปราสาทศีขรภูมิ คืนความภาคภูมิใจสู่ท้องถิ่น

รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ

เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน วันที่ 13  มกราคม 2541

ปราสาทศีขรภูมิ  อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์

จากรายงานเรื่อง ตามรอยอารยธรรมขอมที่”ปราสาทเมืองต่ำ”ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งรายงานโดย ศตวรรษสมัย ปรากฏว่ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเกี่ยวกับภาพประกอบเปรียบเทียบก่อนและ หลังการบูรณะปราสาท กล่าวคือ ภาพก่อนการบูรณะเป็นภาพถ่ายเก่าปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัยจังหวัดบุรีรัมย์ สังเกตได้จากรูปทรงของปราสาทองค์ด้านทิศเหนือและประตูทางเข้าของปราสาทองค์ ด้านทิศใต้ เมื่อเปรียบเทียบในบทรายงานนั้น ไม่ใช่ ภาพถ่ายปราสามเมืองต่ำแต่เป็นภาพถ่ายปราสาทศีขรภูมิ อ. ศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ก็แจ้งมาเพื่อเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และขอสังเขปเรื่องของปราสาทศีขรภูมิมาพร้อมนี้
ปราสาทศีขรภูมิหรือปราสาทบ้านระแงง ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ องค์ปราสาทตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟศีขรภูมิไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร การเดินทางไปชมปราสาทสะดวกทั้งทางรถไฟและรถยนต์ ทางรถไฟนั้นมีรถไฟสายกรุงเทพ – อุบลราชธานี ผ่านและจอดรับส่งแทบทุกขบวนทั้งรถเร็ว รถธรรมดา รถดีเซลราง และรถชานเมือง ยกเว้นรถด่วนและรถด่วนพิเศษ ส่วนทางรถยนต์นั้นจากจังหวัดสุรินทร์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 226 สุรินทร์ – ศรีสะเกษ ระยะทางจากจังหวัด สุรินทร์ประมาณ 35 กิโลเมตรเท่านั้น

Continue reading

Posted in บุรีรัมย์ (บทความ) | Tagged | 8 Comments

ฌฺมัวะปราซาดทมอฺ(ชื่อปราสาท)

ฌฺมัวะปราซาดทมอฺ(ชื่อปราสาท)

รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ

ภาพ : ปราสาทเขาน้อย  จังหวัดสระแก้ว

“ในอดีต ปราสาทที่ได้เอ่ยนามมาแล้วนั้น ล้วนมีความสำคัญ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้เสื่อมใสศรัทธา มีผู้คนดูแลรักษาเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันปรากฏว่า ปราสาทเหล่านั้นอยู่ในสภาพปรักหักพัง ขาดคนเอาใจใส่ดูแลรักษา อาจทำให้มองเห็นสัจธรรมของความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมของอำนาขและความดับสูญของสรรพสิ่งทั้งปวง”

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของผู้ที่ไม่รู้ภาษาเขมร แต่สนใจศึกษาศิลปะเขมร และสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรในประเทศไทยหรือปราสาทหิน ก็คือ ชื่อปราสาท ทั้งนี้เพราะชื่อปราสาทต่างๆ ที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปทางภาคอีสานโดยเฉพาะอย่างยิ่งอีสานตอนใต้นั้น มาจากหลายภาษา มีทั้งภาษาไทย ภาษาลาว ภาษาเขมร ภาษาส่วยและภาษาท้องถิ่น บางชื่อก็มาจากต่างภาษาผสมกัน จึงทำให้จำยาก ออกเสียงลำบาก และไม่เข้าใจความหมายของชื่อเหล่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อของปราสาทส่วนใหญ่จะเป็นภาษาไทย ส่วนที่เป็นภาษาลาว ก็เข้าใจได้ง่าย เพราะภาษาคล้ายคลึงกัน และคุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่ซื่อที่เป็นภาษาเขมร เช่น ปราสาทสดกก๊อกธมกิ่งอำเภอโคกสูง จังหวัด สระแก้ว ฟังไม่ค่อยคุ้นหู ก็อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ชื่อที่เป็นภาษาเขมร ก็มีไม่มากนัก พอจดจำทำความเข้าใจกันได้ ก็จะขอนำชื่อเหล่านั้นสัก 2 – 3 ชื่อมาวิเคราะห์หาความหมาย พอให้เข้าใจเพื่อเป็นส่วนช่วยเสริมในการศึกษาศิลปะเขมรและศิลปะร่วมแบบเขมร ในประเทศไทยต่อไป
การวิเคราะห์ภาษาคงต้องหาคนช่วย เพราะรู้ภาษาเขมรเพียงเล็กน้อย ก็ได้ผู้ช่วยศาสตราจารย์สัทธา อาริยะธุกันต์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผู้เชียวชาญด้านการอ่านจารึกและภาษาโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาเขมร ช่วยกันวิเคราะห์ ดังนั้น ความดีก็คงต้องมอบให้แก่ท่านและขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

