<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ &#187; เรื่องสั้น</title>
	<atom:link href="http://www.wisut.net/category/short-story/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.wisut.net</link>
	<description>Wisut Pinyowanichaka &#124; My Open Profile Online</description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Jan 2012 13:42:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.3</generator>
		<item>
		<title>อ้ายก๊วก</title>
		<link>http://www.wisut.net/hindo-god/%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%a7%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/hindo-god/%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%a7%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2009 11:59:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การ์ตูนวิสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[มลทินกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เทพเจ้าฮินดู]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=1556</guid>
		<description><![CDATA[วิสุทธิ์ ตูน 27  มีนาคม 2552 โพสต์ทูเดย์ 24 มีนาคม 2552 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ยืนยันในข้อเท็จจริงทุกประการที่พูดในเวทีเสื้อแดง “ท่านบอกว่าคนเราเมื่อกล้าทำก็ต้องกล้ารับ และท่านจะพูดอีกครั้งในวันที่ 27 มี.ค. ระหว่างการชุมนุมใหญ่เสื้อแดง โดยเนื้อหาจะเป็นการเสนอทางออกของประเทศไทยที่จะพ้นวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในขณะนี้ไปได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว Share on Facebook]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วิสุทธิ์ ตูน  27  มีนาคม  2552</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/cars161.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%a7%e0%b8%81]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1557" title="cars161" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/cars161.jpg" alt="" width="483" height="323" /></a></p>
<p>โพสต์ทูเดย์ 24  มีนาคม 2552</p>
<p>นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ยืนยันในข้อเท็จจริงทุกประการที่พูดในเวทีเสื้อแดง</p>
<p>“ท่านบอกว่าคนเราเมื่อกล้าทำก็ต้องกล้ารับ และท่านจะพูดอีกครั้งในวันที่ 27 มี.ค. ระหว่างการชุมนุมใหญ่เสื้อแดง โดยเนื้อหาจะเป็นการเสนอทางออกของประเทศไทยที่จะพ้นวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในขณะนี้ไปได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/hindo-god/%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%a7%e0%b8%81/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/hindo-god/%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%a7%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตดทรนง</title>
		<link>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 Jan 2009 14:04:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=1002</guid>
		<description><![CDATA[ตดทรนง วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ 1 &#8230;..เมื่อเสียงตดดังขึ้น กลิ่นอ่อนๆก็โชยมาและค่อยๆเลือนหายไป หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับชายหนุ่มที่ตด เงยหน้าขึ้นจากแผ่นปลิวที่กำลังอ่านอยู่ ใบหน้าแสดงถึงความวิตกกังวล คิ้วที่เรียวงามขมวดเข้าหากัน บ่งบอกว่า ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในหัวใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น หล่อยเอ่ยถามเขาเบาๆว่า &#8220;เรื่องตึก ไปถึงไหนแล้ว&#8221; ประเคียบ คูเมือง หนุ่มฉกรรจ์ วัย 35 รูปร่างท้วม ล่ำ ใบหน้าสี่เหลี่ยมคมเข้ม ผมหยิก ผิวคล้ำ บอกลักษณะเป็นคนท้องถิ่นอีสานใต้ เขากำลังเหม่อมองใบสนที่ลู่ตามลมอ่อนไหวไปมา เมื่อได้ยินเสียงถาม เขาหันหน้ามาสบตากับหญิงสาว ยกแก้วเบียร์ที่เหลือติดก้นแก้วขึ้นดื่มจนหมดก่อนจะพูดว่า &#8220;อ่านแผ่นปลิวแล้ว ไม่เข้าใจรึ&#8221; &#8220;ยัง&#8221; หล่อนตอบสั้นๆ &#8220;เรื่องมันจบไปอย่างสะใจแล้ว&#8221; ประเคียบตอบหญิงสาวอย่างเฉยเมย คำตอบของเขามิได้ทำให้คนถามพึงพอใจนัก ใบหน้าที่แสดงถึงความเคลือบแคลงสงสัยยังคงปรากฏอยู่อย่างชัดเจน &#8220;ไหนลองเล่าให้เคลียร์หน่อยซิ เคียบ &#8230; <a href="http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%87/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตดทรนง</p>
<p>วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/01/cars881.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%87]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1034" title="cars881" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/01/cars881.jpg" alt="" /></a></p>
<p>1</p>
<p>&#8230;..เมื่อเสียงตดดังขึ้น  กลิ่นอ่อนๆก็โชยมาและค่อยๆเลือนหายไป</p>
<p>หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับชายหนุ่มที่ตด  เงยหน้าขึ้นจากแผ่นปลิวที่กำลังอ่านอยู่  ใบหน้าแสดงถึงความวิตกกังวล  คิ้วที่เรียวงามขมวดเข้าหากัน บ่งบอกว่า ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในหัวใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น  หล่อยเอ่ยถามเขาเบาๆว่า  &#8220;เรื่องตึก  ไปถึงไหนแล้ว&#8221;</p>
<p>ประเคียบ คูเมือง  หนุ่มฉกรรจ์  วัย 35  รูปร่างท้วม ล่ำ ใบหน้าสี่เหลี่ยมคมเข้ม  ผมหยิก ผิวคล้ำ บอกลักษณะเป็นคนท้องถิ่นอีสานใต้  เขากำลังเหม่อมองใบสนที่ลู่ตามลมอ่อนไหวไปมา</p>
<p>เมื่อได้ยินเสียงถาม  เขาหันหน้ามาสบตากับหญิงสาว  ยกแก้วเบียร์ที่เหลือติดก้นแก้วขึ้นดื่มจนหมดก่อนจะพูดว่า</p>
<p>&#8220;อ่านแผ่นปลิวแล้ว  ไม่เข้าใจรึ&#8221;</p>
<p>&#8220;ยัง&#8221;  หล่อนตอบสั้นๆ</p>
<p>&#8220;เรื่องมันจบไปอย่างสะใจแล้ว&#8221; ประเคียบตอบหญิงสาวอย่างเฉยเมย คำตอบของเขามิได้ทำให้คนถามพึงพอใจนัก  ใบหน้าที่แสดงถึงความเคลือบแคลงสงสัยยังคงปรากฏอยู่อย่างชัดเจน &#8220;ไหนลองเล่าให้เคลียร์หน่อยซิ เคียบ ขอร้องเถอะ&#8221;</p>
<p><span id="more-1002"></span></p>
<p>&#8220;ได้&#8221; เขาตอบพร้อมกับขยับตัวมองหาเด็กเสริฟ  &#8220;ขอเบียร์อีกขวด&#8221; เขาพูดเบาๆ  ชี้มือไปที่ขวดเบียร์ และยกนิ้วขึ้น  แสดงให้รู้ว่า เขาต้องการเบียร์อีก 1 ขวด</p>
<p>เด็กเสริฟ ลุกจากเก้าอี้ เดินไปที่ตู้เย็นอย่างเข้าใจความหมาย</p>
<p>เคียบ หันหน้ากลับมาทางหญิงสาว &#8220;เรื่องมันจบไปอย่างสะใจจริงๆ  ทุกคนที่เกี่ยวข้องเจ็บปวด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &#8220;เรา&#8221; หมายถึงตัวเคียบเอง  เจ็บปวดจนแทบไม่เชื่อว่า  เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>เด็กเสริฟยกเบียรมาให้  ทำท่าจะริน เขายกมือห้าม &#8220;ขอรินเอง&#8221; เขาพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบขวดและแก้วเบียร์  เขาเอนปากขวดและแก้ว ค่อยๆรินเพื่อไม่ให้เกิดฟอง</p>
<p>&#8220;ความจริงเรื่องแย่งตึกกันไม่น่าจะเกิดขึ้นในวิทยาลัยเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกเรา&#8221; หญิงสาวปรารภ</p>
<p>&#8220;ก็ ผอ. นั่นแหละ เป็นต้นเหตุ&#8221;  เคียบ  กล่าวหา</p>
<p>&#8220;ถ้าทำไปตามแบบที่เขากำหนดไว้ก็สิ้นเรื่อง&#8221;  เขาย้ำ</p>
<p>&#8220;คงจะมีเลศนัยอะไรสักอย่าง&#8221;  เขากล่าวหา ผอ. อีก</p>
<p>&#8220;เรื่องจริงมันเป็นอย่างไรล่ะ&#8221;  หล่อนถาม</p>
<p>เคียบ ขยับตัวอีก ใบหน้าบ่งบอกถึงความเหนื่อยหน่ายกับเรื่องที่เกิดขึ้น  ยกเบียร์ขึ้นดื่มก่อนที่จะเล่า</p>
<p>&#8220;เรื่องมีอยู่ว่า  เมื่อปี 40  วิทยาลัยได้งบประมาณสร้างตึก  เนื่องจากขาดแคลนห้องสอนปฏิบัติ  วิชาดนตรี  นาฏศิลป์ และศิลปะ&#8221;</p>
<p>&#8220;ก็ดี  ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร&#8221;</p>
<p>&#8220;ก็นั่นนะซิ  แต่เมื่อได้รับงบ  สร้างตึกเสร็จ ผอ. เกิดไม่ยอมให้พวกศิลปะใช้ตึกนั้น  อ้างว่าขอตึกมาเพื่อแก้ปัญหาการสอนของดนตรีนาฏศิลป์ ไม่ได้ขอให้ศิลปะ&#8221;</p>
<p>&#8220;ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ  แย่จริงๆ  แค่พูดว่าไม่ได้ขอให้ก็แย่แล้ว  เห็นมีหลักฐานว่าขอให้ศิลปะด้วย  จริงหรือเปล่า&#8221;</p>
<p>&#8220;จริงซิ !&#8221;</p>
<p>&#8220;แสดงว่า ผอ. โกหก&#8221;</p>
<p>&#8220;อยากคิดอย่างนั้นก็คิดได้&#8221;</p>
<p>&#8220;ห่วยแตกจริงๆ&#8221; หญิงสาวสบถในใจ</p>
<p>&#8220;ความจริงแล้ว  ตึกที่ได้มามีขนาดใหญ่ สูงถึงสามชั้น  เขาออกแบบให้มีห้องฝึกปฏิบัติเฉพาะ  โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน  ส่วนหน้าเป็นห้องเรียน  ห้องสมุด ห้องโสตฯ และห้องทำงานอาจารย์  ส่วนหลัง  ชั้นล่างด้านหนึ่งเป็นเวทีดนตรีไทย  อีกด้านหนึ่งเป็นเป็นเวทีดนตรีสากล  ชั้นสองเป็นห้องปฏิบัติการดนตรี  ส่วนชั้นสามเป็นห้องปฏิบัติการศิลปะ</p>
<p>ปัญหาก็คือ ในแบบแปลนไม่ได้เขียนห้องปฏิบัติการของนาฏศิลป์ไว้  ซึ่งพอจะเข้าใจได้เองว่า  ผู้เขียนแบบคงเห็นว่าดนตรีและนาฏศิลป์เป็นวิชาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน  เวทีการแสดงนั้น  น่าจะใช้เป็นห้องปฏิบัติการร่วมกันได้&#8221; เคียบอธิบาย</p>
<p>&#8220;แล้วพวกศิลปะ ทำอย่างไรล่ะ&#8221;</p>
<p>&#8220;พวกศิลปะก็ไม่ยอมซิ  ขอให้  ผอ.  ทบทวนใหม่  เพราะตามหลักฐานก็ขอให้ศิลปะ  ที่สำคัญมีงบประมาณผูกพัน  อันเป็นสิทธิ์ที่ศิลปะควรจะได้รับด้วย&#8221;</p>
<p>&#8220;ตรงนี้สำคัญมาก เพราะวิทยาลัยอ้างศิลปะเพื่อของบประมาณสร้างตึก แต่เวลาได้ตึกกลับไม่ยอมให้  ถือเป็นการหมกเม็ด  ไม่โปร่งใส&#8221;</p>
<p>&#8220;แล้ว  ผอ.  ทำอย่างไรต่อ&#8221;</p>
<p>&#8220;แกก็เลี่ยง  โดยวิธีตั้งกรรมการพิจารณา  ที่น่าสังเกตก็คือ  แกต้องการทำเรื่องที่ถูกต้อง  แต่ไม่ถูกใจ  ให้เป็นเรื่องถูกใจแก  โดยใช้กรรมการเป็นเครื่องมือ  ในที่สุด  กรรมการก็ตัดสินตามที่แกต้องการ  โดยเอาห้องที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในแบบแปลน  ว่าเป็นห้องปฏิบัติการศิลปะ  เปลี่ยนให้เป็นห้องปฏิบัติการนาฏศิลป์  และจัดห้องเรียนปกติให้ศิลปะ&#8221;</p>
<p>&#8220;แย่จริงๆ  พวกกรรมการนีบ้าจี้นะ&#8221; หล่อนพูดเชิงตำหนิ</p>
<p>&#8220;พวกเขาก็พยายามเอาใจ  ผอ.  นั่นแหละ  ไม่ยอมรับรู้ว่าอะไรถูก  อะไรผิด ซื่อบื้อจริงๆ&#8221;</p>
<p>&#8220;คงไม่ถึงอย่างนั้นมั้ง&#8221; หล่อยแย้ง</p>
<p>&#8220;เขาว่ากันว่า  บางคนถึงกับยอมขายวิชาชีพ เพื่อสนอง &#8220;นีด&#8221; ผอ. และเมียแก&#8221;</p>
<p>&#8220;เอ้า ! แล้วเมียแกมาเกี่ยวข้องอะไรด้วยล่ะ&#8221;</p>
<p>&#8220;ก็เมีย ผอ. เป็นอาจารย์นาฏศิลป์ เธอไม่รู้รึ&#8221;</p>
<p>&#8220;ฮ่วย ! อย่างนี้นี่เองถึงยุ่ง&#8221;</p>
<p>&#8220;แล้วพวกศิลปะจะทำอย่างไรกันต่อไปล่ะ&#8221;</p>
<p>&#8220;เท่าที่รู้ก็ว่า เมื่อ ผอ. ทำไม่ถูก ไม่ยุติธรรม ลำเอียง เลือกปฏิบัติ ได้พากันเรียกร้องขอความเป็นธรรม มี นศ. ออกมาตั้งเวทีประท้วง  แจกแผ่นปลิว ก็แผ่นที่เธออ่านอยู่นั่นแหละ&#8221;</p>
<p>&#8220;ในแผ่นปลิว เขาว่า พวกเขาต้องการความเป็นธรรม ต้องการรักษาสิทธิ์อันพึงมีพึงได้ และจะเรียกร้องอย่างสันติเพื่อรักษาสิ่งที่ถูกต้องไว้&#8221;</p>
<p>&#8220;ก็ดี เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ควรจะเรียกร้อง&#8221;</p>
<p>&#8220;เคียบ ! &#8221; เสียงเรียกทำให้เขาหันหน้ากลับมาทางหญิงสาว</p>
<p>&#8220;แล้วที่ เคียบ ว่าเจ็บปวดน่ะ เจ็บปวดอย่างไร&#8221;</p>
<p>&#8220;อ๋อ ! ก็เจ็บปวดกับผู้คน&#8221;</p>
<p>&#8220;หมายความว่าอย่างไร&#8221;</p>
<p>&#8220;อธิบายไม่ถูกหรอก&#8221; เคียบแสดงสีหน้าครุ่นคิด</p>
<p>&#8220;ยกตัวอย่างก็แล้วกันนะ&#8221; เคียบว่า</p>
<p>&#8220;ได้ ตามใจเธอ&#8221;</p>
<p>&#8220;จำนิทานเรื่องสองเกลอเจอหมีสมัยเรียนได้ไหม&#8221;</p>
<p>&#8220;จำไม่ได้หรอก เรื่องมันเป็นอย่างไร&#8221;</p>
<p>&#8220;ก็มีชายสองคน  เป็นเพื่อนสนิทรักใคร่กันมาก วันหนึ่ง  เดินไปเที่ยวในป่าด้วยกัน พอดีเพื่อนคนหนึ่งเหลี่ยวหลังเห็นหมีใหญ่กำลังวิ่งตามมา  ก็เลยหนีขึ้นต้นไม้  โดยไม่ยอมบอกเพื่อน  เมื่อเพื่อนเหลี่ยวหลังไปดูบ้าง  เห็นหมีวิ่งมา แต่อยู่ใกล้มากแล้ว จะวิ่งหนีก็ไม่ทัน  ไม่รู้จะทำอย่างไร  เลยทำเป็นนอนตาย  หมีเข้ามาดมๆแล้วก็เดินจากไป</p>
<p>เพื่อนที่หนีขึ้นต้นไม้กลับลงมาถามเพื่อนว่า  เมื่อกี้เห็นหมีเข้าไปกระซิบที่หูหมีบอกอะไรเพื่อน  เพื่อนคนที่ทำเป็นนอนตายบอกว่า อย่าคบเพื่อนที่เอาแต่ตัวรอด&#8221;</p>
<p>2</p>
<p>ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงมาเกือยถึงยอดไม้แล้ว  แสงแดดกล้าเปลี่ยนเป็นแดดอ่อน  ยามค่ำกำลังจะคืบคลานมา  นกเริ่มบินกลับรวงรัง  เสียงรถอีแต๋นดังมาแต่ไกล  ค่อยเห็นชัดขึ้นเมื่อเข้ามาใกล้  สัมภาระที่บรรทุกมาจนเต็มทำให้รถที่เคลื่อนตัวได้ช้า กลับยิ่งช้าลงไปอีก ท้องนาที่เก็บเกี่ยวแล้วดูแห้งเฉา  ทิ้งตอข้าวแห้งไว้อย่างไม่ใยดี  พื้นนาแข็งขรุขระแตกระแหง  เด็กๆวิ่งขโยกขเยกเล่นว่าวกันอย่างสนุกสนาน  บางคนม้วนด้ายเก็บเพื่อจะกลับบ้าน  บางคนก็เอาแต่ละเล่นไม่รู้มืดรู้ค่ำ หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับชายหนุ่ม เอ่ยขึ้น</p>
<p>&#8220;ไปกันเถอะ เกือบได้เวลาแล้ว เดี๋ยวพวกนั้นจะรอ&#8221;</p>
<p>วันนี้  พวกเรา ศิษย์เก่าศิลปะนัดรวมกัน  ก็เนื่องจากได้ข่าวว่าน้องๆศิลปะ ประท้วง เลยพากันมาให้กำลังใจ</p>
<p>เมื่อพบกันแล้วก็ถือโอกาสเลี้ยวกัน  กะว่าจะปรึกษาหารือกัน  เผื่อมีช่องทางได้ช่วยเหลือครูบาอาจารย์เขาบ้าง  ก็จองโต๊ะไว้แล้ว  ร้านอาหารในเมือง</p>
<p>&#8220;ครูเจ็ก  มาหรือเปล่า&#8221;  ปะเคียบถาม</p>
<p>&#8220;ต้องมาซิ  รายนี้ขาดไม่ได้อยู่แล้ว&#8221; หญิงสาวตอบ</p>
<p>&#8220;เมื่อวันก่อนยังขึ้นไปอภิปรายช่วยพวกเอกศิลป์บนเวทีประท้วงเลย&#8221; หล่อนเสริม</p>
