บ้านมีไฟและโรงพยาบาล

บ้านมีไฟและโรงพยาบาล

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานของประเทศไทย โดยเฉพาะอีสานใต้ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาหรือราชอาณาจักรเขมรในอดีต เป็นบริเวณที่พบสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยหินทราย ศิลาแลง และอิฐ มีรูปแบบของศิลปะเขมร หรือที่เรียกว่าปราสาทหิน ในจังหวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง อ. เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และปราสาทสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น
นอกจากนั้นยังพบปราสาทขนาดเล็กสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย ที่เรียกว่าที่พักคนเดินทาง หรือธรรมศาลา และโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาล ที่เรียกว่ากุฏิฤาษีหรือกู่ฤาษี เช่น ปราสาทตาเมือน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นที่พักคนเดินทาง และ กู่ฤาษีจอมพระ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ กู่สันตรัตน์ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม กู่ ฤาษีบ้านนางรำ อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาล เป็นต้น
ที่พักคนเดินทางและโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาลเหล่านี้ ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์เขมร ซึ่ง ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1724 – ประมาณ พ.ศ. 1763 ทรงสร้างขึ้น ปรากฏหลักฐานตามจารึกปราสาทพระขรรค์ เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาฯ ที่กล่าวว่าพระองค์ได้สร้าง “ บ้านที่มีไฟ” หรือที่พักคนเดินทาง ตามสายทางเดินที่มีอยู่ในราชอาณาจักรเขมร คือบนถนนนอกเมืองพระนครหลวงไปยังอาณาจักรจำปา (เมืองฝันรังหรือวิชัยคือบิญดิญ) 57 แห่ง บนถนนจากเมืองพระนครหลวงไปยังปราสาทหินพิมาย บนที่ราบสูงโคราชภายในประเทศไทย 17 แห่ง บนสายทางเดินไปตามเมืองต่างๆ 44 แห่ง อยู่เขาพนมจิสอร์ 1 แห่ง และยังไม่พบร่องรอบ 2 แห่ง รวม 121 แห่ง ตั้งอยู่ห่างกันประมาณแห่งละ 15 กิโลเมตร (ชะเอม แก้วคล้าย.2528:54)

Continue reading

Posted in บทความ 1 | Leave a comment

มารู้จักเทพเจ้าฮินดูกันเถอะ

“ทั้งนี้เพราะเทพเจ้ามิเคยปฏิเสธให้มนุษย์ต้องได้รับความเจ็บซ้ำน้ำใจ ทุกครั้ง ที่มนุษย์ได้รับความเดือนร้อน หาที่พึ่งหรือขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ด้วยกันเองไม่ได้ ก็จะยกมือขึ้นขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้า และก็ไม่เคยผิดหวัง ได้รับความสุขทางใจไปทุกครั้งและทุกผู้ทุกนาม”

มารู้จักเทพเจ้าฮินดูกันเถอะ

เทพเจ้านั้นมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มต้น เชื่อกันว่า เทพเจ้าให้ทั้งคุณและโทษ ในทางที่เป็นคุณดูเหมือนว่า เทพเจ้าจะเป็นที่พึ่งที่มนุษย์ให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะเทพเจ้ามิเคยปฏิเสธให้มนุษย์ต้องได้รับความเจ็บซ้ำน้ำใจ ทุกครั้ง ที่มนุษย์ได้รับความเดือนร้อน หาที่พึ่งหรือขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ด้วยกันเองไม่ได้ ก็จะยกมือขึ้นขอความช่วยเหลือจากเทพเจ้า และก็ไม่เคยผิดหวัง ได้รับความสุขทางใจไปทุกครั้งและทุกผู้ทุกนาม
เทพเจ้ามีทั้งเทพเจ้าของฝรั่ง แขก จีน ไทย ฯลฯ กล่าวได้ว่ามีมากมายจนนับกันไม่ถ้วน เทพเจ้าแต่ละองค์มีชีวิตความเป็นอยู่และมีอำนาจมากมายตายแต่ที่มนุษย์จะ เชื่อและต้องการที่จะให้เป็นอย่างนั้น ตามปกติแล้วเทพเจ้าจะไม่มีตัวตน เป็นนานธรรม แต่มนุษย์ก็พยายามสร้างให้เป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงมักปรากฏรูปเทพเจ้าหรือสัญลักษณ์ของเทพเจ้าทั้งหลาย อยู่ตามศาสนสถานทั่วไป