Continue reading

Posted in บทความ 1 | 1 Comment

ทับหลังจำลอง : เจตนาที่แฝงเร้น

“โบราณสถานนั้น เป็นสมบัติของชาติของประชาชน ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง การดำเนินการใดใด ประชาชนควรจะได้มีส่วนรับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนของปราสาทออกจากที่ตั้ง หรือ กรมศิลปากร ลืมเสียแล้วว่า สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2531.37) ได้ตรัสสั่งเมื่อครั้งเสด็จปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำเมื่อปี พ.ศ. 2472 ว่า “ให้รักษาหินจำหลักลวดลายไว้มิให้เป็นอันตราย และมีประกาศห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดมานำเอาไปจากที่เดิม”

ทับหลังจำลอง : เจตนาที่แฝงเร้น

รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ

เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน 10  มกราคม  2541

ในช่วงนี้ เรื่องราวของปราสาทเมืองต่ำ ที่ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์นั้น ได้รับการนำเสนอถึงความงาม ความสำคัญและความสมบูรณ์ในการบูรณะจากสื่อต่าง ๆ ค่อนข้างมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะปราสาทดังกล่าวเป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในโครงการแหล่งโบราณคดีเฉลิมพระเกียรติ ที่กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะจนสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครอง สิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539 และเมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2540 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดปราสาท ทำให้พสกนิกรที่เฝ้าทูลละออกพระบาท ณ ที่นั้นต่างปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่ สุดมิได้

ปราสาทเมืองต่ำ เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นปราสาทก่ออิฐ 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ จากระเบียงคดออกไปเป็นสระน้ำรูปตัวแอล 4 สระ ทั้งสี่มุม ถัดไปเป็นกำแพงแก้วที่มีประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติไว้ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2478

Continue reading

Posted in บทความ 1 | Tagged , | 2 Comments

จาก “ปงช้างนบ” มาเป็น “ปงยางคก”

หากมีโอกาสได้ไปนมัสการพระธาตุลำปางหลวง ที่อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปางแล้ว สิ่งที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ก็คือ ควรไปชมวิหารจามเทวี ที่วัดปงยางคก อำเภอห้างฉัตร ด้วย ถึงแม้จะอยู่คนละอำเภอ แต่ก็อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน
วัดปงยางคก (ทิพย์ช้างอนุสรณ์) เป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ที่ตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากพระธาตุลำปางหลวง ตามทางหมายเลข 1034 เกาะคา – ห้างฉัตร ประมาณ 5 กิโลเมตร ถ้ามาจากวัดพระธาตุลำปางหลวง ไปทางอำเภอห้างฉัตร วัดจะอยู่ด้านขวามือ มีทางแยกเข้าไปประมาณ 500 เมตร สิ่งสำคัญของวัดนี้คือ วิหารจามเทวี

Continue reading

Posted in บทความ | 1 Comment

วัดพระธาตุลำปางหลวง พระธาตุประจำปีเกิด ปีฉลู

วัดพระธาตุลำปางหลวง พระธาตุประจำปีเกิด ปีฉลู

รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ

ถ้าเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางสายเอเชียจากกรุงเทพฯ และจากนครสวรรค์ ไปกำแพงเพชร ตาก ลำปาง ตามทางหลวงหมายเลข 1 ก่อนถึงตัวจังหวัดลำปางประมาณ 15 กิโลเมตร มีทางลัดซ้ายมือ (สังเกตง่ายเพราะมีรถม้าลำปางตั้งอยู่ให้เห็นเป็นสำคัญ) แยกซ้ายอกเภอเกาะคา ไปอำเภอห้างฉัตร ตามทางหมายเลข 1034 ตัดไปยังทางหลวงหมายเลข 11 ลำปาง – เชียงใหม่ ถ้าใช้เส้นทางนี้ จะช่วยลดระยะทางลงได้ประมาณ 17 กิโลเมตร แต่ที่น่าสนใจก็คือ เส้นทางลัดนี้ จะผ่านวัดที่สำคัญของจังหวัดลำปาง คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นวัดสำคัญเก่าแก่คู่เมืองนครลำปางมาแต่โบราณกาล ตั้งอยู่ที่ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากอำเภอเกาะคา ตามทางหมายเลข 1034 ประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นพระธาตุประจำปีเกิด ปีฉลู เกี่ยวกับพระธาตุประจำปีเกิดนั้น เชื่อกันว่า เมื่อสิ้นอายุแล้ว ดวงวิญญาณจะไปสถิตอยู่ตาม พระธาตุเจดีย์ต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อมีชีวิตอยู่ ถ้าได้ไปนมัสการยังพระธาตุประจำปีเกิดก็จะเป็นสิริมงคลแก่ตน และมีอายุมั่นขวัญยืน ในสมัยก่อน มีการเขียนภาพ พระธาตุประจำปีเกิดแขวนไว้ที่บ้านเพื่อสักการะบูชาด้วย