<p>&#8220;เดี่ยวกันก็โดน  ครูใหญ่เล่นงานเอาหรอก&#8221; ปะเคียบ  พูเตือน</p>
<p>&#8220;ไม่มีทาง ครูใหญ่เกรงใจมันจะตาย  เพราะมันทำชื่อเสียงให้โรงเรียนไว้มาก&#8221;</p>
<p>3</p>
<p>ถนนหนทางในเมืองช่วงค่ำค่อนข้างจะพลุกพล่าน  ผู้คนเดินไปมา  จับจ่ายซื้อหาอาหารกันวุ่นวาย  สองข้างถนนเต็มไปด้วยยวดยานพาหนะ  ทั้งรถยนต์ และรถมอเตอร์ไซด์ ที่จอดกันอย่างไม่สู้จะเป็นระเบียบนัก ตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งเรียงอยู่ข้างถนน 4-5 ตู้  มีคนโทรเต็มทุกตู้  คนโทรก็โทรไป ดูยิ้มแย้มแจ่มใส  บิดไปบิดมา หัวร่อต่กระซิกกัน  จนลืมคนที่ยืยรอใช้โทรศัพท์ต่อเสียสนิท  ส่วนคนรอก็รอด้วยความรุ่มร้อนกระวนกระวายใจ  ความจริงโทรศัพท์สาธารณะนั้น  คือ เครื่องมือสื่อสารธุระกิจการงานร่วมกัน  การใช้ต้องใช้อย่างเหมาะสม  คิดถึงคนอื่นที่ต้องใช้ร่วมด้วย  ไม่ใช่ใช้พูดหยอกล้อกันเล่น  สังคมไทยลืมเกรงอกเกรงใจกันไปเสียแล้ว</p>
<p>ปะเคียบ คูเมือง กับหญิงสาวมาถึงหน้าร้านอาหารที่นัดหมายกันไว้  เขาพบ ครูเจ็ก  พอดี</p>
<p>&#8220;มานานหรือยัง&#8221; ปะเคียบถาม</p>
<p>&#8220;เพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้แหละ&#8221; ครูเจ็กตอบ</p>
<p>&#8220;เดี๋ยวพวกเราคงจะทยอยกันมา&#8221;</p>
<p>&#8220;มีมากี่คนนะ เจ็ก&#8221; ปะเคียบถาม</p>
<p>&#8220;ก็ 8-9 คนเท่านั้น  มาเฉพาะคนที่มาได้&#8221;</p>
<p>&#8220;เออ ! แกจองโต๊ะไหนไว้ล่ะ&#8221; ครูเจ็กถาม</p>
<p>&#8220;โต๊ะโน้น&#8221; เคียบมองไปที่มุมห้อง</p>
<p>&#8220;เอ้า !  ใครมานั่งอยู่เต็มไปหมดเลย  ใช่พวกเราหรือเปล่า&#8221; เคียบเอ่ย  หันหน้าไปทางครูเจ็ก</p>
<p>&#8220;ไม่ใช่หรอก&#8221; ครูเจ็กว่า</p>
<p>&#8220;ใครเอาโต๊ะเราไปนะ&#8221; ปะเคียบบ่นพึมพำ</p>
<p>&#8220;ลองเข้าไปถามเจ้าของร้านดูซิ เคียบ  มันอย่างไรกันแน่&#8221;  ครูเจ็กเสนอแนะ</p>
<p>เราสามคนเดินตรงเข้าไปหาเจ้าของร้าน  ซึ่งรีบกุลีกุจอมาต้อนรับ</p>
<p>&#8220;โต๊ะที่ผมจองไว้ล่ะ เถ้าแก่&#8221; ปะเคียบเอ่ยถามและจ่องตาเจ้าของร้านเขม็ง</p>
<p>เจ้าของร้านหลบสายตาเขา พูดเงอะๆงะๆ &#8220;ขอโทษครับ พอดีแขกเขาจะนั่งตรงนั้น&#8221;</p>
<p>&#8220;เอ้า ! ผมจองไว้แล้ว ให้คนอื่นไปได้อย่างไรล่ะ&#8221;</p>
<p>&#8220;ขอโทษทีเถอะครับ  โต๊ะนี้ก็ดีครับ&#8221; เจ้าของร้านโน้มน้าว</p>
<p>&#8221; ไม่ได้หรอก  อย่างนั้นจะจองไว้หาหอกอะไร&#8221; เคียบ เริ่มมีอารมณ์</p>
<p>ไม่มีมารยาทกันเลยโว้ย เคียบสบถ เขาอยากตะโกนให้พวกที่แย่งโต๊ะของเขาไปได้ยินด้วย</p>
<p>ครูเจ็กพูดขึ้นบ้างว่า  &#8220;เฮียทำอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่ถูกนะ&#8221;</p>
<p>&#8220;ขอโทษเถอะครับ ขอโทษจริงๆ เอาโต๊ะนี้ก็แล้วกัน จะคิดราคาพิเศษ&#8221; เจ้าของร้านหันไปพูดกับครูเจ็ก ยืนตัวโค้งงออย่างนอบน้อม</p>
<p>&#8220;พูดอย่างนั้นได้ไง ดูถูกกันนี่หว่า&#8221; ครูเจ็กขึ้นเสียง</p>
<p>&#8220;ขอโทษครับ  ขอโทษ&#8221;</p>
<p>&#8220;อั้วนกะ  ไม่สนใจเรื่องราคงราคาหรอก&#8221; ครูเจ็กว่า</p>
<p>&#8220;แต่อั้วสนใจตรงที่ว่า  เมื่ออั้วจองไว้  ลือจะเอาไปให้ใครไม่ได้&#8221; ครูเจ็กย้ำ</p>
<p>&#8220;ขอโทษเถอะครับ มันจำเป็นจริงๆ&#8221;  เจ้าของร้่านแสดงอาการให้เห็นว่าสำนึกผิด</p>
<p>เคียบเดินหลบไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ห่างออกไป  รู้สึกเซ็งกับเรื่องที่เกิดขึ้น   ส่วนครูเจ็กก็ต่อล้อต่อเถียงอยู่กับเจ้าของร้าน  พวกเพื่อนๆก็ทยอยกันเข้ามารุมล้อม ส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรไปหมด  เด็กเสริฟก็พลอยงุนงงไปกับยเหตุการณ์นี้ด้วย</p>
<p>เวลาผ่านไปสังครู  เจ้าของร้านแอบแยกมานั่งใกล้กับปะเคียบ  พวกครูเจ็ก็เดินตามมาด้วย</p>
<p>&#8220;คุณปะเคียบ ครับ&#8221; เจ้าของร้านพูดเสียงสั่น หน้าขาวซีด</p>
<p>&#8220;ขอร้องเถอะ อย่าให้มีเรื่องมีราวเลย  มันผิดพลาดไปแล้วจริงๆ&#8221;</p>
<p>&#8220;ผิดพลาดอย่างไร มีเหตุผลหรือเปล่า&#8221; ผมเค้น</p>
<p>&#8220;ครับ&#8221; เจ้าของร้านยื่นหน้ามาใกล้เคียบ พูดเบาๆแบบไม่อยากให้ใครได้ยินว่า &#8220;ก็คนที่มาแย่งโต๊ะคุณปะเคียบไปน่ะ เมียผมเองครับ ผมบอกเธออย่างไรเธอก็ไม่ฟัง จะเอาโต๊ะนั้นให้ได้  ผมไม่รู้จะทำอย่างไร จนปัญญาจริงๆ ช่วยผมทีเถอะครับ&#8221;  เจ้าของร้านขอความเห็นใจ</p>
<p>ปะเคียบ นิ่งไปชั่วครู ไม่พูดอะไร มองหน้าเพื่อนๆที่จ้องมาเป็นจุดเดียวกัน ความเงียบคลืบคลานเข้ามาแทนที่เสียเอะอะเอ็ดตะโร ทุกคนกำลังรอการตัดสินใจ</p>
<p>เคียบ ลุกขึ้นยืน ตดดัง ปรืด&#8230;ปรืด&#8230;ปรืด&#8230;ด&#8230;ด&#8230;ด&#8230;ด !  แล้วก็พาเพื่อนๆเดินออกจากร้านไป</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%87/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ครูไหวไก่รวน</title>
		<link>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Sep 2008 22:59:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=472</guid>
		<description><![CDATA[ครูไหวไก่รวน วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ อรรถกานต์  ภาพประกอบ 1 “ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขบวนรถที่จะจอดเทียบสถานีต่อไปนี้ เป็นขบวนด่วนเที่ยวขึ้นจากกรุงเทพฯ นครราชสีมา ปลายทางอุบลราชธานี ท่านผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทางกับรถขบวนนี้ ขอให้เตรียมสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย รอการโดยสารได้ที่ชานชาลาที่หนึ่ง ตู้ชั้นสองนั่งและนอน จะพ่วงอยู่ทางตอนท้าย” เสียงผู้ประกาศของสถานีรถไฟดอนเมืองเพื่อเตือนให้ผู้โดยสารเตรียมตัวเดินทาง ปลุกผมให้หยุดจากการพูดคุยกับครูไหว ซึ่งพบกันโดยบังเอิญ แกมาเยี่ยมพี่สาวที่ตลาดใหม่ ดอนเมือง พรุ่งนี้ถึงจะกลับอยุธยา และเนื่องจากเราไม่ได้พบกันนาน เลยนั่งรอรถอยู่ที่ม้าหินขัดด้านข้างสถานีมาตั้งแต่สองทุ่ม รอส่งผมขึ้นรถกลับบุรีรัมย์ ครูไหว ดื่มเบียร์ไปด้วย คุยไปด้วย พอดีวันนี้เป็นวันอาทิตย์ผู้โดยสารรอการเดินทางไปสถานที่ต่างๆค่อนข้างจะหน้าตา ซึ่งต่างคนก็กุลีกุจอเตรียมสัมภาระเพื่อการเดินทาง ดูสับสนวุ่นวายพอสมควร “ดูแลใจตัวเองให้ดีนะ อย่าวู่วาม” ผมพูดเตือนครูไหวก่อนที่จะหยิบกระเป๋าเดินทางลุกขึ้นยืน เพราะขบวนรถกำลังจะเข้าสถานีแล้ว “ไม่ต้องห่วงน่า อาจารย์” ครูไหวลุกขึ้นยืนตาม พร้อมกล่าวตอบ ยิ้มด้วยปากที่กว้างตามสไตล์อย่างอารมณ์ดี &#8230; <a href="http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%99/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ครูไหวไก่รวน</p>
<p>วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>อรรถกานต์  ภาพประกอบ</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/09/koowai.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%99]'><img class="alignnone size-medium wp-image-473" title="koowai" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/09/koowai-219x300.jpg" alt="" width="219" height="300" /></a></p>
<p>1</p>
<p>“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขบวนรถที่จะจอดเทียบสถานีต่อไปนี้ เป็นขบวนด่วนเที่ยวขึ้นจากกรุงเทพฯ นครราชสีมา ปลายทางอุบลราชธานี ท่านผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทางกับรถขบวนนี้ ขอให้เตรียมสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย รอการโดยสารได้ที่ชานชาลาที่หนึ่ง ตู้ชั้นสองนั่งและนอน จะพ่วงอยู่ทางตอนท้าย” เสียงผู้ประกาศของสถานีรถไฟดอนเมืองเพื่อเตือนให้ผู้โดยสารเตรียมตัวเดินทาง ปลุกผมให้หยุดจากการพูดคุยกับครูไหว ซึ่งพบกันโดยบังเอิญ แกมาเยี่ยมพี่สาวที่ตลาดใหม่ ดอนเมือง พรุ่งนี้ถึงจะกลับอยุธยา และเนื่องจากเราไม่ได้พบกันนาน เลยนั่งรอรถอยู่ที่ม้าหินขัดด้านข้างสถานีมาตั้งแต่สองทุ่ม รอส่งผมขึ้นรถกลับบุรีรัมย์ ครูไหว ดื่มเบียร์ไปด้วย คุยไปด้วย พอดีวันนี้เป็นวันอาทิตย์ผู้โดยสารรอการเดินทางไปสถานที่ต่างๆค่อนข้างจะหน้าตา ซึ่งต่างคนก็กุลีกุจอเตรียมสัมภาระเพื่อการเดินทาง ดูสับสนวุ่นวายพอสมควร<br />
“ดูแลใจตัวเองให้ดีนะ อย่าวู่วาม” ผมพูดเตือนครูไหวก่อนที่จะหยิบกระเป๋าเดินทางลุกขึ้นยืน เพราะขบวนรถกำลังจะเข้าสถานีแล้ว<br />
“ไม่ต้องห่วงน่า อาจารย์” ครูไหวลุกขึ้นยืนตาม พร้อมกล่าวตอบ ยิ้มด้วยปากที่กว้างตามสไตล์อย่างอารมณ์ดี<br />
“เมื่อไรมาอีกล่ะ จะได้ออกรอบเล่นกอล์ฟกันบ้าง”    ครูไหวพูดเปรยๆ ในขณะที่เราจับมืออำลากัน ผมบีบมือแกแน่น เพื่อแสดงให้รู้ว่าผมเป็นห่วง<br />
“ไวๆนี้แหละ จะเพจมาบอกก่อน พบที่สนามก็แล้วกัน อย่าให้เป็นโรงพักเชียวนะ” ผมพูดหยอก ปล่อยมือแล้ว โบกมือลา แต่ก่อนที่ผมจะเดินแยกออกไปขึ้นรถที่มาจอดเทียบชานชาลาอยู่แล้ว ครูไหวยื่นหน้ามากระซิบที่หูผมเบาๆ “คอยดูนะ อาจารย์” ครูไหวสบถ กัดฟันกรอด<br />
ผมก้าวขึ้นรถไฟ ตู้หมายเลยสิบสองซึ่งเป็นตู้นอนพัดลม หาที่นอนบนเตียงตามที่จองไว้ ผมรออยู่สักครู่นายตรวจมาตรวจตั๋ว ตรวจถูกต้องเรียบร้อย ผมก็เตรียมตัวจะนอนแต่ปรากฏว่าผมนอนไม่หลับ ผมรู้จักครูไหวมานานและรู้จักนิสัยใจคอดี เรื่องของแกและเสียงที่แกกระซิบที่หูผมนั้นสยองความรู้สึกของผมจริงๆ</p>
<p><span id="more-472"></span></p>
<p>2</p>
<p>ครูไหว ระวี  เป็นครูโรงเรียนวัดบ้านเกาะ อยุธยา จบปริญญาตรีจากสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพฯ เป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงเพียว ผิวค่อนข้างคล้ำ ท่าทางกวนนิดๆ แต่ร่ำรวยอารมณ์ขัน และมีเรื่องคุยสนุกสนาน โดยเฉพาะเรื่องตลก ครูไหวจะมีลีลาการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะตัวคือใช้ตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องที่เล่า  เดินเรื่องไปตามอารมณ์ขันของตัวเอง  จึงสามารถสร้างความสนุกสนานเฮฮาให้เพื่อนๆได้ดีเสมอ  และเนื่องจากเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยไมตรีอันดีดังกล่าว  ครูไหวจึงมีเพื่อนมาก  แต่ในอีกด้านหนึ่ง   ครูไหวจะเป็นคนใจร้อน  มุทะลุ  โมโหร้าย  บ้าดีเดือด  ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างจะน่ากลัว<br />
บ้านครูไหวอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนวัดบ้านเกาะนักเป็นบ้านไม้สักเรือนไทยภาคกลางที่ได้รับมรดกมาจากพ่อแม่บริเวณบ้านกว้างขวาง  ร่อรื่นด้วยไม้ดอกและผลไม้  มีคูน้ำล้อมเป็นสัดส่วน  ไกลออกไปเป็นทุ่งนาสีเขียวสด  สลับด้วยกลุ่มจุดสีขาวเคลื่อนไหวไปมาของนกยางที่หาหอย  ปู  ปลา  เป็นอาหาร  เป็นทิวทัศน์ที่งดงามสามารถสร้างจินตนาการได้อย่างหลากหลาย<br />
ดังนั้นในตอนเย็นหลังเลิกงาน  พวกเราเพื่อนๆมักจะไปตั้งวงสนทนาและดื่มกินกันที่บ้านครูไหวเป็นประจำ  ซึ่งแกก็ไม่รังเกียจตอนรับขับสู้เป็นอย่างดีทุกครั้ง  โดยมีศรีภรรยา “มล”  หรือ นฤมล  ระวี  ช่วยทำกับแกล้มให้ดื่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อย  โดยเฉพาะไก่รวน  หรือไก่บ้านหั่นเป็นชิ้นๆ ผัดแห้งใส่ตะไคร้  ใบมะกรูด  พริกขี้หนู  ชูรสด้วยปลาร้า  และมีกระชายดับคาว  รสชาติเด็ดขาดอย่าบอกใครเชียว<br />
เย็นวันหนึ่งขณะที่พวกเราตั้งวงเสวนาดื่มกินกันนั้นมีเพื่อนพูดเปรยๆขึ้นมาว่า  “ครูไหวน่าจะเปิดร้านอาหารเสียเลยมลก็อยู่ว่างๆ  ทำอาหารอร่อยถูกปากอยู่แล้ว  สถานที่ก็เหมาะ  กว้างขวางร่มรื่นดี”  และจากคำพูดที่เปรยนั้นทำให้พวกเรานำมาอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง  ซึ่งมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย<br />
ต่อมา  ครูไหวเอาความคิดนี้ไปปฏิบัติจริง  ร้านครูไหวรวนรสเด็ด  จึงเกิดขึ้นที่บ้านเกาะ   และกิจการก็ดีวันดีคืนจนติดอันดับร้านอาหารยอดนิยม<br />
ครูไหว   มีลูกสาวหนึ่งคน  หน้าตาดี  มีเค้าไปทางแม่เรียนอยุ่ชั้นมัธยมแล้ว   และเนื่องจากครูไหวสนใจเรื่องดนตรีแกก็เลยซื้ออิเล็กโทน  ให้ลูกสาวหัดเล่น  ฉะนั้น  วันดีคืนดีร้านครูไหวไก้รวนก็จะมีเสียงเพลงบรรเลงกล่อมไปด้วยซึ่งสามารถสร้างบรรยากาศบันเทิงได้ในอีกระดับหนึ่ง<br />
ครูไหวเป้นคนรักลูกรักเมีย  และทำท่าจะรักและหลงเมียเอามากๆเสียด้วย  ใครมาเกาะแกะเป็นได้เจอดีแน่ตามปรกติแกก็จะไปจ่ายตลาดตอนเช้ากับเมีย  เสร็จแล้วก็ไปสอน  ตอนกลางวันก็กลับมากินข้าวบ้าน  ดูแลร้านบางเล็กๆน้อยๆก่อนที่จะไปสอนต่อ  ตอนเย็นเลิกงานก็มาช่วยดูแลร้านจนดึกดื่น  เสาร์อาทิตย์ก็ออกไปเล่นกอล์ฟกับเพื่อนฝูงบางในบางสัปดาห์  ครูไหวจะมีเรื่องชู้สาวเกาะๆแกะๆกับเด็กเสิร์ฟบ้างตามโอกาส  ซึ่งบางครั้งมีปากเสียงกับแม่บ้านในเรื่องนี้ด้วย  ก็หึงหวงกันเป็นปรกติแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต  ดูแล้วก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่นดี</p>
<p>3<br />
รถด่วนเที่ยวขึ้นจากกรุงเทพฯ  นครราชสีมาปลายทางอุบลราชธานี  ออกจากสถานีดอนเมืองผ่านสถานีอยุธยาและสระบุรีมานานแล้ว  ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นส่องดูเวลากับแสงไฟที่ลอดผ่านม่านที่นอนเข้ามา  เกือบสองยามแล้ว  แต่ผมยังนอนไม่หลับ  ก็นอนกระสับกระสายมาตลอดทาง   ตามปกติผมเดินทางขึ้นล่องอยุ่กับรถขบวนนี้เป็นประจำ  แต่ไม่เคยนอนไม่หลับซักครั้งเดียว   ทุกครั้งเมื่อนายตรวจมาตรวจตั๋วเสร็จผมก็จะนอนและหลับไปเลยจะตื่นก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตู้รถมาปลุก  ตอนถึงสถานีบุรีรัมย์<br />
ผมยกมือขวาก่ายหน้าผาก  ทบทวนเรื่องราวที่พูดคุยกับครูไหวที่สถานีรถไฟดอนเมือง  คิดถึงสาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น  ผมรู้สึกเป็นหวงครูไหวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก<br />
ตอนอยู่ที่สถานีรถไฟดอนเมือง   ครูไหวเล่าให้ผมฟังว่าครอบครัวแกร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน  ช่วงทำร้านอาหารก็สนุกสนานเพลิดเพลิน   ถึงแม้จะยุ้งและวุ่นวายบ้าง  แต่ทำให้มีรายได้พอมีกินพอมีใช้สบายขึ้น  ดูแล้วก็จะไปได้ด้วยดีซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ตลอด  ก็คงจะดี  แต่อย่างว่าแหละ  ไม่มีอะไรราบรื่นเสมอไปหรอก   วันหนึ่งก็เกิดปัญหาขึ้นจนได้คือเกิดมีหนุ่มใหญ่มาติดแม่ครัว  ก็แม่มลเมียผมเองนั้นแหละหนุ่มใหญ่ที่ว่า  เป็นนายตำรวจเสียด้วย  เรื่องนี้เป็นสาเหตุให้เรา  ซึ่งหึงหวงกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  หนักหนาสากรรจ์ยิ่งขึ้น  ก็ระหองระแหงกันมานาน  ท้ายที่สุดก็ตกลงกันว่าให้แต่ละฝ่ายแก้ไขปัญหาของตัวเองให้เรียบร้อย  ช่วงนี้ก็หย่ากันก่อน   ต่างคนต่างอยุ่  มลเขาก็ไปแต่ตัว  ไม่เอาอะไรทั้งนั้น  ถ้าสามารถปรับตัวได้ดีทั้งคู่แล้ว  ค่อยว่ากันใหม่<br />