เทพเจ้าฮินดูนั้น เป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ของอินเดีย แต่เดิมก็มีนับถือกันสามองค์ เรียกว่า ตรีมูรติ ซึ่งประกอบด้วย พระพรหม เป็นเพทเจ้าผู้สร้าง พระนารายณ์หรือพระวิษณุ เป็นเทพเจ้าผู้รักษา และพระศิวะเป็นเทพเจ้าผู้ทำลายเริ่มต้นเป็นมาอย่างนั้น แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนจากการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ หรือเทพเจ้าสามองค์ มานับถือเทพเจ้าองค์เดียว จึงเกิดเป็นหมู่ เป็นพวก หรือนิกายขึ้น นิกายที่สำคัญมี 2 นิกายคือ ไศวนิกาย คือนิกายที่นับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด และไวษณพนิกายคือนิกายที่นับถือพระวิษณุเป็นเทพสูงสุด ดังนั้น ถ้าต้องการทราบว่าเทวสถานนั้นสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าองค์ใด ก็สามารถดูได้ที่รูปเคารพที่เป็นประธานของเทวสถานนั้น ๆ เช่น ถ้าเป็นเทวสถานที่สร้างขึ้นบูชาพระศิวะ รูปเคารพที่เป็นประธานก็จะเป็นศิวลึงค์(เครื่องหมายเพศของพระศิวะ) แต่ถ้าเป็นรูปพระวิษณุ ก็เป็นไวษณพนิกาย เป็นต้น

Continue reading

Posted in เทพเจ้าฮินดู | 1 Comment

ปราสาทศีขรภูมิ

“ควรจะนำทับหลัง 2 ชิ้น ที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย กลับคืนไปยังสถานที่เดิม เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับปราสาท และสร้างความภาคภูมิใจ ให้แก่ชาวจังหวัดสุรินทร์ เช่น เดียวกับที่ได้นำทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับไปติดตั้งไว้ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์มาแล้ว”

ปราสาทศีขรภูมิ คืนความภาคภูมิใจสู่ท้องถิ่น

รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ

เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน วันที่ 13  มกราคม 2541

ปราสาทศีขรภูมิ  อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์

จากรายงานเรื่อง ตามรอยอารยธรรมขอมที่”ปราสาทเมืองต่ำ”ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งรายงานโดย ศตวรรษสมัย ปรากฏว่ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเกี่ยวกับภาพประกอบเปรียบเทียบก่อนและ หลังการบูรณะปราสาท กล่าวคือ ภาพก่อนการบูรณะเป็นภาพถ่ายเก่าปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัยจังหวัดบุรีรัมย์ สังเกตได้จากรูปทรงของปราสาทองค์ด้านทิศเหนือและประตูทางเข้าของปราสาทองค์ ด้านทิศใต้ เมื่อเปรียบเทียบในบทรายงานนั้น ไม่ใช่ ภาพถ่ายปราสามเมืองต่ำแต่เป็นภาพถ่ายปราสาทศีขรภูมิ อ. ศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ก็แจ้งมาเพื่อเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และขอสังเขปเรื่องของปราสาทศีขรภูมิมาพร้อมนี้
ปราสาทศีขรภูมิหรือปราสาทบ้านระแงง ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ องค์ปราสาทตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟศีขรภูมิไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร การเดินทางไปชมปราสาทสะดวกทั้งทางรถไฟและรถยนต์ ทางรถไฟนั้นมีรถไฟสายกรุงเทพ – อุบลราชธานี ผ่านและจอดรับส่งแทบทุกขบวนทั้งรถเร็ว รถธรรมดา รถดีเซลราง และรถชานเมือง ยกเว้นรถด่วนและรถด่วนพิเศษ ส่วนทางรถยนต์นั้นจากจังหวัดสุรินทร์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 226 สุรินทร์ – ศรีสะเกษ ระยะทางจากจังหวัด สุรินทร์ประมาณ 35 กิโลเมตรเท่านั้น

Continue reading

Posted in บุรีรัมย์ (บทความ) | Tagged | Leave a comment

ฌฺมัวะปราซาดทมอฺ(ชื่อปราสาท)