วัดพระธาตุลำปางหลวง ตามตำนานเก่าแก่กล่าว่า ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงบริเวณนี้ มีชายผู้หนึ่งชื่อลวะอ้ายกอน มีความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ ได้ถวายน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้าง มะพร้าวและมะตูม เมื่อพระองค์ฉันเสร็จแล้ว ทรงโยนกระบอกไม้ป้างไปทางทิศเหนือ และทรงพยากรณ์ว่า สถานที่นี้ต่อไปจะมีผู้สร้างเมืองชื่อว่า “กลัมภกัปปะนคร” และภายหลังที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว จะมีพระอรหันต์ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ที่พระเจดีย์เมืองลำปาง กาลต่อมาเจดีย์ชำรุดทรุดโทรมลง และพระเจ้าจันทรเทวราช เจ้าเมืองสุวรรณภูมิทราบข่าว ว่ามีพระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ในเจดีย์ จึงได้เกณฑ์ไพร่พลมาขุดเอาไปไว้เมืองสุวรรณภูมิ และทำการสมโภช ซึ่งพระบรมธาตุได้แสดงปาฏิหาริย์ โดยปรากฎเป็น ลำแสงลอยขึ้นท้องฟ้าแล้วหายไป พระเจ้าจันทรเทวราชได้ติดตามมาจนถึงเมืองลำปาง และพบพระบรมธาตุในเจดีย์ดังเดิม จึงโปรดฯ ให้ขุดแต่งเจดีย์พร้อมกับก่อเจดีย์ครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง

Continue reading
Posted in บทความ | Leave a comment

พระมหาธาตุ “นภเมทนีดล นภพลภูมิสิริ”

ยอดดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่นั้น นอกจากจะเป็นยอดดอยที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นสถานที่ประดิษฐาน พระมหาธาตุ 2 องค์ คือ พระมหาธาตุ “นภเมทนีดล” และ พระมหาธาตุ “นภพลภูมิสิริ” ซึ่งกองทัพอากาศสร้างขึ้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นมิ่งมงคล และเจริญพระบุญญาบารมีของล้นเกล้าล้นกระหม่อมทั้งสองพระองค์ให้แผ่ไพศาลปก เกล้าชาวไทยทั่วแผ่นดินให้ร่มเย็นเป็นสุขชั่วนิรันดร์ ในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ

พระมหาธาตุเจดีทั้ง 2 องค์ ประดิษฐานอยู่ที่ทางแยกด้านซ้ายมือ ถนนขึ้นยอดดอย อินทนนท์ (ถนนจอมทอง – อินทนนท์) ตรงหลังกิโลเมตรที่ 41.5 สร้างอยู่บนเนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวา ประกอบด้วยลานกว้างระหว่างยอดดอย 2 ดอย ตรงลานกว้าง มีแผ่นป้ายแสดงข้อมูล นามขององค์พระมหาธาตุ และมีบันไดทางขึ้นไปยังพระมหาธาตุเจดีย์ ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดดอย ยอดละ 1 องค์ โดยพระมหาธาตุ นภเมทนีดล ประดิษฐานบนยอดดอยด้านซ้ายมือ และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ประดิษฐานบนยอดดอยทางด้านขวามือ การจัดผังบริเวณ และการจัดสวนดอกไม้ประดับ สามารถสร้างความสัมพันธ์กับสภาพภูมิประเทศได้เป็นอย่างดี ทำให้องค์พระมหาธาตุทั้งสอง ดูสง่างามท่ามกลางแมกไม้และขุนเขาที่สูงเสียดฟ้านี้ได้อย่างหมดจดงดงามยิ่ง
พระมหาธาตุทั้งสององค์มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือมีรูปเหลี่ยมที่เกิดจากการออกแบบด้วยเส้นตรงตัดกัน สะท้อนให้เห็นถึงความหนักแน่นมั่นคงด้านพระปฏิธานอันแน่วแน่ของทั้งสอง พระองค์ที่ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชภารกิจทั้งปวง โดยมิได้ทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยากและภยันตรายใด ๆ เพื่อความสุขและความั่นคงไพบูลย์ของพสกนิกรชาวไทย

Continue reading

Posted in บทความ | Leave a comment