ดังนั้น   ตอนนี้เราก็เลยแยกกันอยู่   ครูไหวหยุดเว้นจังหวะ  ยกกระป๋องเบียร์ที่เหลือขึ้นดื่มจนหมดก่อนที่จะเล่าต่อ<br />
“มลเขาก็ไปของเขา   ส่วนผมก็อยู่กับลูกสาว  ช่วยกันดูแลร้านอาหารไป”<br />
“ก็ดีนี่  แยกกันอยู่  ท่านชอบอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”  ผมออกความเห็นเชิงถาม<br />
“ดีกะผีกะสางอะไร”  ครูไหวแย้ง<br />
“ผมยังรักมลเขาอยู่เต็มอก”  ครูไหวเปิดใจ  และตัดพ้อว่า<br />
“ที่สำคัญ  ถ้ามลเขาไปเลยก็แล้วไป  แต่นี่ไปๆมาๆมันเห็นกันอยู่  ก็เลยทำใจไม่ได้”<br />
“อย่างนั้นก็กลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ซิ  จะได้แล้วเรื่องกันไป”  ผมเสนอแนะ<br />
ครูไหวทำท่าครุ่นคิด  ดวงตาเหม่อลอยบ่งบอกถึงความวิตกกังวล  ก่อนที่จะตอบว่า  “ผมน่ะพร้อมจะตกลงด้วยตลอดเวลา  แต่มลเขาไม่ยอม”  ครูไหวทำเสียงละห้อยน้ำตาซึมคลอเบ้าตา   “หวงแต่ลูกสาวนั้นแหละ  แกกำลังเจริญเติบโต  บางครั้งผมเห็นลูกซึมๆ  มันเจ็บปวดเข้าไปถึงหัวใจจริงๆ”<br />
พูดถึงลูกสาวครูไหว  ผมก็พลอยน้ำตาซึมไปด้วยแกเป็นเด็กเรียบร้อย  น่ารัก  เรียนหนังสือเก่ง  ครอบครัวกำลังจะดี  ไม่น่ามีเรื่องอย่างนี้เลย  ผมคิดในใจแต่ไม่ได้ออกความเห็นอะไร  ผมปลอบครูไหวว่า<br />
“เรื่องนี้ต้องใจเย็นๆ   รอไปอีกซักระยะหนึ่ง  มลเขาคงจะกลับมา”<br />
ทีแรกผมก็คิดอย่างนั้น  ผมให้อภัยมลเขาทุกอย่างแต่ตอนนี้มันทำท่าจะไม่ได้เสียแล้วละ”  ครูไหวปรารภ<br />
“ทำไมล่ะ”  ผมถามอย่างสงสัย<br />
“ก็เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วนี่เอง  แม่มลเขามาทานอาหารที่ร้านผม  ก็มากับไอ้หนุ่มใหญ่คนนั้นแหละ”  ครูไหวเล่าอย่างมีอารมณ์<br />
“มันมาแบบเต็มยศเลย  ร้านอื่นตั้งเยอะแยะแม่ง&#8230;มันไม่รู้จักไป  ต้องมาร้านผมด้วย”<br />
“แล้วเกิดอะไรขึ้นละ”  ผมซัก<br />
“ผมก็เลยเผารถยนต์  แมง..  มันซะเลย  ตำรวจก็ตำรวจเถอะวะ”<br />
“เอ้า ! ท่านหย่าขาดกันแล้ว  ทำอย่างนั้นได้อย่างไร”ผมรู้สึกตกใจกับคำตอบของครูไหว<br />
“ก็มันโกรธ  ลำพังผมไม่เท่าไหร่หรอก  พอทนได้  แต่มันมาทำจู๋จี๋ต่อหน้าลูกสาว  ผมทนไม่ได้จริงๆ”  ครูไหวถอนหายใจ  “ถ้าเป็นอาจารย์ละจะทนได้หรือ”  ครูไหวพูดทำนองตั้งคำถาม<br />
“แล้วเรื่องถึงโรงถึงศาลหรือเปล่า”  ผมถามอย่างเป็นห่วง<br />
“ไม่”  ครูไหวตอบห้วนๆ  และอธิบายต่อไปว่า  “ผมตกลงซื้อรถเขาเลย  หมดไปห้าแสนกว่าบาท  ผมไม่เสียดายเงินหรอก  มันสะใจดี”<br />
กรรมเวรจริงๆ ผมรำพึงในใจ<br />
ก่อนจากกันที่สถานีรถไฟดอนเมืองนั้น  ครูไหวกัดฟันกรอด  พร้อมกับกระซิบข้างหูผมว่า<br />
“คอยดูนะ  อาจารย์  คราวหน้า  ถ้ามันขืนทำอย่างนี้อีกละก็  มึง..!..!”<br />
เท่านี้แหละผมก็เลยนอนไม่หลับ</p>
<p>4<br />
วันที่  16  มกราคม  หรือวันครู  ของทุกปี  ชมรมกอล์ฟเสมากรุงเก่า  ซึ่งมีครูเหรกเป็นหัวเรียวหัวแรงใหญ่จะจัดกิจกรรมให้เหล่าสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ยืดเส้นยืดสาย  โดยจัดการแข่งขันกอล์ฟชิงถ้วยกันเป็นประจำ  ปีที่แล้วก็สนุกสนานกันเต็มที่คาดว่าปีนี้จะมาสมาชิกมากันคับคั่ง  แต่ก่อนจะถึงวันแข่งขันเหล่าสมาชิกกอล์ฟเสมากรุงเก่า  ก็มักจะไปวอล์มกันก่อนเสมอทั้งนี้เพื่อว่าเมื่อถึงวันจริงจะได้มีแรงสู่เขาได้  ไม่หมดเรี่ยวหมดแรงยอมแพ้ไปเสียก่อน  ส่วนผม  ครูไหวเพจมาบอกล่วงหน้าหลายวันแล้ว<br />
ที่สนามกอล์ฟซิสโก  อำเภอท่าเรือ  อยุธยา  เป็นสนามขนาด  9  หลุม  ที่ถึงแม้แฟร์เวย์จะไม่ราบเรียบเหมือนสนามบางไทร  หรือ  นอร์ธเทิร์น  รังสิต  แต่ธรรมชาติรอบๆซึ่งเป็นสวนป่า  ที่มีทั้งมะขามป้อม  มะกอก  สะเดาและพวกที่มีดอกสวยงาม  เช่น  จาม  ตะแบก  หางนกยุง  ก็มีหลากหลาย  ขึ้นอยู่ทั่วไป  ก็ถือได้ว่าเป็นสนามที่มีเสน่ห์ไปในอีกรูปแบบหนึ่ง<br />
วันนี้เรามากันหลายคน  เริ่มออกรอบกันตั้งแต่บ่ายและตอนนี้เป็นหลุม  18  พาร์  5  หลุมสุดท้าย  แฟร์เวย์เป็นรูปคล้ายตัวแอล<br />
ความจริงทีออฟของหลุมนี้  เป็นเนินดินสูงไกลออกไปด้านชายป่าขวามือ  แต่เราไม่ได้แข่งกันจริงจังอะไร  ขี้เกียจเดินเลยใช้ทีออฟของหลุม  9  แทน  ยาก  ง่าย  ต่างกันเล็กน้อยผมมองครูไหวเดินอย่างมั่นใจขึ้นไปบนทีออฟ  ก้มลงปักทีบนพื้นหญ้า  วางลูกกอล์ฟใหม่เอี่ยมลงบนทีอย่างประณีตเดินถอยออกไปลองหวดวอล์ด้วยหัวไม้หนึ่ง  สอง-สาม  ทีก่อนที่จะจรดหัวไม้ไปที่ลูก  ครูไหวมองไปข้างหน้า  เป็นถนนมีสะพานข้าม  สองข้างเป็นสระน้ำไม่ใหญ่นัก  ด้านขวาเป็นแนวป่าเบญจพรรณ  และร่องน้ำ  ด้านซ้ายเป็นโอบีมีต้นยูคาลิบตัสเปลือกลำต้นลอกเห็นสีขาววอมน้ำตาลอ่อนสูงชะลูดเรียงเป็นทิวแถวครูไหวเล็งไปที่ต้นหมากด้านซ้ายสนามแล้วหวดลูกด้วยวงสวิงที่ไม่เหมือนใคร  ลูกพุ่งจากทีออฟตรงลิ่วกลางแฟร์เวย์  แกมองตามอย่างชื่นชม  และเดินลงจากทีออฟพร้อมกับพูดพอให้เพื่อนได้ยินว่า  เบิล  ซึ่งหมายความถึงดับเบิล  หรือหลุมนี้เราจะเล่นกัน  2  เท่า  คือจากได้เสียกันแค่  20  บาท  ก็เป็น  40  บาท  แกคงหวังจะเอาคืนที่หลุมสุดท้ายนี้  เพราะเสียไปหลายหลุมแล้ว  หลุม  17  พาร์  3  แกหน้าจะได้พาร์  หลัตไม่ดี  ก็เลยพลาดไป  และถ้าหลุมนี้ได้พาร์สมใจ  แกก็จะคุยโม้โอ้อวดไม่หยุดเหมือนเคย<br />
ผมเดินขึ้นทีออฟกลังจาก  ดร.โรจน์  ที่หวดได้ไม่ดีนักดูเหมือนลูกวิ่งไปทางแนวป่าขวามือ  แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกเรื่องของกอล์ฟ  เราชนะกันบนกรีน<br />
ผมจรดหัวไม้หนึ่งไปที่ลูกหลังจากที่วอล์มข้างลูกสองครั้งเพื่อตรวจสอบวงสวิง  หัวไม้หนึ่งใหม่เสียด้วย  ก็เพิ่งได้มาจากพี่เชาว์  พี่เชาว์เป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ  แกเป็นคนเบื่อง่าย  ซื้อมาแล้วพอใจแค่เดือน-สองเดือน  ก็หาใหม่  ผมก็เลยเอามาลองดู  ถ้าถูกมือก็จะซื้อต่อแบบกันเองถูกกว่า  50  เปอร์เซ็นต์  แถมเงินผ่อนเสียด้วย<br />
หัวไม้หนึ่งของพี่เชาว์ดีอย่างที่คิดจริงๆ  ไม่ค่อยพลาดลูกที่หวดวิงออกจากทีออฟ  ตรงลิ่วไป  เคียงคู่กับลูกครูไหวผมคิดในใจ  อย่างน้อยก็  180  หลา  หญ้าเรียบดีเสียด้วยมองเห็นขาวโพนอยู่คู่กันโน่น  หลุมนี้แหละ  ครูไหวเอ๋ย  คงต้องเจ็บปวดไปอีกนาน  อย่างน้อยก็จนกว่าวันครูนั้นแหละ<br />
“ไง!  ครูไหว  เพิ่มอีกซักแบนไหม  หลุมนี้”<br />
“ไม่มีปัญหา  กินด้วยกันอยู่แล้ว”  ครูไหวตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน<br />
“แน่ใจนะ”  ผมย้ำ<br />
“เรื่องเล็กน่ะ  เอาชนะผมให้ได้ก็แล้วกัน”  ครูไหวกล่าวเชิงท้าทาย<br />
จากที่ออฟ ยกเว้นชอตแรก ผมและครูไหวมัวตีเข้าป่า ตกน้ำ ลงหลุมทราย กว่าจะชิปขึ้นกรีนได้ก็ปาเข้าไปตั้ว 5 ชอตแล้ว พาร์เป็นอันไม่ต้องพูดถึงกัน เหลือแต่โบกี้ ผมมองระยะและไลน์ แค่ 4 หลา เคยพลัตลงสบายๆมาแล้ว ผมคิดเข้าข้างตัวเอง แต่กอล์ฟ ไม่มีอะไรแน่หรอก พลาดมาเยอะแล้ว<br />
ครูไหวก้มลงมองดูไลน์ และความลาดเอียงของกรีน ความจริงแกดูมาตั้งแต่ชิปขึ้นกรีนแล้ว แต่คงจะเพื่อความแน่ใจ ครูไหวกดเท้าทั้งคู่ให้กระชับแน่น วอล์มข้างลูกไปมาสอง-สามครั้ง เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง ก่อนจะจรดไม้พลัตไปที่ลูก แล้วพลัตเบาๆ ปล่อยลูกให้วิ่งตามไลน์ลงหลุมไปอย่างง่ายดาย แกกำมือทำท่าเกรงข้อ มองมาที่ผม เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นฝีมือ แล้วเดินออกไปยืนดูอยู่ที่ขอบกรีนด้านทิศใต้<br />
ดร.โรจน์ พลัตต่อจากครูไหว และก็ไม่มีปัญหาอะไรได้พาร์ไปอย่างง่ายดาย ที่นี้ก็เป็นตาผม ซึ่งอยู่ในสภาพกดดันมาก ก็มีแค่สองประตู พลัตลงก็เสมอ พลาดก็แพ้<br />
ผมเดินไปวางลูกหน้าหมุดที่ปักไว้ จัดแนวเครื่องหมายบนลูกให้ตรงกันหลุม กรีนลาดลง ทำให้พลัตค่อนข้างยาก ดีไม่ดีไหลลื่นลงไปไกลหลุมกว่าเดิมอีก ต้องกะน้ำหนักให้ดี ใจหนึ่งคิดว่าจะแพ้ไม่ได้เป็นอันขาด พวกนี้ปากตะไกรทั้งนั้น แพ้ก็ถูกถล่มจนเละตุ้มเป๊ะ หมดสนุกกันไปเลย<br />
แต่อีกใจหนึ่งคิดว่า ช่างมันเถอะ กีฬาก็มีแพ้มีชนะ เป็นธรรมดา ไม่ได้เสียอะไรกันมากมาย เล็กๆน้อยๆก็เท่ากับเลี้ยงเพื่อนฝูง เสียอย่างอื่นมากกว่านี้เยอะแยะนานๆทีเรามาสนุกด้วยกัน<br />
เมื่อคิดได้ดังนี้ ผมก็จรดไม้พลัตไปที่ลูกพลัตไปตามไลน์ที่แคดดี้บอก ลงหลุมไปได้อย่างสบายๆ<br />
ทุกคนเฮฮาพอใจเสมอกันหมด<br />
ก็ ดร.โรจน์ เขาต่อให้พวกเราคนละ 1 สะโตก</p>
<p>5</p>
<p>พระอาทิตย์ดวงกลมด๖สีแดงสดลับขอบฟ้าไปแล้วท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนจากส้มแดงเป็นแดงคล้ำ ทุ่งนาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท แสงไฟตามแนวชายทุ่งเป็นจุดๆเรียงรายเป็นแถวยาวเหยียด ทิ้งระยะห่างกันบ้าง ชิดกันบ้าง ก็ถึงเวลาพักผ่อนของชีวิตกลางวัน ส่วนชีวิตกลางคืนเพิ่งจะเริ่มต้น<br />
ที่ร้านอาหารครูไหวไก่รวน ไกล้วัดบ้านเกาะ พวกเรามารวมทีมกันหลังเสร็จจากเล่นกอล์ฟ ก็เป็นร้านอาหารประจำ ถูก อร่อย และเป็นกันเอง ครูไหวซึ่งเป็นเจ้าของร้านก็มาร่วมวงด้วย ก็เฮฮาพาทีสนุกสนานกันจนดึกดื่นท้ายสุด เพื่อนๆเขากลับกันไปหมด เหลือผมกับครูไหว นั่งหัวจุ่มกันอยู่ ก็มีเรื่องพูดคุยกันเยอะ ฟังได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง ก็เมาด้วยกันทั้งคู่<br />
ตอนหนึ่งเราพูดถึงปัญหาหย่า-ร้าง ของแก ครูไหวเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นก่อน<br />
ผมเองอยากฟังเรื่องนี้มานาน อยากรู้ความเป็นไปแต่เป็นเรื่องครอบครัวเลยไม่กล้า เมื่อแกเอ่ยขึ้นมา ก็เป็นโอกาสดีของผม ผมยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม ใช้ส้อมจิ้มชิ้นไก่รวนใส่ปากดับรสขมของเบียร์ รอฟังแกเล่าอย่างตั้งใจ<br />
ครูไหวบอกว่า “วันนี้แม่บ้านไม่อยู่ เขาไปลพบุรีกับลูกสาว อาจารย์เลยไม่เจอ”<br />
ผมฉงน แม่บ้านคนไหนวะ คนเก่าที่เลิกกัน หรือไปคว้าที่ไหนมาใหม่อีก ผมไม่กล้าถาม แต่ไม่นานผมก็กระจ่าง เมื่อแกพูดต่อว่า<br />
“แม่บ้านที่ว่า ก็ “แม่มล เมียเก่าผม” นั่นแหละ เราคืนดีจดทะเบียนกันใหม่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็เป็นเมียใหม่” ครูไหวอดตลกไม่ได้ และพูดต่อ “ผมโชคดีจริงๆ ก็ได้อาจารย์นี่แหละช่วย”<br />
ผมแสดงความชื่นชมยินดีกับครูไหว ที่ครอบครัวสามารถกลับมาคืนดีกันได้ใหม่ แต่ยังสงสัยว่า ผมไปช่วยอะไรแกตรงไหน แต่ไม่ได้ถาม<br />
ครูไหวยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ยิ้มที่มุมปาก “ตอนนี้ครอบครัวผมเป็นปึกแผ่นเหมือนเดิม เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ผมเห็นสัจธรรม มันเป็นความใจร้อนและความมุทะลุของผม..ผมมันบ้าแต่ต่อไป เรื่องอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด”<br />
“เรื่องมันเป็นมาอย่างไรล่ะ” ผมถาม<br />
“เมื่อเดือนที่แล้ว “มล เมียผม” กับหมวดแหวง ก็ตำรวจคนที่ผมเคยเล่ามาติดแม่มล เมียผมนั่นแหละ เขาพากันมาหาผมที่นี่ โชคดีนะ ที่เขามาตอนที่ผมได้รับเพจจากอาจารย์แล้ว ข้อความในเพจทำให้ผมเย็นและไม่วู่วามเหมือนแต่ก่อน ก็ต้อนรับขับสู้เขาตามอัธยาศัย เพราะไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหนกัน” ครูไหวเล่า<br />
ผมพยักหน้าแสดงให้เห็นว่าเข้าใจ แต่ยังสงสัยว่า<br />
เพจที่ครูไหวพูดถึง มันเพจอะไรของมัน<br />
ครูไหวพูดต่อ อดหัวเราะขำตัวเองไม่ได้ “อาจารย์รู้ไหม?” แกยื่นหน้าเข้ามาใกล้<br />
“เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่ผมเข้าใจผิดคิดเอาเองทั้งเพ”<br />
“เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และร่วมมือกันสร้างสถานการณ์เพื่อจะดัดสันดารความมุทะลุ โมโหร้าย บ้าดีเดือดและความเจ้าชู้ของผม”<br />
ครูไหวหัวเราะในลำคอก่อนจะเล่าต่ออย่างสนุกสนาน<br />
“ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของแม่มลเขา ผมเปลี่ยนนิสัยได้จริงๆ แต่ก็เล่นเอาเกือบติดคุกติดตะรางนั้นแหละ”<br />
“อาจารย์ครับ” ครูไหวพูดต่อ “ข้อความในเพจที่อาจารย์เพจมาดีม๊ากมาก มันเป็นข้อความธรรมดา แต่สามารถเปลี่ยนนิสัยผมได้”<br />
“ต้องควบคุมอารมณ์ความรู้สึกร้อนของตัวเองให้ได้แล้วจะชนะทุกอย่าง” ครูไหวอ่านเพจที่ดึงมาจากเอวและโม้โอ้อวดว่า “แล้วผมก็ชนะ แต่วันนี้ เสียดายจริงๆน่าจะชนะอาจารย์สักหลุม” ครูไหวแหย่ผม<br />
“ข้อความในเพจผมเขียนติดไว้ที่ข้างห้องนอนด้วยนะ ตัวอย่างใหญ่เลย ไปดูตอนนี้ก็ได้” ครูไหวชวน<br />
“ไม่ต้องถึงกับอย่างนั้นหรอก เล่าต่อดีกว่า แล้วอย่างไรต่อไป” ผมเร่งเร้า<br />
“ก็ไม่มีอะไรแล้ว เมื่อผมเลิกมุทะลุ เลิกเจ้าชู้ประตูดินเปลี่ยนมาดูแลครอบครัว ดูแลลูก ดูแลร้านอาหาร สุดท้าย “มล” เขาก็กลับมาเอง ก็อย่างที่บอกแต่แรก พวกเขาร่วมมือกัน”<br />
ครูไหวโม้ต่อ “ที่แรกผมไม่คิดว่าเรื่องจะง่ายอย่างนี้สับสนและวิตกกังวลอยู่นาน แต่เวลามันง่ายก็ง่ายยิ่งกว่าพลัตลูกระยะ 4 หลา ลงหลุม เสียอีก อาจารย์ !”<br />
ครูไหวหัวเราะเอิ๊กอ๊าก<br />
ผมเองก็งงเหมือนกัน “ให้ตายเถอะ ผมสาบานได้ผมไม่เคยส่งเพจข้อความที่ว่านั่นไปให้แกเลยจริงๆ<br />
แต่ดีแล้วละ ช่างหัวมันเถอะ</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%99/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลุงเจ็ก  กู่สวนแตง ตอนที่ 1</title>
		<link>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-01/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-01/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Jul 2008 02:00:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลุงเจ็ก กู่สวนแตง]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=147</guid>