ฌฺมัวะปราซาดทมอฺ(ชื่อปราสาท)

รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ

ภาพ : ปราสาทเขาน้อย  จังหวัดสระแก้ว

“ในอดีต ปราสาทที่ได้เอ่ยนามมาแล้วนั้น ล้วนมีความสำคัญ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้เสื่อมใสศรัทธา มีผู้คนดูแลรักษาเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันปรากฏว่า ปราสาทเหล่านั้นอยู่ในสภาพปรักหักพัง ขาดคนเอาใจใส่ดูแลรักษา อาจทำให้มองเห็นสัจธรรมของความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมของอำนาขและความดับสูญของสรรพสิ่งทั้งปวง”

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของผู้ที่ไม่รู้ภาษาเขมร แต่สนใจศึกษาศิลปะเขมร และสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรในประเทศไทยหรือปราสาทหิน ก็คือ ชื่อปราสาท ทั้งนี้เพราะชื่อปราสาทต่างๆ ที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปทางภาคอีสานโดยเฉพาะอย่างยิ่งอีสานตอนใต้นั้น มาจากหลายภาษา มีทั้งภาษาไทย ภาษาลาว ภาษาเขมร ภาษาส่วยและภาษาท้องถิ่น บางชื่อก็มาจากต่างภาษาผสมกัน จึงทำให้จำยาก ออกเสียงลำบาก และไม่เข้าใจความหมายของชื่อเหล่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อของปราสาทส่วนใหญ่จะเป็นภาษาไทย ส่วนที่เป็นภาษาลาว ก็เข้าใจได้ง่าย เพราะภาษาคล้ายคลึงกัน และคุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่ซื่อที่เป็นภาษาเขมร เช่น ปราสาทสดกก๊อกธมกิ่งอำเภอโคกสูง จังหวัด สระแก้ว ฟังไม่ค่อยคุ้นหู ก็อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ชื่อที่เป็นภาษาเขมร ก็มีไม่มากนัก พอจดจำทำความเข้าใจกันได้ ก็จะขอนำชื่อเหล่านั้นสัก 2 – 3 ชื่อมาวิเคราะห์หาความหมาย พอให้เข้าใจเพื่อเป็นส่วนช่วยเสริมในการศึกษาศิลปะเขมรและศิลปะร่วมแบบเขมร ในประเทศไทยต่อไป
การวิเคราะห์ภาษาคงต้องหาคนช่วย เพราะรู้ภาษาเขมรเพียงเล็กน้อย ก็ได้ผู้ช่วยศาสตราจารย์สัทธา อาริยะธุกันต์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผู้เชียวชาญด้านการอ่านจารึกและภาษาโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาเขมร ช่วยกันวิเคราะห์ ดังนั้น ความดีก็คงต้องมอบให้แก่ท่านและขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

Continue reading

Posted in บทความ 1 | 1 Comment

ทับหลังจำลอง : เจตนาที่แฝงเร้น

“โบราณสถานนั้น เป็นสมบัติของชาติของประชาชน ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง การดำเนินการใดใด ประชาชนควรจะได้มีส่วนรับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนของปราสาทออกจากที่ตั้ง หรือ กรมศิลปากร ลืมเสียแล้วว่า สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2531.37) ได้ตรัสสั่งเมื่อครั้งเสด็จปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำเมื่อปี พ.ศ. 2472 ว่า “ให้รักษาหินจำหลักลวดลายไว้มิให้เป็นอันตราย และมีประกาศห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดมานำเอาไปจากที่เดิม”

ทับหลังจำลอง : เจตนาที่แฝงเร้น

รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ

เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน 10  มกราคม  2541

ในช่วงนี้ เรื่องราวของปราสาทเมืองต่ำ ที่ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์นั้น ได้รับการนำเสนอถึงความงาม ความสำคัญและความสมบูรณ์ในการบูรณะจากสื่อต่าง ๆ ค่อนข้างมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะปราสาทดังกล่าวเป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในโครงการแหล่งโบราณคดีเฉลิมพระเกียรติ ที่กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะจนสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครอง สิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539 และเมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2540 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดปราสาท ทำให้พสกนิกรที่เฝ้าทูลละออกพระบาท ณ ที่นั้นต่างปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่ สุดมิได้