		<description><![CDATA[เขาค่อย ๆ วางพวงมาลัยไว้ที่มุมทับหลังด้วยมืออันสั่นเทา พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ “ลุงเจ็กครับ ผมสัญญา ผมจะพาลุงกลับบ้านให้ได้”  ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 1 ฟ้าสางแล้ว เสียงไก่ยังคงขันขานรับสลับกัน แสงทองเจิดจ้าปรากฏที่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก รถขนขยะวิ่งมาจอดเก็บขยะจากถังข้างถนนหน้าบ้าน เสียงโยนขยะเข้าไปในรถ คนเก็บขยะตะโกนสั่งโชเฟอร์ว่า “ไป” รถก็วิ่งออกไป เป็นกิจวัตรเกือบทุกเช้าของที่นี่ บุญเพ็ง สูงกระโทก มองออกไปนอกหน้าต่าง ดิกอินทนิลสีม่วงแดงอมชมพูแกมขาวชูช่อเด่นแข่งกับใบ พื้นดินยังชุ่มฉ่ำจากฝนที่ตกหนักมาเมื่อสองสามวันก่อน มะม่วงที่เพิ่งปลูกไว้สำลักน้ำจนทำท่าจะไปไม่รอด แต่ก็ยังยืนหยัดอยู่อย่างอดทน บุญเพ็ง ตื่นแต่เช้าเป็นปรกติ เขาจะวิ่งเพื่อออกกำลังกายสักรอบสองรอบ เพื่อสุขภาพซึ่งเขามีคำขวัญประจำตัวว่า “สติปัญญาจะไม่มีความหมาย ถ้าร่างกายมีปัญหา” เมื่อวิ่งเสร็จจึงกลับมาดูแลต้นหมากรากไม้ อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวไปทำงาน “วันนี้สอนแต่เช้าด้วย ต้องรีบไปเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อม” เขาคิดไปเรื่อยๆ บุญเพ็ง สูงกระโทก &#8230; <a href="http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-01/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/lungject6.jpg" rel='lytebox[uncle-jek-01]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-148" style="margin: 4px 10px; float: left;" title="lungject6" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/lungject6-214x300.jpg" alt="" width="202" height="296" /></a></p>
<p>เขาค่อย ๆ วางพวงมาลัยไว้ที่มุมทับหลังด้วยมืออันสั่นเทา พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ<br />
“ลุงเจ็กครับ ผมสัญญา ผมจะพาลุงกลับบ้านให้ได้” <a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/lungject6.jpg" rel='lytebox[uncle-jek-01]'> </a></p>
<p><strong><span style="color: #000000;">ลุงเจ็ก กู่สวนแตง </span><span style="color: #000000;">ตอนที่ 1</span></strong></p>
<p>ฟ้าสางแล้ว เสียงไก่ยังคงขันขานรับสลับกัน แสงทองเจิดจ้าปรากฏที่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก รถขนขยะวิ่งมาจอดเก็บขยะจากถังข้างถนนหน้าบ้าน เสียงโยนขยะเข้าไปในรถ คนเก็บขยะตะโกนสั่งโชเฟอร์ว่า “ไป” รถก็วิ่งออกไป เป็นกิจวัตรเกือบทุกเช้าของที่นี่<br />
บุญเพ็ง สูงกระโทก มองออกไปนอกหน้าต่าง ดิกอินทนิลสีม่วงแดงอมชมพูแกมขาวชูช่อเด่นแข่งกับใบ พื้นดินยังชุ่มฉ่ำจากฝนที่ตกหนักมาเมื่อสองสามวันก่อน มะม่วงที่เพิ่งปลูกไว้สำลักน้ำจนทำท่าจะไปไม่รอด แต่ก็ยังยืนหยัดอยู่อย่างอดทน<br />
บุญเพ็ง ตื่นแต่เช้าเป็นปรกติ เขาจะวิ่งเพื่อออกกำลังกายสักรอบสองรอบ เพื่อสุขภาพซึ่งเขามีคำขวัญประจำตัวว่า “สติปัญญาจะไม่มีความหมาย ถ้าร่างกายมีปัญหา”</p>
<p>เมื่อวิ่งเสร็จจึงกลับมาดูแลต้นหมากรากไม้ อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวไปทำงาน “วันนี้สอนแต่เช้าด้วย ต้องรีบไปเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อม” เขาคิดไปเรื่อยๆ<br />
บุญเพ็ง สูงกระโทก เป็นครูสอนวิชาศิลปะ วัย 40 เศษ รูปร่างสันทัด ผิวค่อนข้างคล้ำ หน้าตากร้านแดด บ่งบอกว่าเป็นคนท้องถิ่นอีสาน เขาเป็นคนคุยสนุก อารมณ์ดี ศึกษาหาความรู้และพัฒนาการเรียนการสอนให้ทันสมัย มีวิญญาณของความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยม<br />
เมื่อบุญเพ็งไปถึงที่ทำงาน เขาได้รับแฟ็กซ์ ที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ เป็นแฟ็กซ์จาก ยุกต์ เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานหลายปีดีดักแล้ว ยุกต์บอกว่าจะมาบุรีรัมย์ มารถด่วนถึงพรุ่งนี้เช้าประมาณตีสี่ ให้ไปรับที่สถานีรถไฟ<br />
ยุกต์ บอกอยากจะดูสิ่งที่น่าสนใจในตัวเมืองก่อน บ่ายๆ จะไปกู่สวนแตง พัก 1 คืน ช่วยเตรียมการให้ด้วย<br />
บุญเพ็ง อ่านแฟกซ์แล้วพับเก็บใส่กระเป๋า เขาคิดถึงเพื่อนที่จะมาหา ยุกต์ หรือสรยุกต์ ทองไทร ชายไทยวัยเดียวกับเขา รูปรางสูงผอมเกร็ง ผิวเนื้อดำแดง ผมดำหยักศก เขาเป็นคนกรุงเทพฯ ยังเป็นโสด</p>
<p><span id="more-147"></span></p>
<p>และยังคงโสดไปอีกนานเพราะยังไม่เคยมีทีท่าว่าจะสละโสดแต่อย่างใด<br />
ยุกต์ จบปริญญาโททางโบราณคดี สถานศึกษาแห่งเดียวที่ผูกขาดการสอนวิชานี้ เรียนจบแล้วเข้าทำงานเลย ทีแรกเป็นลูกจ้างชั่วคราว หาประสบการณ์จากการสำรวจขุดแต่งโบราณสถานไปเรื่อยๆ เมื่อมีอัตราว่าง เขาก็สอบผ่านโดยไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่ง่ายนัก เพราะกว่าจะมีอัตราว่างเขาต้องเป็นลูกจ้างอยู่เกือบ 5 ปี<br />
เมื่อบรรจุแล้ว งานส่วนใหญ่คือการสำรวจแหล่งโบราณคดี ออกแบบการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานตามจังหวัดต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย ยุกต์ ทำงานเก่ง ขยันขันแข็ง มีผลงานด้านการขุดแต่งและบูรณะเป็นจำนวนมาก บางแห่งทำได้ดี บางแห่งค่อนข้างแย่ กับ บุญเพ็ง เขามักมีเรื่องขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานอยู่เสมอๆ ที่บุญเพ็งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือการจำลองทับหลังไปติดตั้งแทนของจริง ในการบูรณะปราสาทน้อยสีชมพู จังหวัดสระแก้ว และนำของจริงมาเก็งไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี แต่นั่นเป็นเรื่องความคิดที่แตกต่าง แต่เพื่อนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่แน่ๆ คือพวกเขาสนใจเรื่องทำนองเดียวกัน</p>
<p>อ่านต่อตอนที่ 2</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-01/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-01/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลุงเจ็ก  กู่สวนแตง ตอนที่ 2 และ 3</title>
		<link>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-02-03/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-02-03/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Jul 2008 00:13:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลุงเจ็ก กู่สวนแตง]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=150</guid>
		<description><![CDATA[ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ สถานที่ที่ไม่เคยหลับ ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ทั้งผู้โดยสาร คนถีบสามล้อ คนขับรถมาเตอร์ไซด์รับจ้าง บางคนซุกตัวนอนตามม้านั่งของสถานีหลับเพื่อตื่นรับวันใหม่ที่หวังว่าจะดีกว่าเก่า นี่แหละวิถีชีวิตของผู้ยากไร้ รถด่วนเที่ยวขึ้นกรุงเทพฯ นครราชสีมาปลายทางอุบลราชธานี แล่นอย่างช้าๆ เข้าที่ ชานชาลาตรงตามเวลาพอดี ที่ตู้นอนท้ายขบวน มีชายผอมสูง ใส่เสื้อกันหนาวสีดำ หิ้วกระเป๋าเดินทางลงมาคนเดียว บุญเพ็งเห็นแต่ไกลก็จำได้ว่าเป็น ยุกต์ เขาโบกมือส่งสัญญาณให้รู้ว่ารออยู่ตรงนี้ พร้อมทั้งเดินเข้าไปหา ต่างดีอกดีใจจับไม้จับมือทักทายและโอบกอดกันอย่างรักใคร่สนิทสนม “เป็นอย่างไรบ้าง การเดินทาง” บุญเพ็งถาม “สบายมากเลย ที่หลับที่นอนสะอาดสะอ้าน ที่ดีมากคือมีบริการปลุกเมื่อถึงจุดหมายปลายทางด้วยเลยทำให้นอนหลับอย่างสบาย ไม่ต้องมัวกังวล” “เขาทำอย่างนี้มานานแล้ว” บุญเพ็งหัวเราะในลำคอ “แกไม่ค่อยได้ใช้บริการเอง เลยไม่รู้ เรื่อง” “เป็นอันว่าดีก็แล้วกัน” ยุกต์สรุป และชมเชยการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นปรกตินิสัยของยุกต์ “แล้วแกละ เป็นอย่างไรบ้าง &#8230; <a href="http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-02-03/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ สถานที่ที่ไม่เคยหลับ ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ทั้งผู้โดยสาร คนถีบสามล้อ คนขับรถมาเตอร์ไซด์รับจ้าง บางคนซุกตัวนอนตามม้านั่งของสถานีหลับเพื่อตื่นรับวันใหม่ที่หวังว่าจะดีกว่าเก่า นี่แหละวิถีชีวิตของผู้ยากไร้<br />
รถด่วนเที่ยวขึ้นกรุงเทพฯ  นครราชสีมาปลายทางอุบลราชธานี  แล่นอย่างช้าๆ  เข้าที่<br />
ชานชาลาตรงตามเวลาพอดี ที่ตู้นอนท้ายขบวน มีชายผอมสูง ใส่เสื้อกันหนาวสีดำ หิ้วกระเป๋าเดินทางลงมาคนเดียว บุญเพ็งเห็นแต่ไกลก็จำได้ว่าเป็น ยุกต์ เขาโบกมือส่งสัญญาณให้รู้ว่ารออยู่ตรงนี้ พร้อมทั้งเดินเข้าไปหา ต่างดีอกดีใจจับไม้จับมือทักทายและโอบกอดกันอย่างรักใคร่สนิทสนม<br />
“เป็นอย่างไรบ้าง  การเดินทาง”  บุญเพ็งถาม<br />
“สบายมากเลย  ที่หลับที่นอนสะอาดสะอ้าน<br />
ที่ดีมากคือมีบริการปลุกเมื่อถึงจุดหมายปลายทางด้วยเลยทำให้นอนหลับอย่างสบาย  ไม่ต้องมัวกังวล”<br />
“เขาทำอย่างนี้มานานแล้ว” บุญเพ็งหัวเราะในลำคอ  “แกไม่ค่อยได้ใช้บริการเอง  เลยไม่รู้<br />
เรื่อง”<br />
“เป็นอันว่าดีก็แล้วกัน”  ยุกต์สรุป<br />
และชมเชยการรถไฟแห่งประเทศไทย  ซึ่งเป็นปรกตินิสัยของยุกต์<br />
“แล้วแกละ  เป็นอย่างไรบ้าง  สบายดีหรือ?”  ยุกต์ถาม</p>
<p><span id="more-150"></span><br />
“อย่างที่เคยนั่นแหละ  เป็นครูมีแต่สอน  กับศึกษาค้นคว้าเพิ่มพูนความรู้พัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ”<br />
“ดีแล้วละ..ทำไปเถอะ..แล้วความขัดแย้งเรื่องการหันพระพักตร์พระบรมรูปรัชกาลที่  1  ที่แกเล่าให้ฟังล่ะ  เรื่องไปถึงไหนแล้ว”<br />
“ในฐานะนักวิชาการ ได้พูดไปตามข้อมูลและความน่าจะเป็น แต่ไม่มีใครสนใจหรอก เรื่องนี้ เอาไว้สายๆ จะพาไปสักการะพระบรมรูปฯ แล้วจะเล่าให้ฟัง<br />
“โอเค..ดีเหมือนกัน”<br />
ทั้งสองเดินคุยกันมาที่รถ  และขับรถออกจากสถานีผ่านวงเวียนหอนาฬิกา  มาตามถนนซึ่งข้างทางเป็นร้านข้าวต้ม<br />
“กินข้าวต้มไหม”  บุญเพ็งถาม<br />
“ไม่หรอก  ยังไม่หิว”<br />
“ดูนั่นซิ เห็นไหม พวกที่มาเที่ยวกันตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่กลับเลย นั่งดื่มกินกันอยู่ คงเพิ่งออกมาจากบาร์หรือจากเทค” บุญเพ็งชวนคุย<br />
“เหมือนเราสมัยก่อนนั่นแหละ  ไม่สว่างไม่กลับ”..<br />
“แต่เดี๋ยวนี้คงไม่ไหวแล้ว  ขืนอยู่ดึกดื่นอย่างนี้สลบเหมือดแน่ๆ”  ยุกต์พูดไปเรื่อยๆ  ส่วนตามองดูอาคารบ้านเรือนไปรอบๆ<br />
“บ้านเมืองเจริญดีนะ  ตึกรามบ้านช่องใหญ่โต”  ยุกต์พูดชมอีก<br />
”เจริญเฉพาะในเมืองนี่แหละ  นอกๆ ยังเหมือนเดิม”<br />
“เอาเป็นว่าเรากลับไปอาบน้ำอาบท่ากันที่บ้านก่อนแล้วค่อยออกมาหาอะไรกินกัน  ดีไหม”  บุญเพ็งเสนอ<br />
“ได้..ตามใจแก”</p>
<p><strong>ลุงเจ็ก  กู่สวนแตง ตอนที่ 3</strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/suantang.jpg" rel='lytebox[uncle-jek-02-03]'><img class="alignnone size-medium wp-image-253" title="suantang" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/suantang-300x124.jpg" alt="" width="300" height="124" /></a></span></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><em>ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์  กู่สวนแตง อ.บ้านใหม่ชัยพจน์ จ.บุรีรัมย์</em></span></p>
<p>หลังจากอาบน้ำอาบท่า แต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ไปที่ร้านอาหารสี่แยกตลาดสดในเมือง เขานั่งมองดูผู้คนเดินไปมาหาซื้ออาหารกันขวักไขว่ พวกซื้อก็ซื้อ พวกขายก็ขาย ดูวุ่นวาย จอแจ<br />
บุญเพ็ง สั่งกาแฟดำ ส่วนยุกต์ เริ่มด้วยข้าวราดแกงส้มผักรวมแล้วต่อด้วยชาร้อน ยุกต์ดื่มกาแฟไม่ได้ ดื่มแล้วใจสั่น ถ้าเป็นชาพอได้<br />
“แกจะไปกู่สวนแตงทำไมวะ”  บุญเพ็งถาม<br />
“กรมฯสั่งให้มาสำรวจ  ทีแรกจะขับรถมาเองแล้วแต่เห็นแกอยู่ที่นี่เลยมารถไฟดีกว่า”<br />
“มาสำรวจไปทำอะไรล่ะ”<br />
“เพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์  เขาว่าได้งบรวมมาแล้ว  และกู่สวนแตงเป็นแห่งหนึ่งที่จะได้รับงบนี้ด้วย”  ยุกต์อธิบายไปด้วย  กินข้าวไปด้วย<br />
“กรมฯอาจจะทำเองหรือให้บริษัทรับเหมาทำ”  ยุกต์พูดต่อ<br />
“ดี..ใครทำก็ได้..จะได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของบุรีรัมย์อีกแห่งหนึ่ง”  บุญเพ็งพูดสนับสนุน<br />
ยุกต์เริ่มเสริมว่า  “กะว่าจะทำให้เสร็จสมบูรณ์เลยทีเดียว  ทั้งบูรณะ  และปรับภูมิทัศน์”<br />
“ดี..แล้วจะเอาทับหลังกลับมาติดตั้งไว้ที่เดิมหรือเปล่าล่ะ”  บุญเพ็งถาม<br />
“เรื่องเอาทับหลังกลับมาไว้ที่เดิมนั้น  พับไปได้เลย  กรมฯ ไม่มีนโยบายอย่างนั้น  กลัวจะหายไปอีก<br />
“นโยบายคือจำลองหรือทำของปลอมไปติดตั้งแบบเดียวกับปราสาทเขาน้อยสีชมพู จังหวัดสระแก้ว ที่แกทำใช่ไหม”? บุญเพ็งถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก<br />
“อาจทำอย่างนั้นก็ได้  เท่าที่กันทดลองทำไปแล้วไม่เห็นมีใครว่าอะไร  มีแต่แกนี่แหล่ว่า”  ยุกต์พูดกวนๆ<br />
“เพราะเขาไม่รู้น่าว่า  เป็นของจริงหรือของปลอม”  บุญเพ็งโต้  พร้อมยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่ม<br />
“หรือแกพอใจที่ตบตาเขาได้”  บุญเพ็งกล่าวหา<br />
“ไม่ใช่อย่างนั้น  ของจริงมันมีค่า  เกิดหายไปอีกก็  ใครจะรับผิดชอบ”  ยุกต์พยายามอธิบาย<br />
“เลยเอาของปลอมไปใส่แทน  ง่ายดี  ใช่ไหมล่ะ”<br />
“คิดดูซิ”  บุญเพ็งอธิบาย  “ตั้งใจว่าจะไปดูทับหลังปราสาท  แต่ปรากฏว่า  ทับหลังที่ติดตั้งอยู่เป็นของปลอม”<br />
มันเสียความรู้สึก  แกรู้หรือเปล่า  มันเป็นการทำร้ายโบราณสถาน  อยากใช้คำว่าข่มขืนด้วยซ้ำไป”<br />
“ว่าไป  ว่าให้สะใจแก”  ยุกต์  ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม  และนั่งฟังบุญเพ็งต่อว่าต่อขานอย่างอารมณ์ดี<br />
“ยกตัวอย่างนะ เช่น เราหวังจะไปชมสิ่งของที่จัดอยู่ในระดับล้ำค่า แล้วอุตส่าห์ดั้นด้นไปจนถึงที่ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ได้เห็นนั้นเป็นเพียงของปลอม คิดดูซิวะ มันจะเซ็งขนาดไหน กันเลยไม่ไป ไม่รู้จะไปดูอะไร มีเพื่อนไปดูมาแล้วบอกว่าทุเรศที่สุด” บุญเพ็ง เว้นจังหวะ “อย่างนี้เรียกว่าดูถูกกัน”<br />
“คงไม่ถึงกับอย่างนั้นหรอก”  ยุกต์แก้ต่าง<br />
“ตอนนี้ปราสาทเขาน้อยเลยหมด  ไม่เหลือแม้แต่วิญญาณแย่มากๆ”  บุญเพ็งสบถ<br />
“อันนี้เป็นความรู้สึกของแกกับเพื่อนแก  คนอื่นเขาคงไม่รู้สึกด้วย  ซึ่งจะเอามาเป็นบรรทัดฐานอะไรไม่ได้”  ยุกต์เถียง<br />
“เอางี้ดีกว่า”  บุญเพ็งสรุป  “หยุดพูดเรื่องนี้กันเถอะ  ขืนพูดไปเกิดเรื่องแน่ๆ”<br />
“ดีเหมือนกัน  เก็บไว้ไปที่กู่สวนแตงแล้วค่อยว่ากันใหม่ดีกว่า  อาจได้ข้อสรุปที่เหมาะสมก็ได้”</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-02-03/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-02-03/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 4 และ ตอนที่ 5</title>
		<link>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-04-05/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-04-05/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Jul 2008 23:15:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลุงเจ็ก กู่สวนแตง]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=151</guid>
		<description><![CDATA[ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 4 เมื่อกินอาหารเช้ากันอิ่มหนำสำราญดีแล้ว บุญเพ็งพายุกต์ไปที่วงเวียนสี่แยกถนนสายบุรีรัมย์-สตึก ตัดกับถนนสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย สถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกันสร้างขึ้น ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้ก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ บุญเพ็งและยุกต์เดินขึ้นไปบนฐานพระบรมรูปฯ และนั่งลงสักการะ ยุกต์ถามว่า “ทำไมถึงตั้งตรงกลางวงเวียนล่ะ” “ไม่รู้ซิ ไม่รู้พวกเขาคิดกันอย่างไร” “ต่อไปต้องมีปัญหาเรื่องการจราจรแน่ๆ เลย” ยุกต์คาดการณ์ “ไม่ต้องต่อไปหรอก ตอนนี้ก็มีแล้ว เวลาจัดพิธี รถติดกันเป็นแถวเลย แต่คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วละ” บุญเพ็งสรุป บุญเพ็งเล่าให้ยุกต์ฟังว่า พระบรมราชานุสาวรีย์ฯนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนิน มาทรางวางศิลาฤกษ์ เมื่อเดือน เมษา 38 และต่อมาเมื่อเดือนกรกฎา 41 ได้ทำพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณและอัญเชิญพระบรมรูปฯ ขึ้นประดิษฐาน แต่ได้เปลี่ยนการหันหันพระพักตร์ของพระบรมรูปฯ &#8230; <a href="http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-04-05/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 4</strong></p>
<p>เมื่อกินอาหารเช้ากันอิ่มหนำสำราญดีแล้ว บุญเพ็งพายุกต์ไปที่วงเวียนสี่แยกถนนสายบุรีรัมย์-สตึก ตัดกับถนนสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย สถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกันสร้างขึ้น ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้ก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์<br />
บุญเพ็งและยุกต์เดินขึ้นไปบนฐานพระบรมรูปฯ และนั่งลงสักการะ<br />
ยุกต์ถามว่า  “ทำไมถึงตั้งตรงกลางวงเวียนล่ะ”<br />
“ไม่รู้ซิ  ไม่รู้พวกเขาคิดกันอย่างไร”<br />
“ต่อไปต้องมีปัญหาเรื่องการจราจรแน่ๆ เลย”  ยุกต์คาดการณ์<br />
“ไม่ต้องต่อไปหรอก  ตอนนี้ก็มีแล้ว  เวลาจัดพิธี   รถติดกันเป็นแถวเลย  แต่คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วละ”  บุญเพ็งสรุป<br />
บุญเพ็งเล่าให้ยุกต์ฟังว่า พระบรมราชานุสาวรีย์ฯนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนิน มาทรางวางศิลาฤกษ์ เมื่อเดือน เมษา 38<br />
และต่อมาเมื่อเดือนกรกฎา 41 ได้ทำพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณและอัญเชิญพระบรมรูปฯ ขึ้นประดิษฐาน แต่ได้เปลี่ยนการหันหันพระพักตร์ของพระบรมรูปฯ จากหันพระพักตร์ออกนอกเมือง เป็นหันพระพักตร์เข้าเมือง ประชาชนเลยพากันคัดค้าน และกล่าวหาว่าจังหวัดฯเอาใจนักการเมืองพรรครัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้หนังสือพิมพ์ลงข่าวต่อเนื่องกันหลายวัน<br />
“กันได้ติดตามข่าวอยู่เหมือนกัน  แต่ไม่เคยรู้รายละเอียด”.. เออ!  แล้วผู้ว่าฯท่านว่าอย่างไรล่ะ?”<br />
“ท่านเองไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงใช้วิธีทำหนังสือขอคำปรึกษาไปยังกรมศิลปากร กรมฯยืนยันมาว่าควรหันพระพักตร์เข้าตัวเมืองบุรีรัมย์ เท่านั้นก็จบ ท่านทำได้แค่นั้น”<br />
“ความจริงท่านน่าจะทำประชาพิจารณ์นะ”  ยุกต์พูดเชิงเสนอแนะ&#8230;”แล้วอธิบดีกรมศิลปากรล่ะ  ท่านว่าอย่างไรบ้าง”<br />
“ท่านยอมรับว่า มีการเปลี่ยนทิศทางการหันพระพักตร์ของพระบรมราชานุสาวรีย์ฯจริง แต่ไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงเข้าหาบ้านนักการเมืองใหญ่ อย่างที่โจญขานกัน แต่เป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการจัดสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ โดยมีท่าเป็นประธาน<br />
ท่านบอกว่า ตอนแรกคณะกรรมการมีความเห็นให้หันพระพักตร์พระบรมราชานุสาวรีย์ฯไปทางประเทศกัมพูชา เพื่อสื่อความหมายว่า รัชกาลที่ 1 เป็นผู้นำกองทัพไทยไปสู้รบเขมร ถือเป็นการสดุดีวีรกรรม แต่ต่อมาคณะกรรมการฉุกคิดว่าการหันพระพักตร์ไปทางประเทศกัมพูชาเป็นการทำร้ายจิตใจประเทศเพื่อบ้านเกินไป จะทำให้เขารู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ บรรพบุรุษรบแพ้ไทย แล้วคนในรุ่นปัจจุบันจะมาเหยียบย่ำซ้ำเติมอีก ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษามิตรภาพระหว่างประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์ด้านการค้า คณะกรรมการจึงมีมติเปลี่ยนให้หันพระพักตร์เข้าเมืองบุรีรัมย์แทน”</p>
<p><span id="more-151"></span></p>
<p>“เรียกว่าแคร์ความรู้สึกเพื่อนบ้าน  แต่ไม่แคร์ความรู้สึกชาวบุรีรัมย์  เลยทำให้ชาวบุรีรัมย์และแกไม่พอใจ”<br />
“คงทำนองนั้น ขนาดตั้งใจสร้างเพื่อสดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญของพระองค์ท่าน แต่ไปห่วงความรู้สึกของเพื่อนบ้าน คิดดูเอาเองก็แล้วกัน ห่วยแตกขนาดไหน”<br />
บุญเพ็ง ยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มรวมเดียวหมด พร้อมทั้งกล่าวตำหนิต่อไปว่า “ที่น่าเจ็บใจก็คือ คนที่ตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรนั้น ไม่ใช่คนที่นี่ ส่วนคนอยู่ที่นี่ ไม่มีปัญญาทำอะไร ต้องทนดูสิ่งที่ทำไม่เหมาะสมไปจนตาย จะแก้ไขอะไรก็ไม่ได้<br />
กันอยากรู้นักว่า  กรรมการเหล่านั้น  มีกี่คนที่เคยมาบุรีรัมย์  อาจจะไม่รู้ว่าบุรีรัมย์อยู่ส่วนไหนของประเทศไทยด้วยซ้ำ”<br />
“เฮ้ย..บุญเพ็ง มากไป เดี๋ยวโดนฟ้องหมิ่นประมาทหรอก” ยุกต์เตือนบุญเพ็งอย่างเป็นห่วง และเล่าต่อว่าอธิบดีท่านเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา เพราะเราเคารพบูชาด้วยความรู้สึก การสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯนั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ไม่ว่าจะหันพระพักตร์ไปทางไหนก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าตรงนี้หมดไป<br />
“แต่ถ้าหันพระพักตร์ไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมจะไม่ดีกว่าหรือ”  บุญเพ็งโต้<br />
ยุกต์  ได้แต่เฉย  บุญเพ็งจึงพูดต่อ  “แล้วท่านแก้ตัวอย่างไรล่ะ”<br />
ท่านว่า ในสมัยโบราณการสร้างรูปเคารพทุกชนิด จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แต่พอมาสมัยอยุธยา กระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์ การคมนาคมเจริญขึ้น มีรถราถนนต่างๆ มากมาย รูปเคารพส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนเป็นหันหน้าเข้าหาเส้นทางคมนาคม เพื่อให้คนที่สัญจรผ่านไปมาได้เคารพกราบไหว้ด้านหน้าพระพุทธรูปหรืออนุสาวรีย์ ทิศทางการหันหน้าจึงไม่กำหนดตายตัว แล้วแต่ความเหมาะสมของทำเลที่ตั้งแต่ละแห่ง<br />
ท่านบอกว่า บางคนคิดมากเกินไป ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ หยุมหยิมทำให้อีลุงตุงนังไปหมด ส่วนที่พูดกันว่าเปลี่ยนเพราะพระพักตร์หันไปทางบ้านนักการเมืองนั้นเป็นเรื่องพูดกันไปเอง ความจริงน่าจะเป็นสิริมงคลด้วยซ้ำไป ถ้าเป็นบ้านท่าน ท่านจะดีใจมาก ศาลพระภูมิยังตั้งหันหน้าเข้าบ้านกันเลย ส่วนที่ชาวบ้านบางกลุ่มออกมาต่อต้าน ถือเป็นการมองคนละมุม เรื่องนี้ท่านได้ส่งหนังสือไปถึงจังหวัดบุรีรัมย์อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อยืนยันมติให้หันพระพักตร์เข้าหาเมืองบุรีรัมย์<br />
“ก็พยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองให้ได้”  บุญเพ็งสบถ<br />
“แล้วแกว่าอย่างไรล่ะ”<br />
“กันเสนอไปว่า เมื่อมีข้อสงสัยจากประชาชน จะต้องพิจารณาทบทวน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องเหมาะสม การทำประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ดีในหลายๆ กรณีมาแล้ว น่าจะนำมาใช้ การรีบดำเนินการโดยไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านจากประชาชนเลยนั้นก็ทำได้ แต่ความบาดหมางน้ำใจที่มีกันอยู่แล้ว จะติดแน่นทนทานยิ่งขึ้น ซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย”<br />
“แล้วที่ไม่พอใจมากๆ ละ  อะไร”<br />
“อย่าให้พูดเลย  เดี๋ยวสะเทือนใจแก  เป็นผู้ใหญ่ขนาดนั้น  นำพระบรมรูปฯมาเปรียบเทียบกับศาลพระภูมิได้อย่างไง  ห่วย..ชะมัด”<br />
“เออ!  แกนี่จะก้าวร้าวมากขึ้นทุกวันนะ”  ยุกต์ตำหนิบุญเพ็ง<br />
“นอกจากนั้น  มีอะไรอีกล่ะ”<br />
“ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เพราะเมื่อเปลี่ยนเป้าหมาย อย่างอื่นเลยผิดพลาดไปด้วย เช่น การประทับขัดสมาธิของพระบรมรูปฯ ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง ภาพหล่อนูนสูงที่ทำมาผิดขนาด มีอีกเยอะแยะ เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ แต่แกอย่าสนใจเลย เอาเรื่องกู่สวนแตงของแกดีกว่า..จะไปกันหรือยังล่ะ” บุญเพ็งตัดบท<br />
“ไปซิ..อยู่ไกลไหมล่ะ”</p>
<p><strong>ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 5</strong></p>
<p>บุญเพ็ง ขับปิกอัพคันเก่าคู่ชีพ ไปทางถนนสาย 2074 ผ่านคูเมืองไปพุทไธสง โดยมียุกต์นั่งไปข้างๆ ถนนสายนี้สร้างไม่ค่อยดี ต้องซ่อมกันบ่อย มีหลุมบ่อเยอะแยะ แต่ทิวทัศน์สองข้างทางสวย บางช่วงเป็นทุ่งนายาวเหยียด บางช่วงมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น โดยเฉพาะพวกคูน พวกตะแบกถ้ามาตอนเดือนมีนา-เมษา ดอกคูนจะเหลืองอร่ามสลับกับดอกตะแบกสีม่วงคราม ดูรื่นรมย์ไปหมด<br />
“กู่สวนแตง  อยู่ตรงไหนวะ  กันยังไม่เคยไปเลย”  ยุกต์ปรารภเชิงถาม<br />
“อยู่ที่บ้านดงยาง ตำบลกู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ แต่ก่อนอยู่ในเขตอำเภอพุทไธสง เป็นปราสาทแบบเดียวกับปราสาทเมืองต่ำ บ้านโคกเมือง ประโคนชัย แต่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง เพราะไม่มีโคปุระหรือประตูทางเข้า ไม่มีกำแพงแก้ว และระเบียงคต มีแต่ปราสาทก่อด้วยอิฐ จำนวน 3 องค์ ตั้งเรียงกันเป็นแถวบนฐานศิลาแลงเดียวกัน ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีบรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลง 2 หลัง และสระน้ำโบราณ 1 สระ<br />
“มีทับหลังบ้างไหม”<br />
“มีซิ  แต่กรมศิลปากรเอาไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหมด  ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว”<br />
บุญเพ็งบอกยุกต์ว่า วันนี้เพื่อให้ได้บรรยากาศ เขาได้เตรียมการที่จะพักนอนในบริเวณโบราณสถานเลย ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ และได้เตรียมเต็นท์ เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ มาพร้อมแล้ว ซึ่งยุกต์ไม่ขัดข้อง นอนที่ไหนก็นอนได้ เขาเป็นนักโบราณคดี เรื่องนอนกับดินกินกับทรายเขาถนัดอยู่แล้ว อีกอย่างเป็นการประหยัดงบประมาณหลวงด้วย<br />
บุญเพ็งเลือกบริเวณที่เห็นว่าเหมาะสม คือตอนหน้าองค์ปราสาท เดินสำรวจบริเวณโดยรอบปราสาท จากนั้นพากันเข้าไปในอำเภอฯ หาที่อาบน้ำอาบท่า ซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น กะกินอาหารค่ำกันที่เต็นท์ แล้วนอน เช้าจะได้รับสำรวจ เสร็จก็กลับบุรีรัมย์เลย พักผ่อนสักเล็กน้อย ตอนค่ำนั่งรถด่วนกลับกรุงเทพฯ ตามโปรแกรมที่จัดไว้ ดูแล้วน่าจะราบรื่นดี<br />
ประมาณ 20 นาฬิกา ทั้งสองคนมานั่งกันที่หน้าเต็นท์ มีอาหารพื้นเมืองที่จัดซื้อมา เช่น ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ปลาส้ม ต้มแห้ง และอื่นๆ กับกระติกน้ำแข็งที่แช่เบียร์ไว้เต็มอัตราศึก บุญเพ็งไม่อยากให้ยุกต์ผิดหวัง นานๆ เขาจะมาบุรีรัมย์สักที ตั้งใจต้อนรับให้เต็มที่<br />
ทั้งคู่คุยเรื่องสับเพเหระกันได้สักพัก ก็มีชายสูงอายุคนหนึ่ง แต่งชุดพื้นบ้านสีดำ อายุราว 60 กว่าๆ โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่ทันได้สังเกต แกบอกว่าเห็นแสงไฟจากตะเกียงเลยเข้ามาดู เมื่อรู้ว่าไม่ได้เป็นผู้ร้ายที่จะมาลักลอบขุดค้นอะไรแล้ว แกทำท่าจะไป แต่พอดีบุญเพ็งเชิญชวนให้อยู่ดื่มด้วย แกทำท่าลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมร่วมวงด้วย<br />
เมื่อแกนั่งลงเรียบร้อย  บุญเพ็งจัดจาน  ช้อน-ส้อมให้และรินเบียร์ส่งให้แก  “ตามสบายเลยครับลุง”  บุญเพ็งเชื้อเชิญ<br />
แกรับแก้วเบียร์พร้อมกล่าวขอบคุณ<br />
“บ้านคุณลุงอยู่แถวนี้หรือครับ”  บุญเพ็งถาม  เพื่อสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง<br />
“แต่ก่อนเคยอยู่ที่นี่แหละ  แต่เดี๋ยวนี้อยู่กรุงเทพฯ  จึงไปๆมาๆ<br />
“เออ!  ลุงชื่ออะไรนะ  จะได้เรียกถูก”  ยุกต์ถามบ้าง<br />
“ชื่อ  เจ็ก  ครับ”<br />
“ชื่อยังกับคนจีน”  ยุกต์เปรยเบาๆ<br />
“ไม่ใช่คนจีนหรอกครับ  “เจ็ก”  เป็นภาษาเขมร  แปลว่ากล้วย”<br />
“อ๋อ! ลุงเจ็ก  หรือ  ลุงกล้วย”  ยุกต์ผงกหัวแสดงให้รู้ว่าเข้าใจความหมาย<br />
บุญเพ็งบอกลุงเจ็กว่า สรยุกต์ ทองไทร หรือ ยุกต์ เป็นเจ้าหน้าที่มาจากกรมฯ จะมาสำรวจที่นี่เพื่อการบูรณะ เพราะได้งบประมาณมา ส่วนเขาเป็นครูอยู่ในเมืองบุรีรัมย์มาเป็นเพื่อน<br />
“ยินดีที่รู้จักครับ” ลุงเจ็กยิ้มให้ทั้งยุกต์และบุญเพ็งพร้อมให้ความเห็นว่า “กู่สวนแตงนั้น ควรบูรณะเสียที ปล่อยไว้ก็จะชำรุดทรุดโทรมไปเรื่อยๆ ดูซิ ปราสาทองค์ด้านทิศเหนือ ทำท่าจะล้มอยู่แล้ว” ลุงเจ็กชี้มือไปทางองค์ปราสาทที่อยู่ในความมืด และพูดเสริมต่อว่า<br />
“ที่นี่ไม่ค่อยมีใครสนใจหรอก ตั้งแต่พวกขโมยมาขโมยทับหลังไป ทางการจึงเก็บที่เหลือไปหมด ตอนนี้นำไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆหลายแห่ง”<br />