ปราสาทเมืองต่ำ เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นปราสาทก่ออิฐ 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ จากระเบียงคดออกไปเป็นสระน้ำรูปตัวแอล 4 สระ ทั้งสี่มุม ถัดไปเป็นกำแพงแก้วที่มีประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติไว้ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2478

Continue reading

Posted in บทความ 1 | Tagged , | 2 Comments

จาก “ปงช้างนบ” มาเป็น “ปงยางคก”

หากมีโอกาสได้ไปนมัสการพระธาตุลำปางหลวง ที่อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปางแล้ว สิ่งที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ก็คือ ควรไปชมวิหารจามเทวี ที่วัดปงยางคก อำเภอห้างฉัตร ด้วย ถึงแม้จะอยู่คนละอำเภอ แต่ก็อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน
วัดปงยางคก (ทิพย์ช้างอนุสรณ์) เป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ที่ตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากพระธาตุลำปางหลวง ตามทางหมายเลข 1034 เกาะคา – ห้างฉัตร ประมาณ 5 กิโลเมตร ถ้ามาจากวัดพระธาตุลำปางหลวง ไปทางอำเภอห้างฉัตร วัดจะอยู่ด้านขวามือ มีทางแยกเข้าไปประมาณ 500 เมตร สิ่งสำคัญของวัดนี้คือ วิหารจามเทวี

Continue reading

Posted in บทความ | Leave a comment

วัดพระธาตุลำปางหลวง พระธาตุประจำปีเกิด ปีฉลู

วัดพระธาตุลำปางหลวง พระธาตุประจำปีเกิด ปีฉลู

รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ

ถ้าเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางสายเอเชียจากกรุงเทพฯ และจากนครสวรรค์ ไปกำแพงเพชร ตาก ลำปาง ตามทางหลวงหมายเลข 1 ก่อนถึงตัวจังหวัดลำปางประมาณ 15 กิโลเมตร มีทางลัดซ้ายมือ (สังเกตง่ายเพราะมีรถม้าลำปางตั้งอยู่ให้เห็นเป็นสำคัญ) แยกซ้ายอกเภอเกาะคา ไปอำเภอห้างฉัตร ตามทางหมายเลข 1034 ตัดไปยังทางหลวงหมายเลข 11 ลำปาง – เชียงใหม่ ถ้าใช้เส้นทางนี้ จะช่วยลดระยะทางลงได้ประมาณ 17 กิโลเมตร แต่ที่น่าสนใจก็คือ เส้นทางลัดนี้ จะผ่านวัดที่สำคัญของจังหวัดลำปาง คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นวัดสำคัญเก่าแก่คู่เมืองนครลำปางมาแต่โบราณกาล ตั้งอยู่ที่ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากอำเภอเกาะคา ตามทางหมายเลข 1034 ประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นพระธาตุประจำปีเกิด ปีฉลู เกี่ยวกับพระธาตุประจำปีเกิดนั้น เชื่อกันว่า เมื่อสิ้นอายุแล้ว ดวงวิญญาณจะไปสถิตอยู่ตาม พระธาตุเจดีย์ต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อมีชีวิตอยู่ ถ้าได้ไปนมัสการยังพระธาตุประจำปีเกิดก็จะเป็นสิริมงคลแก่ตน และมีอายุมั่นขวัญยืน ในสมัยก่อน มีการเขียนภาพ พระธาตุประจำปีเกิดแขวนไว้ที่บ้านเพื่อสักการะบูชาด้วย

วัดพระธาตุลำปางหลวง ตามตำนานเก่าแก่กล่าว่า ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงบริเวณนี้ มีชายผู้หนึ่งชื่อลวะอ้ายกอน มีความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ ได้ถวายน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้าง มะพร้าวและมะตูม เมื่อพระองค์ฉันเสร็จแล้ว ทรงโยนกระบอกไม้ป้างไปทางทิศเหนือ และทรงพยากรณ์ว่า สถานที่นี้ต่อไปจะมีผู้สร้างเมืองชื่อว่า “กลัมภกัปปะนคร” และภายหลังที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว จะมีพระอรหันต์ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ที่พระเจดีย์เมืองลำปาง กาลต่อมาเจดีย์ชำรุดทรุดโทรมลง และพระเจ้าจันทรเทวราช เจ้าเมืองสุวรรณภูมิทราบข่าว ว่ามีพระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ในเจดีย์ จึงได้เกณฑ์ไพร่พลมาขุดเอาไปไว้เมืองสุวรรณภูมิ และทำการสมโภช ซึ่งพระบรมธาตุได้แสดงปาฏิหาริย์ โดยปรากฎเป็น ลำแสงลอยขึ้นท้องฟ้าแล้วหายไป พระเจ้าจันทรเทวราชได้ติดตามมาจนถึงเมืองลำปาง และพบพระบรมธาตุในเจดีย์ดังเดิม จึงโปรดฯ ให้ขุดแต่งเจดีย์พร้อมกับก่อเจดีย์ครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง

Continue reading
Posted in บทความ | Leave a comment

พระมหาธาตุ “นภเมทนีดล นภพลภูมิสิริ”

ยอดดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่นั้น นอกจากจะเป็นยอดดอยที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นสถานที่ประดิษฐาน พระมหาธาตุ 2 องค์ คือ พระมหาธาตุ “นภเมทนีดล” และ พระมหาธาตุ “นภพลภูมิสิริ” ซึ่งกองทัพอากาศสร้างขึ้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นมิ่งมงคล และเจริญพระบุญญาบารมีของล้นเกล้าล้นกระหม่อมทั้งสองพระองค์ให้แผ่ไพศาลปก เกล้าชาวไทยทั่วแผ่นดินให้ร่มเย็นเป็นสุขชั่วนิรันดร์ ในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ

พระมหาธาตุเจดีทั้ง 2 องค์ ประดิษฐานอยู่ที่ทางแยกด้านซ้ายมือ ถนนขึ้นยอดดอย อินทนนท์ (ถนนจอมทอง – อินทนนท์) ตรงหลังกิโลเมตรที่ 41.5 สร้างอยู่บนเนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวา ประกอบด้วยลานกว้างระหว่างยอดดอย 2 ดอย ตรงลานกว้าง มีแผ่นป้ายแสดงข้อมูล นามขององค์พระมหาธาตุ และมีบันไดทางขึ้นไปยังพระมหาธาตุเจดีย์ ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดดอย ยอดละ 1 องค์ โดยพระมหาธาตุ นภเมทนีดล ประดิษฐานบนยอดดอยด้านซ้ายมือ และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ประดิษฐานบนยอดดอยทางด้านขวามือ การจัดผังบริเวณ และการจัดสวนดอกไม้ประดับ สามารถสร้างความสัมพันธ์กับสภาพภูมิประเทศได้เป็นอย่างดี ทำให้องค์พระมหาธาตุทั้งสอง ดูสง่างามท่ามกลางแมกไม้และขุนเขาที่สูงเสียดฟ้านี้ได้อย่างหมดจดงดงามยิ่ง
พระมหาธาตุทั้งสององค์มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือมีรูปเหลี่ยมที่เกิดจากการออกแบบด้วยเส้นตรงตัดกัน สะท้อนให้เห็นถึงความหนักแน่นมั่นคงด้านพระปฏิธานอันแน่วแน่ของทั้งสอง พระองค์ที่ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชภารกิจทั้งปวง โดยมิได้ทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยากและภยันตรายใด ๆ เพื่อความสุขและความั่นคงไพบูลย์ของพสกนิกรชาวไทย

Continue reading

Posted in บทความ | Leave a comment

ไหว้พระบรมธาตุ บูชาพระรัตนตรัย เป็นมงคลชีวิต

วิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน จะเร่งรีบอยู่กับการทำมาหากิน ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานจนตัวเป็นเกลียว แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน ดังนั้น เมื่อมีวันหยุดหลาย ๆ วันติดต่อกันก็มักจะพากันไปพักผ่อนหย่อนใจตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ชายทะเล น้ำตก แหล่งโบราณสถาน เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกับวิถีชีวิตของคนไทยในอดีต ซึ่งผูกพันอยู่กับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา การดำรงชีวิตเรียบง่าย ในลักษณะเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อถึงวันนักขัตฤกษ์ก็จะพากันไปวัด ไปไหว้พระ ทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม หรือไปไหว้พระธาตุ เพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้า อันเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