พูดจบ  ลุงเจ็กยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม<br />
“เออ!  ทำไมลุงรู้เรื่องนี้ล่ะ”  บุญเพ็งถาม  แสดงสีหน้าสงสัย<br />
“ลุงเคยอยู่ที่นี่ ตอนนี้ไปอยู่กรุงเทพฯ ว่างถึงมาเยี่ยมดูขากลับแวะพิมาย ต่อเลยไปขอนแก่น มาเยี่ยมพี่น้องที่เคยอยู่ด้วยกันมา แล้วถึงกลับกรุงเทพฯ “<br />
“ลุงมาบ่อยไหมครับ“  ยุกต์ถาม  ชำเลืองมองลุงเจ็กอย่างแคลงใจ  เพราะดูแกลึกลับชอบกล<br />
“บ่อยครับ ไปๆมาๆ เหนื่อยหน่อย อยากกลับมาอยู่ที่นี่ มาอยู่ใกล้ๆ หรือมาอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร”<br />
“ลุงหมายความว่าครอบครัวอยู่ที่นี่<br />
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้”<br />
ยุกต์  ผงกหัว  ทำเป็นเหมือนเข้าใจ  แต่คิดในใจว่า  ลุงแกตอบคลุมเครือ<br />
“อยากให้ลุงเล่าเรื่องทับหลังของที่นี่”  บุญเพ็งเปลี่ยนเรื่องเพราะเห็นลุงแกเศร้าๆ  เมื่อพูดถึงครอบครัว<br />
“เล่าไม่เป็นหรอก  อยากรู้อะไรถามมาดีกว่า  รู้จะเล่าให้ฟัง  ไม่รู้ก็จนปัญญา”  ลุงเจ็กพูดถ่อมตัว<br />
“ทับหลังที่นี่มีกี่ชิ้นครับ”  บุญเพ็งตั้งคำถามนำ  และยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม  รอฟังลุงเจ็กตอบอย่างตั้งใจ<br />
เรื่องทับหลัง ตอนี้เหลืออยู่ทั่งหมด 7 ชิ้น อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 3 แห่งคือ พิมาย 5 ชิ้น มีทับหลังรูปเทวดานั่งเหนือเกียรติมุข รูปขบวนแห่ เรื่องพระวิษณุตรีวิกรม หรือย่างสามขุม เรื่องกูรมาวตารของพระวิษณุ หรือ การกวนเกษียรสมุทร และเรื่องศวนาฏราช ลุกเจ็ก<br />
อธิบายอย่างคล่องแคล่ว<br />
“อาจารย์บุญเพ็งละเคยไปดูไหมครับ  ที่พิมาย”  ลุงเจ็กถาม<br />
“เคยไปครับ  แต่นานมาแล้ว  เห็นมีอยู่มากมาย  พอดีไม่ได้สังเกตว่าทับหลังชิ้นไหนเป็นของที่ไหน”<br />
“ลองไปดูใหม่ซิครับ  ของกู่สวนแตงน่าสนใจมาทีเดียว  เขาจัดได้มุมหนึ่งเลย”  ลุงเจ็กพูดเชิญชวน<br />
“จะลองไปดูใหม่ครับ  ถ้ามีโอกาส”<br />
“เออ!  ลุง  เล่าต่อเถอะครับ”  บุญเพ็งรบเร้า  เมื่อเห็นลุงเจ็กเงียบไป<br />
ลุงเจ็กเล่าต่อว่า ทับหลังที่มิมายทั้ง 5 ชิ้น ปรากฏว่ามี เรื่องกูรมาวตารของพระวิษณุ หรือ การกวนเกษียรสมุทรเท่านั้น ที่มีหลักฐานระบุว่า เคยประดับอยู่บนกรอบประตูหลอกด้านทิศตะวันตกของปราสาทประธาน<br />
ส่วนทับหลังที่ขอนแก่น  รูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณชิ้นนี้เคยประดับอยู่ที่ประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกของปราสาทองค์ด้านทิศใต้<br />
และที่อยู่กรุงเทพฯ 1 ชิ้น คือ ทับหลังเรื่องพระวิษณุอนันตศายิน ปัทมนาภะ หรือนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นนี้เคยประดับอยู่ที่ประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกของปราสาทองค์ด้านทิศเหนือ”<br />
ลุงเจ็กเสริมว่า “ชิ้นที่อยู่กรุงเทพฯนี้ ถึงแม้จะไม่มีชื่อเสียงโดงดังเหมือนของพนมรุ้ง แต่ก็จัดว่าฝีมือแกะสลักอยู่ในระดับทีเดียว”<br />
“น่าสนใจมากเลยครับ  ถ้ามีโอกาสจะต้องไปดูให้ได้”  บุญเพ็งพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางมุ่งมั่น<br />
“ทำไมเขาจึงเอาไปไว้กระจัดกระจายอย่างนั่นล่ะ  ยุกต์”  บุญเพ็งสงสัย<br />
“คงเพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมความงานโดยทั่วกันไงล่ะไม่ต้องเดินทางมาที่นี่”  ยุกต์ตอบง่ายๆไปตามเรื่อง<br />
“ดูแบบนั้นมันจะได้เรื่องได้ราวหรือได้รสชาติอะไรล่ะ”<br />
“คงดีกว่าไม่ได้ดู”  ยุกต์ตอบแบบขอไปที<br />
“ตอบให้มันเข้าท่าหน่อยซิ  ยุกต์”  บุญเพ็งแกล้วทำเป็นมีอารมณ์<br />
“กันว่าน่าจะนำกลับมาติดตั้งไว้อย่างเดิม  เอามารวมกันไว้ที่นี่”  บุญเพ็งเสนอแนะ<br />
“ลุงเจ็กล่ะ  คิดว่าควรจะเป็นอย่างไร”  บุญเพ็งโบ้ยมาทางลุงเจ็ก<br />
“คิดว่าน่าจะนำกลับมาไว้ที่เดิม เพราะสิ่งนี้เคยเป็นหนึ่งเดียวกัน ในอดีตเป็นศูนย์รวมความเลื่อมใสศรัทธาของผู้คนในท้องถิ่นที่นี่ ผมว่ามีนมีจิตวิญญาณ เราไม่ควรแยกเขาออกจากกัน” ลุงเจ็กเว้นจังหวะและอธิบายว่า เมื่อไม่มีทับหลัง ปราสาทก็ขาดชีวิตชีวาและจิตวิญญาณ<br />
ไม่สามารถสร้างอารมณ์ความรู้สึกในเรื่องคุณค่าทางความงามได้  เปรียบเสมือนการกินอาหารที่จืดชืด  ขาดรสชาติ<br />
“แล้วจะทำอย่างไรล่ะ  จึงจะได้รสชาติ”  ยุกต์ถามแซงขึ้นมา<br />
ลุงเจ็กเสนอแนะว่า  “เมื่อจะบูรณะ  ก็ควรนำทับหลังกลับมาติดไว้ที่เดิมด้วย”<br />
“ทำไม่ได้หรอก”  บุญเพ็ง  ออกความเห็น  กรมฯเขาไม่ยอม<br />
“ทีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของพนมรุ้ง  ยังเอากลับมาติดไว้ที่เดิมได้เลย  ทำไมที่นี่จะทำไม่ได้”  ลุงเจ็กเถียง  พร้อมยกตัวอย่าง<br />
“เออ! จริงของลุงแก”  บุญเพ็งเพิ่งนึกขั้นได้<br />
ลุงเจ็กเริ่มติดลม บรรยายต่อไปว่า “โบราณสถานนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน บูรณะแล้วหรือยังก็ตาม จะต้องหาวิธีการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนในปัจจุบันให้ได้”<br />
“จะมีวิธีการอย่างไรล่ะลุง”  ยุกต์ถาม<br />
“จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้  เข้าใจความหมาย  เห็นความสำคัญ  และรู้วิธีการนำมาใช้อย่างเคารพ  อย่างเห็นคุณค่าและความหมาย<br />
ที่สำคัญที่สุด ต้องคืนสมบัติเหล่านี้ให้แก่ชุมชน เพื่อชุมชนจะได้มีส่วนร่วมและมีบทบาทในการดูแลมรดกของชาติของประชาชนและท้องถิ่นร่วมกัน”<br />
บุญเพ็ง  ปรบมือให้กับลุงเจ็ก<br />
“เยี่ยม..เยี่ยมจริงๆ..ลุง”  บุญเพ็งชื่นชมลุกเจ็กอย่างออกหน้า<br />
“แล้วถ้าเกิดหายไปล่ะจะทำอย่างไร”  ยุกต์ทักท้วง<br />
“กลัวแต่จะหายนั่นแหละ  มีความคิดอยู่แต่ว่าเป็นสมบัติของตัวเอง  ก็เลยกลัว”  บุญเพ็งแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว<br />
“ความจริงแล้วมันเป็นสมบัติของชาติของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่นี่ ปัจจุบันองค์การชาวบ้านเขาเข้มแข็งมีความรู้ความเข้าใจในสมบัติส่วนรวมของทิ้งถิ่นดีแล้วปล่อยให้เขาดูแลกันเองได้”&#8230;<br />
“ส่วนเรื่องหายนั้น เป็นเรื่องพ้นยุคสมัยไปแล้ว ตื่นตระหนกกันไปเอง เห็นที่ปราสาทสระกำแพงน้อย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ทับหลังตั้งอยู่หน้าปราสาทไม่เห็นมีใครเอาไป” บุญเพ็ง อธิบายและทำมือไม้ประกอบ<br />
“จริงอย่างแกว่า  มีหลายแห่งที่ทิ้งกองอยู่  กันจะเอาเรื่องนี้ไปคิดดู”<br />
“ไม่เห็นต้องคิดอะไรเลย”  ลุงเจ็กเปรยขึ้นลอยๆ<br />
“แล้วลุงจะให้ทำอย่างไรล่ะ”  ยุกต์ถาม<br />
“นำทับหลังกลับมาไว้ที่เดิมก็สิ้นเรื่อง”<br />
“จะเอาอย่างนั้นเลยหรือลุง”<br />
“ถ้าเห็นว่าสิ่งที่จะทำถูกต้องดีงาม  ก็ต้องทำ  และมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้  ไม่วันใดวันหนึ่ง  มันต้องสำเร็จ”<br />
“ได้  ลุงเจ็ก  เอาอย่างนั้นก็ได้”<br />
เท่านั้นเอง  ลุงเจ็กถึงกับยิ้มออก  ดวงตามีประกายสดใสแสดงถึงความหวังอย่างเห็นได้ชัด<br />
“เออ!มันต้องอย่างนั้นซิวะเพื่อน”  บุญเพ็งพลอยดีอกดีใจไปกับลุงเจ็ก  และรู้สึกภูมิใจในตัวยุกต์ขึ้นมาทันที<br />
“นานๆ  เราจะมีความคิดตรงกัน  ต้องฉลองกันหน่อย”<br />
“เอ้า!  ยกแก้ว”  บุญเพ็งเชิญชวน<br />
ทั้งสามคนยกแก้วขึ้นชนกัน  ดื่มรวมเดียวหมด  คืนนั้นเราชนแก้วกันซ้ำซาก  อย่างมีความสุขสนุกสนานและอบอุ่นใจ</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-04-05/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-04-05/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 6 และ ตอนที่ 7</title>
		<link>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-06-07/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-06-07/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Jul 2008 22:00:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pixelbar</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลุงเจ็ก กู่สวนแตง]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=156</guid>
		<description><![CDATA[ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 6 สายมากแล้ว ดวงตะวันโผล่พ้นยอดไม้สูงขึ้นไป วันนี้อากาศสดชื่นแจ่มใส แสงแดดกล้าทาบทับองค์ปราสาททอดเป็นเงาคมชัดไปบนพื้นหญ้าที่เขียวสด บุญเพ็งและยุกต์เพิ่งจะตื่น ความจริงเขาอยากจะนอนต่อ แต่การงานที่รออยู่ จึงทำอย่างที่ใจต้องการไม่ได้ เมื่อคืนเขาไม่รู้ว่าอยู่กันดึกดื่นเท่าไร ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าลุกเจ็กแกลุกไปตั้งแต่เมื่อไร ที่รู้คือทุกคนสนุกสนานเป็นกันเอง พูดคุยถูกหูถูกคอกันดี เจ้ายุกต์ที่เคยเสียงแข็งไม่ยอมนำทับหลังกลับมาติดตั้งไว้ที่เดิมก็เสียง อ่อนลงและทำท่าเห็นดีเห็นงานไปด้วยดัน หรือยุกต์อาจเออออห่อหมกไปกับลุงเจ็ก เพราะเกรงใจก็ได้ มันเป็นคนอย่างนั้นอยู่ด้วย หลังจากช่วยกันเก็บสัมภาระแล้ว จึงออกไปหากินอาหารเช้า เสร็จแล้วกลับเข้าไปสำรวจ สเก็ตคร่าวๆ และบันทึกประเด็นสำคัญๆ ตกบ่ายทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย ก่อนกลับบุรีรัมย์ บุญเพ็งพายุกต์ไปดูกู่ฤาษีหรืออโรคยาศาลา สุขศาลาชุมชนในอดีต ซึ่งเป็นปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ที่บ้านกุฏิฤาษี หนอกเยือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกู่สวนแตงด้วย เผื่อมีงบประมาณเหลือจะได้บูรณะไปพร้อมกัน ถ้าทำได้จะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวของที่นี่อย่างยิ่ง ตอนค่ำ บุญเพ็ง ไปส่งยุกต์ขึ้นรถด่วนกลับกรุงเทพฯ เขาอยากจะถามใจยุกต์เกี่ยวกับทับหลังเหมือนกัน &#8230; <a href="http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-06-07/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 6 </strong></p>
<p>สายมากแล้ว ดวงตะวันโผล่พ้นยอดไม้สูงขึ้นไป วันนี้อากาศสดชื่นแจ่มใส แสงแดดกล้าทาบทับองค์ปราสาททอดเป็นเงาคมชัดไปบนพื้นหญ้าที่เขียวสด บุญเพ็งและยุกต์เพิ่งจะตื่น ความจริงเขาอยากจะนอนต่อ แต่การงานที่รออยู่ จึงทำอย่างที่ใจต้องการไม่ได้<br />
เมื่อคืนเขาไม่รู้ว่าอยู่กันดึกดื่นเท่าไร ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าลุกเจ็กแกลุกไปตั้งแต่เมื่อไร ที่รู้คือทุกคนสนุกสนานเป็นกันเอง พูดคุยถูกหูถูกคอกันดี เจ้ายุกต์ที่เคยเสียงแข็งไม่ยอมนำทับหลังกลับมาติดตั้งไว้ที่เดิมก็เสียง อ่อนลงและทำท่าเห็นดีเห็นงานไปด้วยดัน หรือยุกต์อาจเออออห่อหมกไปกับลุงเจ็ก เพราะเกรงใจก็ได้ มันเป็นคนอย่างนั้นอยู่ด้วย<br />
หลังจากช่วยกันเก็บสัมภาระแล้ว จึงออกไปหากินอาหารเช้า เสร็จแล้วกลับเข้าไปสำรวจ สเก็ตคร่าวๆ และบันทึกประเด็นสำคัญๆ ตกบ่ายทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย<br />
ก่อนกลับบุรีรัมย์ บุญเพ็งพายุกต์ไปดูกู่ฤาษีหรืออโรคยาศาลา สุขศาลาชุมชนในอดีต ซึ่งเป็นปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ที่บ้านกุฏิฤาษี หนอกเยือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกู่สวนแตงด้วย เผื่อมีงบประมาณเหลือจะได้บูรณะไปพร้อมกัน ถ้าทำได้จะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวของที่นี่อย่างยิ่ง<br />
ตอนค่ำ บุญเพ็ง ไปส่งยุกต์ขึ้นรถด่วนกลับกรุงเทพฯ เขาอยากจะถามใจยุกต์เกี่ยวกับทับหลังเหมือนกัน แต่ไม่อยากรบเร้าตอนนี้ ส่วนใจคิดถึงลุงเจ็ก เสียดายที่ไม่รูว่าบ้านแกอยู่ตรงไหน มัวแต่เมาเลยลืมถาม แต่ไม่เป็นไรกลับไปถามเขาแถวนั้นคงจะรู้จัก ลุงเจ๊กแกมีความรู้และแนวคิดที่น่าสนใจ</p>
<p><span id="more-156"></span><br />
สรยุกต์ ทองไทร กลับไปกรุงเทพฯ สองอาทิตย์แล้วบุญเพ็งยังไม่มีโอกาสไปกู่สวนแตงอีก เพราะการงานรัดตัว แต่รู้สึกว่าหลังจากคุยกับลุงเจ็กแล้วจิตใจเขาฝังแน่นอยู่กับ ทับหลังกู่สวนแตงที่จะต้องหาวิธีเอากลับมาไว้ที่เดิมให้ได้<br />
และอีกสองสามวันต่อมา บุญเพ็งก็ได้รับแฟ็กซ์จากยุกต์อีก ยุกต์บอกว่า ตั้งแต่กลับจากบุรีรัมย์ รู้สึกไม่ค่อยสบาย ป่วย ตกค่ำจะต้องมีอาการปวดหัวตัวร้อนอยู่เป็นประจำทุกวัน แต่ไม่ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ ไปหาหมอ หมอไม่เห็นบอกอะไร จัดยามาให้กิน ก็ยังไม่หายสักที ถ้าแกว่างมาเยี่ยมบ้าง คิดถึง<br />
บุญเพ็งเลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ  ด้วยเป้าหมายสองอย่างคือ  เยี่ยมเจ้ายุกต์  และติดตามเรื่องการบูรณะกู่สวนแตง<br />
ทั้งคู่พบกันที่สวนอาหารในห้างสรรพสินค้า  ตอนบ่ายๆ โต๊ะว่างเยอะแยะ  คุยกันได้อย่างสบายๆ<br />
“เป็นอย่างไรบ้านอาการป่วย”  บุญเพ็งถาม<br />
“กลับมาแย่เลย  ทุกเย็นจะครั่นเนื้อครั่นตัว  ปวดหัวตัวร้อน  นอนไม่หลับ  น้ำหนักลดลงไปหลายกิโล  ที่สำคัญ  มักจะฝันประหลาดๆ”<br />
“แกไปทำอะไรผิดที่ผิดทางมาหรือเปล่า”  บุญเพ็งซักไซ้<br />
“บ้า..ไม่มีหรอก”  ยุกต์ยืนยันขันแข็ง<br />
“แล้วเรื่องที่แกรับปากรับคำกับลุงเจ็กล่ะ”  บุญเพ็งทบทวนความจำยุกต์<br />
“รับปากแกเรื่องอะไรกัน”  ยุกต์  ทำท่าทางสงสัย<br />
“รับปากว่าจะดำเนินการเรื่องเอาทับหลังกลับคืนไปไว้ที่เดิมไงล่ะ”<br />
“กันก็ว่าไปอย่างนั้นแหละ” ยุกต์หัวเราะเบา ๆ “เกรงใจลุงแก พอดีลุงแกพูดเชิงท้าทายด้วย แกรู้อยู่แล้วนี่ว่าเรื่องนี้กรมฯไม่ยอมเด็ดขาด”<br />
“แกต้องพยายามหน่อยซิ ถ้าเห็นว่าสิ่งที่จะทำถูกต้องดีงาน ก็ต้องทำ และมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ จำไม่ได้รึ ลุงเจ็กแกว่าอย่างนั้น ส่วนจะได้ผลหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แกมีระดับเหมือนกันนี่ เขาอาจจะฟังก็ได้” บุญเพ็งเสนอแนะ<br />
“อย่าไปสนใจกับลุกเจ็ก  ลุกจั๊ก  อะไรนั่นดีกว่า  แกเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ”<br />
“แต่ลุงเจ็กแกมีความรู้นะ  อย่าไปดูถูกแก  ความคิดความอ่านใช้ได้ถือเป็นปราชญ์ท้องถิ่น<br />
กันนับถือแกมากเลย”  บุญเพ็งโต้<br />
“แกจะนับถืออะไรเป็นเรื่องของแก  กันไม่เกี่ยว”<br />
“แต่กันเห็นด้วยกับแนวคิดของแกเรื่องเอาทับหลังกลับคืน ที่มานี่นอกจากจะมาเยี่ยมแกแล้ว กะจะถามเรื่องทับหลังด้วยนะ ว่าแกจะเอาอย่างไร” บุญเพ็งถามแบบคาดคั้นคำตอบ<br />
“เออ! เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลา เก็บไว้คุยกันใหม่คืนนี้ดีกว่า” ยุกต์พูดเสียงอ่อนลง เมื่อเห็นบุญเพ็งเอาจริงเอาจัง<br />
“ได้  ตามใจแก”  บุญเพ็งรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์<br />
“งั้นตอนนี้ยังพอมีเวลา  ไปดูทับหลังกู่สวนแตงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกันเถอะ  เห็นลุงแกคุยนักหนาว่าเยี่ยม”  บุญเพ็งชวน<br />
เออดีเหมือนกัน</p>
<p><strong>ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 7 </strong></p>
<p>แล้วยุกต์กับบุญเพ็งพากันไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร พวกเขาตรงไปยังตึกที่มีการจัดแสดงศิลปะแบบเขมร ที่นั่นมีเทวรูปและทับหลังจากปราสาทต่าง ๆ หลายชิ้น เช่น จากปราสาทพนมวัน นครราชสีมา แต่ชิ้นที่จะไปดูนั้น เป็นทับหลังจากกู่สวนแตง<br />
ตอนนี้ทั้งบุญเพ็งและยุกต์มายืนอยู่ตรงหน้าทับหลังเรื่องนารายณ์บรรทมสินธุ์ และอยู่ดี ๆ ยุกต์ก็มีท่าทางตกใจกลัว ถึงกับผงะถอยออกมา ดวงตาเบิกกว้าง หน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ ผุดออกมาเต็มหน้า ทำท่าจะล้มลง<br />
บุญเพ็ง และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ฯ ที่ดูแลอยู่แถวนั้นต้องเข้าช่วยประคองและพายุกต์ไปที่ห้องพักใกล้ ๆ บุญเพ็งใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้ยุกต์ เจ้าหน้าที่ช่วยพัดและให้ยาดม<br />
สักครู่ยุกต์จึงรู้สึกตัว<br />
“เป็นอย่างไรบ้าง  ค่อยยังชั่วหรือยัง”  บุญเพ็งถามอย่างเป็นห่วง<br />
“ดีขึ้นแล้วละ”  ยุกต์ตอบเบา ๆ  หน้ายังซีดและปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัว<br />
“เออ!  บุญเพ็ง  เมื่อกี้แกเห็นอะไรหรือเปล่าวะ”  ยุกต์กระซิบ<br />
“เห็นอะไร  ที่ไหน”  บุญเพ็ง  ทำหน้าสงสัย<br />
“ในทับหลังไงล่ะ  คนที่นั่งอยู่น่ะ  มันลุงเจ็กชัด ๆ<br />
ไม่ว่าจะหน้าตา  ท่าทาง  หรือเครื่องแต่งกาย”<br />
“แกถ้าจะบ้า  กันไม่เห็นมีอะไรเลย  พิษไข้คงจะขึ้น”<br />
“ไม่ใช่พิษไข้หรอก  กันเห็นจริง ๆ “  ยุกต์เถียง<br />
“แกคงจะเหนื่อยมาก  กลับบ้านไปพักผ่อนกันดีกว่า  เดี๋ยวจะไปกันใหญ่”  บุญเพ็งสรุป  สีหน้าวิตกกังวล<br />
“ยังไม่กลับหรอก”  ยุกต์ปฏิเสธ<br />
“แกช่วยไปหาซื้อพวงมาลัยให้ซักพวงซิ”<br />
“แกจะเอามาทำอะไร”  บุญเพ็งถามอย่างสงสัย<br />
“ช่างเถอะ  ไม่ต้องถามหรอก  ไปซื้อมาก็แล้วกัน”<br />
“ได้..แล้วแต่แก”<br />
ยุกต์ให้บุญเพ็งพากลับไปที่ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากกู่สวนแตงอีกครั้ง เขาค่อย ๆ วางพวงมาลัยไว้ที่มุมทับหลังด้วยมืออันสั่นเทา พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ<br />
“ลุงเจ็กครับ  ผมสัญญา  ผมจะพาลุงกลับบ้านให้ได้”</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-06-07/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/short-story/uncle-jek-06-07/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาจารย์ปู่</title>
		<link>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jul 2008 21:50:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[Add new tag]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=96</guid>
		<description><![CDATA[อาจารย์ปู่ รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ ภาพ : อรรถกานต์ เอกศิลป์บุรีรัมย์ “วันหยุดนี้เราจะไปเที่ยวแบบ”วันเดย์ทัวร์”ที่ไหนกันดี” อาจารย์ส่งเสริมหัวหน้าโปรแกรมวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ปรารภกับอาจารย์ในโปรแกรมฯ อาจารย์บำรุง สอนวิชาประวัติศาสตร์ที่เพิ่งบรรจุมาใหม่ หลุดปากออกมาโดยไม่ได้คิดว่า “พนมรุ้ง” อาจารย์หลายคนที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก อาคารศิลปะดนตรี นาฏศิลป์หลังใหม่ ตามโครงการจัดตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์ ที่ทั้ง ศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ ยังตกลงกันไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร หันไปมองเป็นจุดเดียวกัน อาจารย์พัฒนา สอนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ที่เพิ่งบรรจุใหม่อีกคน แย้งขึ้นว่า “เราจะไปเที่ยวไม่ได้ไปทัศนศึกษา “พนมรุ้ง..รึ..น่าเบื่อจะตาย” ! อาจารย์บำรุงที่เสนอว่า ไปพนมรุ้ง นั่งก้มหน้านิ่งอย่างรู้สึกผิด ส่วนอาจารย์ส่งเสริม นั่งจิบกาแฟเฉย ไม่ปริปากพูดอะไร คงปล่อยให้ว่ากันไป “ทำงานหนักมาตั้งห้าวันแล้ว ไปเที่ยวที่สบายๆ สักแห่งก็ดี &#8230; <a href="http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #003366;">อาจารย์ปู่</span></h2>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/poo.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88]'><img class="alignnone size-medium wp-image-141" title="poo" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/poo-219x300.jpg" alt="" width="198" height="273" /></a></p>
<p><em>ภาพ : อรรถกานต์ เอกศิลป์บุรีรัมย์</em></p>
<p>“วันหยุดนี้เราจะไปเที่ยวแบบ”วันเดย์ทัวร์”ที่ไหนกันดี” อาจารย์ส่งเสริมหัวหน้าโปรแกรมวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ปรารภกับอาจารย์ในโปรแกรมฯ<br />
อาจารย์บำรุง  สอนวิชาประวัติศาสตร์ที่เพิ่งบรรจุมาใหม่  หลุดปากออกมาโดยไม่ได้คิดว่า “พนมรุ้ง”<br />
อาจารย์หลายคนที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก  อาคารศิลปะดนตรี  นาฏศิลป์หลังใหม่  ตามโครงการจัดตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์  ที่ทั้ง ศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์  ยังตกลงกันไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร  หันไปมองเป็นจุดเดียวกัน<br />
อาจารย์พัฒนา สอนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ที่เพิ่งบรรจุใหม่อีกคน  แย้งขึ้นว่า “เราจะไปเที่ยวไม่ได้ไปทัศนศึกษา “พนมรุ้ง..รึ..น่าเบื่อจะตาย” !<br />
อาจารย์บำรุงที่เสนอว่า  ไปพนมรุ้ง  นั่งก้มหน้านิ่งอย่างรู้สึกผิด<br />
ส่วนอาจารย์ส่งเสริม  นั่งจิบกาแฟเฉย  ไม่ปริปากพูดอะไร  คงปล่อยให้ว่ากันไป<br />
“ทำงานหนักมาตั้งห้าวันแล้ว  ไปเที่ยวที่สบายๆ สักแห่งก็ดี  อาจารย์อีกคนออกความเห็น  ซึ่งทำให้อาจารย์หลายคนในห้องดูหน้าตาสดใสขึ้น<br />
“น่าจะเป็นทะเล  หรือไม่ก็น้ำตก  ร้อนๆ อย่างนี้”  อาจารย์อีกท่านหนึ่งเสริม<br />
“หัวหิน  เป็นไง”  อาจารย์พัฒนา  ระบุสถานที่ท่องเที่ยว<br />
“ไกลไป  วันเดียวไปไม่ทันหรอก”  อาจารย์ที่รู้เส้นทางดีขัดขึ้น<br />
“งั้น “เกาะเสม็ด  ระยอง”  ไม่ไกลเกินไปด้วย”  ส่วนอาจารย์อีกคนว่า  “แค่เขื่อนลำนางรองก็พอ”<br />
ก็อภิปรายกันอยู่นานพอสมควร แต่สรุปอะไรไม่ได้<br />
อาจารย์รักษา หรือที่พวกเราชอบเรียกกันว่าอาจารย์ปู่  เป็นอาจารย์อาวุโส  ซึ่งจะเกษียรในอีกสองปีข้างหน้าสอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์  เปรยขึ้นว่า  “ไปพนมรุ้งก็ดีเหมือนกัน”<br />
เท่านั้นเอง  อาจารย์ทุกคนก็นิ่งเงียบกันหมด  ไม่มีใครออกความเห็นเป็นอย่างอื่นเลย  ถึงแม้จะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก<br />
เหมือนเดิม  เสียงเดียวชนะขาด  นี่มันอะไรกันวะ ! อาจารย์อีกคนสบถในใจ</p>
<p>“ทนไปอีกสองปี  เดี๋ยวแกก็ไปแล้วล่ะ”  อาจารย์พัฒนาหันไปกระซิบที่ข้างหูอาจารย์อีกคน  ซึ่งพยักหน้ารับแสดงว่าเห็นคล้อยตามด้วย</p>
<p>สุดท้าย  อาจารย์ส่งเสริม  สรุปว่า  เราจะไปพนมรุ้งกัน</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มลทินกรรม</title>
		<link>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Jul 2008 13:47:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มลทินกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=88</guid>
		<description><![CDATA[มลทินกรรม 1 เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็น ถนนหนทางเฉอะแฉะ เนื่องจากฝนที่พรำมาตั้งแต่เมื่อคืน และเพิ่งจะซาเม็ดไปเมื่อครู่ ที่หน้าบริเวณโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ซึ่งแออัดไปด้วยร้านค้าแผงลอยและ ยวดยานพาหนะพวกสามล้อ สามล้อเครื่อง และรถยนต์ ทั้งที่สัญจรไปมาและจอดเรียงรายตาม ข้างถนนดูสับสนวุ่นวายอยู่แล้วนั้น เมื่อฝนหยุดตกบริเวณดังกล่าวยิ่งดูจอแจมากขึ้นไปอีกจากผู้คนที่เดินข้ามถนนไปมา ต่างรีบร้อนหาซื้อสิ่งของเครื่องใช้และอาหารการกินกันขวักไขว่ เพราะเกรงว่าฝนจะตกลงมาอีก ส่วนภายในบริเวณโรงพยาบาล ก็มีสภาพไม่แตกต่างไปจากข้างนอกมากนัก โดยเฉพาะบริเวณตึกคนไข้นอก ที่นอกจากจะเต็มไปด้วยคนไข้ที่เตรียมตัวมาเข้าคิวรอรับการรักษาแล้ว ยังมีญาติพี่น้องที่ติดตามมาดูแล ญาติของผู้ป่วยที่มาเยี่ยมไข้และที่มาเยี่ยมญาติแล้วไม่ได้กลับเพราะบ้านอยู่ไกล ก็นั่ง นอนยืนเดินกันอยู่ตามระเบียงทางเดินและที่ว่างระหว่างตึกเต็มไปหมด สังเกตเห็นได้ว่า ทุกคนมีใบหน้าหม่นหมอง ดวงตาปรากฏร่องรอยของความวิตกกังวลกับโชคชะตา ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่มุมห้องชั้นสองตึกอายุรกรรม ผมมาอยู่เฝ้าไข้ สด โคกกระสัง เพื่อนสนิท ซึ่งป่วยนอนหลับพักฟื้นอยู่บนเตียง และเนื่องจากสดยังเป็นโสด อยู่ตัวคนเดียวพ่อแม่พี่น้องเสียไปหมดแล้ว ช่วงนี้ผมจึงต้องเดินทางมาบุรีรัมย์บ่อยขึ้น ก็จำเป็นต้องช่วยดูแลกันไป ผลัด เปลี่ยนกับครูเอื้อนที่อยู่บ้านตาเป็ก เพื่อนสนิทอีกคนของสด &#8230; <a href="http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/montin-1.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-163" style="float: left; margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="montin-1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/montin-1.jpg" alt="" width="159" height="227" /></a></h3>
<h3>มลทินกรรม</h3>
<p>1</p>
<p>เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็น  ถนนหนทางเฉอะแฉะ  เนื่องจากฝนที่พรำมาตั้งแต่เมื่อคืน   และเพิ่งจะซาเม็ดไปเมื่อครู่ ที่หน้าบริเวณโรงพยาบาลบุรีรัมย์  ซึ่งแออัดไปด้วยร้านค้าแผงลอยและ ยวดยานพาหนะพวกสามล้อ  สามล้อเครื่อง  และรถยนต์  ทั้งที่สัญจรไปมาและจอดเรียงรายตาม ข้างถนนดูสับสนวุ่นวายอยู่แล้วนั้น  เมื่อฝนหยุดตกบริเวณดังกล่าวยิ่งดูจอแจมากขึ้นไปอีกจากผู้คนที่เดินข้ามถนนไปมา  ต่างรีบร้อนหาซื้อสิ่งของเครื่องใช้และอาหารการกินกันขวักไขว่  เพราะเกรงว่าฝนจะตกลงมาอีก</p>
<p>ส่วนภายในบริเวณโรงพยาบาล  ก็มีสภาพไม่แตกต่างไปจากข้างนอกมากนัก  โดยเฉพาะบริเวณตึกคนไข้นอก  ที่นอกจากจะเต็มไปด้วยคนไข้ที่เตรียมตัวมาเข้าคิวรอรับการรักษาแล้ว  ยังมีญาติพี่น้องที่ติดตามมาดูแล  ญาติของผู้ป่วยที่มาเยี่ยมไข้และที่มาเยี่ยมญาติแล้วไม่ได้กลับเพราะบ้านอยู่ไกล  ก็นั่ง นอนยืนเดินกันอยู่ตามระเบียงทางเดินและที่ว่างระหว่างตึกเต็มไปหมด  สังเกตเห็นได้ว่า  ทุกคนมีใบหน้าหม่นหมอง  ดวงตาปรากฏร่องรอยของความวิตกกังวลกับโชคชะตา</p>
<p>ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่มุมห้องชั้นสองตึกอายุรกรรม  ผมมาอยู่เฝ้าไข้  สด  โคกกระสัง เพื่อนสนิท  ซึ่งป่วยนอนหลับพักฟื้นอยู่บนเตียง  และเนื่องจากสดยังเป็นโสด  อยู่ตัวคนเดียวพ่อแม่พี่น้องเสียไปหมดแล้ว  ช่วงนี้ผมจึงต้องเดินทางมาบุรีรัมย์บ่อยขึ้น  ก็จำเป็นต้องช่วยดูแลกันไป  ผลัด เปลี่ยนกับครูเอื้อนที่อยู่บ้านตาเป็ก  เพื่อนสนิทอีกคนของสด</p>
<p>ผมรู้สึกวิตกกังวลกับอาการป่วยของสดค่อนข้างมากและจะหันไปมองสดบ่อยๆ  เมื่อเห็นว่า ยังหลับอยู่ก็ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไปอย่างสงบ  ผมและสดสนิมกันมาตั้งแต่เด็กโตขึ้นยังไปเรียนสถาบันเดียวกันอีกด้วย  สดป่วยและมีอาการทางประสาทถึงวันนี้ก็หนึ่งเดือนพอดี  สดเข้าโรง     พยาบาลมาสองครั้งแล้ว  ครั้งแรกเมื่อตอนเริ่มป่วย  จากนั้นก็พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน  และครั้งนี้  ร่างกายอ่อนเพลียมากจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีก</p>
<p>สด  โคกกระสัง  หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบ  ผิวค่อนข้างคล้ำ  รูปร่างท้วม  ไว้ผมรองทรง  อดีตเคย เป็นครูประชาบาล  แต่ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว  ปัจจุบันเป็นกรรมการ อบต.ด้วย  เขาเรียนมา  ทางโบราณคดี  จึงสนใจเรื่องชุมชนโบราณและภูมิปัญญาท้องถิ่น  เขามุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของประชาชน  มีผลงานการศึกษาค้นคว้าเผยแพร่กว้างขวางจนเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป</p>
<p>สด  เริ่มมีอาการทางประสาท  หลังจากเข้าไปศึกษาเรื่องราวของทับหลังปราสาทในป่าเขต ชายแดนเขมร  ถึงแม้อาการป่วยของเขาจะไม่มากนัก  แต่บางครั้งรุนแรงจนน่าเป็นห่วง  เขามักจะพูดจาวกวน  ดวงตาเหม่อลอย  ซึมเศร้า  ผวา  ตื่นกลัวและแสดงพฤติกรรมประหลาดๆ  สำหรับ  คราวนี้ถึงกับไม่ยอมหลับยอมนอนขนกรวดขนหินเป็นการใหญ่  ร่างกายอ่อนเพลียเลยต้องเข้าโรง   พยาบาลถ</p>
<p><span id="more-88"></span></p>
<p>2</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/montin-2.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-164" style="float: left; margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="montin-2" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/montin-2.jpg" alt="" width="178" height="168" /></a></p>
<p>เกือบเที่ยงแล้ว  ท้องฟ้ายังชุ่มฉ่ำน้ำ  ฝนที่เริ่มตกลงมาอีกตั้งแต่ตอนสายต่อเนื่องมาจากเมื่อ คืนเพิ่งจะหยุดตกไปเมื่อครู่  เมฆสีเทาดำกระจายอยู่ทั่วไป  และเคลื่อนลอยไปตามแรงลมบน  ผม   เห็นสดลืมตาขึ้นช้าๆ  เห็นเขาค่อยๆเหลียวมองไปรอบๆและแสดงอาการประหลาดใจเมื่อเหลือบมา ทางผม  ผมจึงเลื่อนเก้าอี้ไปนั่งที่ข้างเตียง  และเอื้อมมือไปจับแขนเขาพร้อมกับ ถามว่า&#8221;เป็นอย่างไรบ้าง อาการดีขึ้นไหม&#8221;สดไม่ตอบ  แต่กลับถามผมว่า  &#8220;ที่นี่ที่ไหน&#8221;<br />
&#8220;โรงพยาบาลบุรีรัมย์&#8221; ผมตอบเบาๆ<br />
&#8220;แล้วเรามาทำอะไรกันที่นี่ล่ะ?&#8221;<br />
&#8220;ก็แกป่วย&#8221;<br />