พระธาตุ คือ พระสรีรธาตุ หรือพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้า และเพื่อให้มีความหมายแน่นอนจึงเรียกยกย่องพระสรีรธาตุของพระพุทธเจ้าว่า พระบรมธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพระอรรถาจารย์ ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี จำแนกพระบรมสารีริกธาตุเป็น 2 ประเภท คือ
1. พระสรีรธาตุที่แยกกระจัดกระจายมี 3 ลักษณะ คือ
1.1 ลักษณะเหมือนดอกมะลิตูม
1.2 ลักษณะเหมือนแก้วมุกดา ทีเจียรนัยแล้ว
1.3 ลักษณะเหมือนจุณหรือผงทองคำ แต่ละลักษณะมี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็กกว่าประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ขนาดใหญ่ประมาณเท่าเมล็ดข้าวสารหักและขนาดใหญ่มากประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ผ่ากลาง
2. พระสรีรธาตุที่ไม่แยกกระจัดกระจาย ได้แก่ พระสรีรธาตุ 7 พระองค์ ซึ่งประดิษฐฐานอยู่ ณ ที่ต่าง ๆ คือ
2.1 พระอุณหิส ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองอนุราชสิงหล
2.2 พระรากขวัญเบื้องขวา ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองอนุราชสิงหล
2.3 พระรากขวัญเบื้องซ้าย ประดิษฐานอยู่ ณ พรหมโลก
2.4 พระทาฒธาตุเบื้องขวาบน ประดิษฐานอยู่ ณ ดาวดึงส์เทวโลก
2.5 พระทาฒธาตุเบื้องซ้ายบน ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองคันธารรัฐ
2.6 พระทาฒธาตุเบื้องขวาล่าง ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองลังกาสิงหล
2.7 พระทาฒธาตุเบื้องซ้ายล่าง ประดิษฐานอยู่ ณ นาคพิภพ (กรมศิลปากร. 2540 : 103 – 105)

Continue reading

Posted in บทความ | Leave a comment

ยอดดอยอินทนนท์ : สูงที่สุดในสยาม

ใครๆ ก็รู้ว่า ยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในสยามหรือประเทศไทยเป็นปัจจุบัน คือมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 2565.3341 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 18 องศา 28 ลิบดา ถึง 18 องศา 35 ลิบดา เหนือและระหว่างลองติจูด 98 องศา 29.5 ลิบดา ถึง 98 องศา 39.5 ลิบดา ตะวันออก และเมื่อมีความสูงขนาดนั้น ก็คงไม่ต้องบอกว่า อากาศบนยอดดอย จะหนาวเย็นขนาดไหน ตามข้อมูลจากเรดาร์บนดอยอินทนนท์ ปี 2537 อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 21.3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 3.0 องศาเซลเซียส มีความชื้นสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ และความชื้นต่ำสุด 5 เปอร์เซ็นต์ (กู่แก้ว. 2542 : 7933)

ดอยอินทนน์ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ยอดดอยอยู่จุดที่แบ่งระหว่างอำเภอ 3 อำเภอ คือ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ทั้งหมด 301,500 ไร่ หรือ 482.40 ตารางกิโลเมตร การเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ใช้เส้นทางหมายเลข 108 ไปทางอำเภอหางดง ผ่านอำเภอสันป่าตอง ถึงอำเภอจอมทอง ระยะทาง 58 กิโลเมตร และก่อนเข้าตัวอำเภอจอมทอง 1 กิโลเมตร มีถนนแยกขวามือไปดอยอินทนนท์ (ถนนจอมทอง-อินทนนท์) ระยะทาง 48 กิโลเมตร หรือจะเข้าไปอำเภอจอมทองก่อนเพื่อไหว้พระธาตุจอมทองก็ได้ อยู่ในตัวอำเภอเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ปีชวด
ดอยอินทนนท์ เดิมชื่อดอยหลวง หรือดอยอ่างกา หรือดอยอ่างกาหลวง ดอยหลวง หมายถึงภูเขาสูงใหญ่ ส่วนดอยอ่างกานั้น มีเรื่องเล่ากันว่า ห่างจากยอดดอยอินทนนท์ไปไกลประมาณ 300 เมตร มีหนองน้ำ แต่ก่อนมีนกกาไปเล่นน้ำกันมากมาย เลยเรียกว่าดอยอ่างกา

Continue reading

Posted in บทความ | Leave a comment