&#8220;ป่วย&#8221; สดทวนคำ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยและเริ่มเข้าใจเมื่อมองดูอุปกรณ์และชุดที่ตัวเอง สวมใส่อยู่ ก่อนที่จะถามผมต่อว่า&#8221;ป่วยเป็นอะไร&#8221;<br />
&#8220;ก็มีอาการทางประสาท&#8221; &#8220;กันนะรึ มีอาการทางประสาท แกจะบ้าหรืออย่างไร&#8221; สดพูดพร้อมกับดึงตัวลุกขึ้นนั่ง มีท่าทางสับสน<br />
&#8220;บ้าหรือไม่บ้า แกก็ป่วยมาเป็นเดือนและมานอนอยู่ที่นี่สองสามวันแล้ว&#8221; ผมยืนยัน<br />
&#8220;ป่วยเป็นเดือนแล้ว&#8221; สดอุทาน และบ่นพึมพรำ &#8220;เป็นไปได้อย่างไรกัน&#8221;<br />
ผมเริ่มสังเกตเห็นว่าสติสตังของสดกลับคืนมาเป็นปกติและไม่ปรากฏอาการของคนป่วยหลงเหลืออยู่ เลย<br />
&#8220;ทำไมมันเกิดหายขึ้นมารวดเร็วขนาดนี้นะ!  เมื่อวานยังเลอะเลือนอยู่เลย  คงเป็นบุญของมัน  ขอให้มันหายขาดเถอะ&#8221; ผมภาวนาในใจ<br />
&#8220;ไหนแกลองเล่าซิ ว่าเรื่องมันเป็นมาอย่างไร?&#8221;  สดถามผมในขณะที่หน้าตายังมีอาการงุนงง<br />
&#8220;ก็เมื่อเดือนที่แล้ว แกไปหาครูเอื้อน ที่บ้านตาเป็ก แล้วเกิดป่วยครูเอื้อนเลยพามาส่งโรงพยาบาล เมื่อหมอตรวจดูอาการ ปรากฏว่าแกไม่เป็นอะไรมาก เพียงแค่มีอาการอ่อนเพลียและเครียด หมอให้อยู่  โรงพยาบาลสองวันก็ให้กลับไปพักผ่อนที่บ้าน&#8221;<br />
&#8220;แล้วอย่างไรอีก ทำไมถึงมานอนอยู่ที่นี่ล่ะ?&#8221;  สดถามต่อและเอนตัวลงนอนฟังผมเล่าอย่างครุ่นคิด<br />
&#8220;ก็แทนที่แกจะหายอย่างที่หมอว่า แกกลับเครียดมากขึ้นและเริ่มมีอาการทางประสาท รู้เปล่า  ครั้ง สุดท้าย  แกเที่ยวขุดดินขนกรวนขนหินไปทั่วบริเวณบ้าน  ไม่ยอมพักผ่อนหลับนอน  เลยต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีก&#8221;<br />
&#8220;บ้า  กันทำถึงขนาดนั้นเชียวรึ  ตลกน่าดูเลย&#8221; สดพูดพร้อมกับยกมือขึ้นดู  &#8220;มือหยาบขึ้นจริงๆ&#8221;  สดคิดในใจ<br />
&#8220;ก็นั่นนะซิ&#8221; &#8220;แล้วแกไปทำอะไรมา  ถึงได้เลอะเลือนไปขนาดนั้น&#8221;  ผมถาม<br />
&#8220;จำไม่ได้เลย  ก็ยังงงๆไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้&#8221;<br />
&#8220;งงอย่างไร?&#8221;  ผมซัก<br />
&#8220;กันรู้สึกว่ากำลังพูดคุยอยู่กับครูเอื้อนที่บ้านตาเป็ก  กันเหนื่อย  สับสนและเครียด  หลับตา  เอน  หลังพิงหนักเก้าอี้  และเมื่อกี้นี้  กันลืมตาขึ้นมา  แทนที่จะอยู่ที่บ้านตาเป็กกับครูเอื้อนกลับมาอยู่กับแกที่โรงพยาบาล  เลยทำให้งง  เท่านั้นยังไม่พอ  แกยังบอกว่า  กันป่วยมาเป็นเดือน  ยิ่งงงใหญ่เลย &#8220;บ้าบอคอแตกจริงๆ&#8221;<br />
&#8220;ใช่!  ก็บ้าๆบอๆ  ทำอะไรทุเรศหลายอย่างไม่อยากจะเล่า&#8221;<br />
&#8220;ไม่ต้องเล่าหรอก  มันทุเรศสำหรับคนไม่บ้า  ส่วนคนบ้า  สิ่งที่ทำมันเป็นเรื่องปกติ&#8221;<br />
&#8220;แล้วนี่แกหายจริงๆหรือ&#8221;  ผมถามเพื่อความแน่ใจ<br />
&#8220;กันไม่ได้เป็นอะไร  เพียงแค่หลับตาและลืมตาขึ้นมาเท่านั้น&#8221;  สดยืนยัน<br />
&#8220;ฮึ..ฮึ&#8221; ผมหัวเราะในลำคอ &#8220;แต่ตอนที่แกหลับตานั่นแหละหนึ่งเดือนเต็มๆ พวกเราวุ่นวายกันไปหมด&#8221;<br />
&#8220;ฮะ&#8230;ฮะ&#8221;  สดหัวเราะชอบอกชอบใจ  และปรารภขึ้นว่า &#8220;กันไม่เป็นอะไรแล้ว  แกช่วยทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้ทีเถอะ  อยากกลับบ้านแล้วละ&#8221;</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปราสาทโคกงิ้ว  กับ  เด่น  บ้านด่าน</title>
		<link>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Jul 2008 15:06:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องสั้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=87</guid>
		<description><![CDATA[ปราสาทโคกงิ้ว (ถ่ายจากด้านหลัง) อ.ประคำ จ.บุรีรัมย์ ปราสาทโคกงิ้ว กับ เด่น บ้านด่าน รศ. วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ หน้าฝนปี 2000 นี่ตกชุกจริงๆ ตกแทบจะทุกวัน บางวันตกตลอดทั้งวันเลยมองไปทางไหนก็ชุ่มฉ่ำเฉอะแฉะไปหมด ต้นไม้เปียกปอนใบเขียวสดสะอาดตา ดูแล้วน่าจะสดชื่น แต่ที่ไหนได้ไข้หวัดเล่นงานผู้คนเสียงงอมแงม มีหลายคนดูหงอยๆ เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็ไม่ค่อยจะดี เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายและนานวันกว่าจะหาย ยิ่งฝนตกทุกวันอย่างนี้ยิ่งแย่ ฝนแต่ละเม็ดที่ถูกตัวเหมือนกับฝนพิษที่ทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นไข้ บางครั้งเพียงแค่ละอองฝนโชยพัดมาโดนเท่านั้นแหละ เนื้อตัวก็ร้อนผ่าวไปหมด เซน-ซิทีฟ จริงๆ ผมนั่งรำพึงรำพันในใจอยู่ที่หน้าตึก เสียง เด่น บ้านด่าน ศิษย์ที่ใกล้ชิด เปรยขึ้นเบา ๆ ว่าอาจารย์ครับ “ข้อเขียนเรื่อง กู่ฤาษีของอาจารย์ อ่านแล้วน่าเบื่อจังเลย” &#8230; <a href="http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%9a/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/kok.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%9a]'><img class="alignnone size-medium wp-image-215" title="kok" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/kok-199x300.jpg" alt="" width="199" height="300" /></a></p>
<p><em>ปราสาทโคกงิ้ว (ถ่ายจากด้านหลัง) อ.ประคำ จ.บุรีรัมย์</em></p>
<p><strong><span style="color: #003300;">ปราสาทโคกงิ้ว  กับ  เด่น  บ้านด่าน</span></strong></p>
<p>รศ. วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>หน้าฝนปี  2000  นี่ตกชุกจริงๆ  ตกแทบจะทุกวัน  บางวันตกตลอดทั้งวันเลยมองไปทางไหนก็ชุ่มฉ่ำเฉอะแฉะไปหมด  ต้นไม้เปียกปอนใบเขียวสดสะอาดตา  ดูแล้วน่าจะสดชื่น  แต่ที่ไหนได้ไข้หวัดเล่นงานผู้คนเสียงงอมแงม  มีหลายคนดูหงอยๆ<br />
เมื่ออายุมากขึ้น  ร่างกายก็ไม่ค่อยจะดี  เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายและนานวันกว่าจะหาย  ยิ่งฝนตกทุกวันอย่างนี้ยิ่งแย่  ฝนแต่ละเม็ดที่ถูกตัวเหมือนกับฝนพิษที่ทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นไข้  บางครั้งเพียงแค่ละอองฝนโชยพัดมาโดนเท่านั้นแหละ  เนื้อตัวก็ร้อนผ่าวไปหมด  เซน-ซิทีฟ จริงๆ  ผมนั่งรำพึงรำพันในใจอยู่ที่หน้าตึก<br />
เสียง  เด่น  บ้านด่าน  ศิษย์ที่ใกล้ชิด  เปรยขึ้นเบา ๆ  ว่าอาจารย์ครับ  “ข้อเขียนเรื่อง  กู่ฤาษีของอาจารย์  อ่านแล้วน่าเบื่อจังเลย”<br />
“ก็ต้องหน้าเบื่อเป็นธรรมดาเพราะว่าเป็นเรื่องของข้อมูล”  ผมตอบแบบป้องกันตัวเองได้โดยอัตโนมัติ “ไม่มีวิธีนำเสนออย่างอื่นหรือครับ”  เด่น  ถาม  “ก็มี  แต่ค่อนข้างยาก  เรื่องของข้อมูล  เขียนเล่นเขียวหัวไปข้อมูลก็ไม่น่าเชื่อถือ” ผมหันหน้าไปทาง  เด่น  “ไหนลองยกสักตัวอย่างซิครับอาจารย์”  “ก็ได้ และตอนนี้มีข้อมูลของอโรคยาศาลที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเรา”  ผมชูกระดาษอวด  เด่น</p>
<p><span id="more-87"></span></p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/kok-1.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%9a]'><img class="alignnone size-medium wp-image-216" title="kok-1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/kok-1-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p><em>ภายในคูหาปราสาท  ช่าวบ้านกำลังทำพิธีกรรม</em></p>
<p>“อยู่ที่ไหนครับอาจารย์”  เด่นถาม  ขยับมาใกล้  แสดงอาการอยากรู้  “ อยู่ที่หมู่  3  บ้านโคกงิ้ว  ตำบลปะคำ  อำเภอปะคำ  จังหวัดบุรีรัมย์  พิกัดภูมิศาสตร์  เส้นรุ้ง  14  องศา  27  ลิบดา  45  ฟิลิบดา  เหนือเส้นแวง  102  องศา  43  ลิปดา  55  ฟิลิบดา  ตะวันออก”  ผมอ่านให้เด่นฟัง<br />
“วิชาการอีกแล้ว  ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”  เด่น  พ้อ  “เอาอย่างนี้อีกว่า  เด่น  ไป  จากอำเภอเมืองบุรีรัมย์  ใช้ทางหลวงหมายเลข  218  บุรีรัมย์ – นางรอง  ระยะทางประมาณ  65  กิโล  จากอำเภอนางรองใช้ทางหลวงหมายเลข  348  นางรอง-ปะคำ  ระยะทาง  ประมาณ  22  กิโล  ก่อนเข้าตัวอำเภอปะคำ  ประมาณ  2  กิโล  วัดโคกงิ้วจะอยู่ทางขวามือ  ปราสาทตั้งอยู่ทางทิศจะวักตกเฉียงเหนือภายในวัดรวมระยะทางจากบุรีรัมย์ประมาณ  85  กิโล”  “อย่างนี้ค่อยรู้เรื่องหน่อย”  เด่นทำท่าเข้าใจ<br />
“ก็เป็นปราสาทประเภทอโรคยาศาล  หรือ  โรงพยาบาล  จึงมีรูปแบบเดียวกับอโรคยาศาลทั่วไป คือมี<br />
หนึ่ง  ปราสาทประธานเป็นอาคารรูปสีเหลี่ยมจตุรัสย่อมุมขนาดประมาณ  5  เมตร  ก่อด้วยศิลาแลง  หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ด้านหน้ามีมุขยื่นออกมาทำเป็นประตูทางเข้า  ส่วนอีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก  กรอบประตูทางเข้าทำด้วยหินทรายหลังคาส่วนที่เป็นมุขยื่นออกมาพังแล้ว<br />
สอง  บรรณาลัย  เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ขนาดประมาณ  4  คูณ  7  เมตร  ก่อด้วยศิลาแลงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน  ส่วนที่เป็นหลังคาพังแล้ว  ที่น่าสนใจก็คือประตูทางเข้าบรรณาลัยแทนที่จะอยู่ทางทิศตะวันตก  แต่กลับอยู่ทางทิศใต้  ไม่เหมือนกับอโรคยาศาลแห่งอื่นๆ<br />
สาม  กำแพงแก้ว เป็นกำแพงสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ขนาดกว้างยาว  25  เมตร ก่อด้วยศิลาแลงมีซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก<br />
สี่  โคปุระ  หรือซุ้มประตูทางเข้า  รูปกากบาท  ก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย  มีสภาพปรักหักพัง<br />
ห้า  บาราย หรือสระน้ำตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือสภาพตื้นเขินจนเกือบจะดูไม่ออก  และด้านหน้าปราสาทมีสระน้ำขนาดใหญ่  ซึ่งบางส่วนถูกถมทำเป็นถนนสายนางรอง-ปะคำที่ยังเหลืออยู่ขุดลอกเรียบร้อยแล้ว”<br />
ผมอธิบายเสียยืดยาว  พร้อมเขียนแผนผังประกอบ  “ฟังดูก็คล้ายๆ กับอโรคยาศาลแห่งอื่นๆ  ทั่วไป”  เด่น บ้านด่านออกความคิดเห็น  “ใช่แล้ว”  ผมตอบและเน้นว่า  “แต่ที่นี่  เราพบจารึกนะ”  “ศิลาจารึกหรือครับ”  “ไม่ใช่  เป็นจารึกบนแผ่นสำริดรูปวงโค้ง  สูง  13.5  เซน  กว้าง  21.7  เซน  จารึกด้วยอักษรและภาษาขอม” “จารึกว่าอย่างไรครับอาจารย์” “จารึกว่า  มหาศักราช  1115  ไทยธรรมของพระบาทกมรเตงอญศรีชยวรมเทวะ  ถวายแด่พระอโรคยาศาล  ณ  วิเรนทรปุระ”  “มหาศักราช  1115  ตรงกับ  พ.ศ.  อะไรครับ อาจารย์” “ มหาศักราช (ม.ศ.) เป็นศักราชที่เริ่มเมื่อ พ.ศ. 621 อาจเกี่ยวข้องกับปีครองราชย์ของพระเจ้ากนิษกะ กษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรกุษาณะ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย  มหาศักราชแพร่เข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้จารึกต่าง ๆ ที่พบ จะใช้มหาศักราชเป็นส่วนใหญ่” “ก็ตรงกับ พ.ศ. 1736”  เด่น ทำท่าคิดบวกเลข  “ถูกต้อง เก่งมาก”  “แล้วพระบาทมกรเตงอญศรีชยวรมเทวะ  ผมเดาว่า  คงเป็นพระเจ้าชัย   วรมันที่  7”<br />
“ถูกต้องเดาได้เก่งมาก”  ผมชมเด่น  “แล้ววิเรนทรปุระ  ก็คงเป็นเมือง”  “เป็นเมืองแน่นอนเพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเท่านั้น”  “ก็คงแถวนั้นแหละ”  “เดาอีกแล้ว  แต่ก็อาจเป็นได้หากมีหลักฐานสนับสนุน”  “แล้วพบอะไรอีกครับอาจารย์”  เด่นถามต่อ  “พบรูปแกะสลักด้วยหินทราย  และรูปพระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร  ปัจจุบันเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร  กทม.  “ผมว่าปราสาทบ้านโคกงิ้วคงสร้างในพุทธศตวรรษที่  18  สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่  7    แห่งราชอาณาจักรเขมร” เด่น  ออกความเห็น  “ถูกต้อง”  “กรมศิบป์ฯ  เขาขึ้นทะเบียนไว้แล้วใช่ไหมครับ”  “ใช่แล้ว  มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เล่มที่  52  ตอนที่  75  วันที่  8  มีนาคม  2478  และประกาศกำหนดเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเล่ม  100  ตอนที่  36  วันที่  15  มีนาคม  2526  เนื้อที่  1  ไร่  3 งาน  87  ตารางวา”  ผมอ่านให้เด่นฟัง<br />
“อาจารย์ไปดูมากี่ครั้งแล้วครับ”  “ยังไม่ถึงสิบครั้งเลย เมื่อเดือนที่แล้วก็ไป”  ผมตอบ  และอธิบายว่า  “ปราสาทตั้งอยู่ในวัด  อาจเป็นสำนักสงฆ์  เพราะยังไม่เห็นมีอะไรมาก มีเพียงศาลากับกุฏิ  ในคูหาปราสาทมีคนนำพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยและเหวัชระ เทพผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนามหายานไปประดิษฐานไว้   มีชาวบ้านมากราบไหว้บูชากันมากมายเลย แสดงว่าสถานที่นี้ยังเป็นที่เคารพสักการะของชุมชน”  “กรมศิลป์ฯ  เขาบูรณะหรือยังครับ”  “ยังเลย  ปราสาทจึงชำรุดทรุดโทรมมาก  เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ไปดู  เห็นวัดกำลังปรับพื้นที่  และตัดถนนเข้าไปใกล้  ต้องมีผลกระทบกับโบราณสถานแน่นอน”  แล้วมีอะไรน่าสนใจอีกครับ”  “ก็มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมดูร่มรื่นดี  รอบๆ  เป็นที่นา  สระน้ำโบราณตื้นเขินจนเกือบมองไม่เห็น มีศาลปู่ตา  2  ศาล  ตั้งอยู่ด้านหน้า  กำแพงแก้ว  และบรรณาลัย  ถูกดินทับถมเกือบมิดแล้ว  เท่าที่สังเกตได้ก็มีเท่านี้”<br />
“ก็เป็นปราสาทที่น่าสนใจนะครับอาจารย์”  “ก็น่าสนใจ  แต่ขาดการเอาใจใส่ดูแลรักษาเท่าที่ควรเท่านั้นทางที่ดีควรพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของ  อำเภอปะคำ  โดยดำเนินการบูรณะขุดแต่ง”  “แล้วอะไรอีกครับ”  “กรมศิลป์ควรประสานงานกับวัดและชุมชน  เพื่อให้เห็นคุณค่าและความสำคัญ  จะได้ช่วยในเรื่องการดูแลรักษา”  ทั้งคู่เงียบไป  ท้องฟ้าด้านทิศใต้สีดำทะมึน  บ่งบอกว่าพายุฝนกำลังจะมา  เด่น  บ้านด่าน  ทำท่าลุกขึ้นจะไป  ถามเหมือนเพิ่งจะนึกได้ว่า  “ไหน  อาจารย์จะบอกวิธีนำเสนอที่ไม่น่าเบื่อไงล่ะ”  “ก็ที่ว่ามาทั้งหมดนั่นแหละ”  ผมเฉลย  “ก็ยังน่าเบื่ออยู่ดีแหละครับ  อาจารย์”  “ไป..ไป  &#8230;.ไปได้แล้ว”  ผมทำมือไล่  เด่น  “โธ่  !  อาจารย์ครับ  ก็มันน่าเบื่อจริง  ๆ นิ  ”  เด่น  บ้านด่าน  ทำเสียงอ่อย</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%9a/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/short-story/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

