วิสุทธิ์ ตูน 27 มีนาคม 2552

โพสต์ทูเดย์ 24 มีนาคม 2552
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ยืนยันในข้อเท็จจริงทุกประการที่พูดในเวทีเสื้อแดง
“ท่านบอกว่าคนเราเมื่อกล้าทำก็ต้องกล้ารับ และท่านจะพูดอีกครั้งในวันที่ 27 มี.ค. ระหว่างการชุมนุมใหญ่เสื้อแดง โดยเนื้อหาจะเป็นการเสนอทางออกของประเทศไทยที่จะพ้นวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมในขณะนี้ไปได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว
Share on Facebook
Posted by admin | Posted in เรื่องสั้น | Posted on 03-01-2009
ตดทรนง
วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ

1
…..เมื่อเสียงตดดังขึ้น กลิ่นอ่อนๆก็โชยมาและค่อยๆเลือนหายไป
หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับชายหนุ่มที่ตด เงยหน้าขึ้นจากแผ่นปลิวที่กำลังอ่านอยู่ ใบหน้าแสดงถึงความวิตกกังวล คิ้วที่เรียวงามขมวดเข้าหากัน บ่งบอกว่า ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ในหัวใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น หล่อยเอ่ยถามเขาเบาๆว่า “เรื่องตึก ไปถึงไหนแล้ว”
ประเคียบ คูเมือง หนุ่มฉกรรจ์ วัย 35 รูปร่างท้วม ล่ำ ใบหน้าสี่เหลี่ยมคมเข้ม ผมหยิก ผิวคล้ำ บอกลักษณะเป็นคนท้องถิ่นอีสานใต้ เขากำลังเหม่อมองใบสนที่ลู่ตามลมอ่อนไหวไปมา
เมื่อได้ยินเสียงถาม เขาหันหน้ามาสบตากับหญิงสาว ยกแก้วเบียร์ที่เหลือติดก้นแก้วขึ้นดื่มจนหมดก่อนจะพูดว่า
“อ่านแผ่นปลิวแล้ว ไม่เข้าใจรึ”
“ยัง” หล่อนตอบสั้นๆ
“เรื่องมันจบไปอย่างสะใจแล้ว” ประเคียบตอบหญิงสาวอย่างเฉยเมย คำตอบของเขามิได้ทำให้คนถามพึงพอใจนัก ใบหน้าที่แสดงถึงความเคลือบแคลงสงสัยยังคงปรากฏอยู่อย่างชัดเจน “ไหนลองเล่าให้เคลียร์หน่อยซิ เคียบ ขอร้องเถอะ”
Read the rest of this entry »
Share on Facebook
Posted by admin | Posted in เรื่องสั้น | Posted on 19-09-2008
ครูไหวไก่รวน
วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ
อรรถกานต์ ภาพประกอบ

1
“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขบวนรถที่จะจอดเทียบสถานีต่อไปนี้ เป็นขบวนด่วนเที่ยวขึ้นจากกรุงเทพฯ นครราชสีมา ปลายทางอุบลราชธานี ท่านผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทางกับรถขบวนนี้ ขอให้เตรียมสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย รอการโดยสารได้ที่ชานชาลาที่หนึ่ง ตู้ชั้นสองนั่งและนอน จะพ่วงอยู่ทางตอนท้าย” เสียงผู้ประกาศของสถานีรถไฟดอนเมืองเพื่อเตือนให้ผู้โดยสารเตรียมตัวเดินทาง ปลุกผมให้หยุดจากการพูดคุยกับครูไหว ซึ่งพบกันโดยบังเอิญ แกมาเยี่ยมพี่สาวที่ตลาดใหม่ ดอนเมือง พรุ่งนี้ถึงจะกลับอยุธยา และเนื่องจากเราไม่ได้พบกันนาน เลยนั่งรอรถอยู่ที่ม้าหินขัดด้านข้างสถานีมาตั้งแต่สองทุ่ม รอส่งผมขึ้นรถกลับบุรีรัมย์ ครูไหว ดื่มเบียร์ไปด้วย คุยไปด้วย พอดีวันนี้เป็นวันอาทิตย์ผู้โดยสารรอการเดินทางไปสถานที่ต่างๆค่อนข้างจะหน้าตา ซึ่งต่างคนก็กุลีกุจอเตรียมสัมภาระเพื่อการเดินทาง ดูสับสนวุ่นวายพอสมควร
“ดูแลใจตัวเองให้ดีนะ อย่าวู่วาม” ผมพูดเตือนครูไหวก่อนที่จะหยิบกระเป๋าเดินทางลุกขึ้นยืน เพราะขบวนรถกำลังจะเข้าสถานีแล้ว
“ไม่ต้องห่วงน่า อาจารย์” ครูไหวลุกขึ้นยืนตาม พร้อมกล่าวตอบ ยิ้มด้วยปากที่กว้างตามสไตล์อย่างอารมณ์ดี
“เมื่อไรมาอีกล่ะ จะได้ออกรอบเล่นกอล์ฟกันบ้าง” ครูไหวพูดเปรยๆ ในขณะที่เราจับมืออำลากัน ผมบีบมือแกแน่น เพื่อแสดงให้รู้ว่าผมเป็นห่วง
“ไวๆนี้แหละ จะเพจมาบอกก่อน พบที่สนามก็แล้วกัน อย่าให้เป็นโรงพักเชียวนะ” ผมพูดหยอก ปล่อยมือแล้ว โบกมือลา แต่ก่อนที่ผมจะเดินแยกออกไปขึ้นรถที่มาจอดเทียบชานชาลาอยู่แล้ว ครูไหวยื่นหน้ามากระซิบที่หูผมเบาๆ “คอยดูนะ อาจารย์” ครูไหวสบถ กัดฟันกรอด
ผมก้าวขึ้นรถไฟ ตู้หมายเลยสิบสองซึ่งเป็นตู้นอนพัดลม หาที่นอนบนเตียงตามที่จองไว้ ผมรออยู่สักครู่นายตรวจมาตรวจตั๋ว ตรวจถูกต้องเรียบร้อย ผมก็เตรียมตัวจะนอนแต่ปรากฏว่าผมนอนไม่หลับ ผมรู้จักครูไหวมานานและรู้จักนิสัยใจคอดี เรื่องของแกและเสียงที่แกกระซิบที่หูผมนั้นสยองความรู้สึกของผมจริงๆ
Read the rest of this entry »
Share on Facebook

เขาค่อย ๆ วางพวงมาลัยไว้ที่มุมทับหลังด้วยมืออันสั่นเทา พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ
“ลุงเจ็กครับ ผมสัญญา ผมจะพาลุงกลับบ้านให้ได้”
ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 1
ฟ้าสางแล้ว เสียงไก่ยังคงขันขานรับสลับกัน แสงทองเจิดจ้าปรากฏที่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก รถขนขยะวิ่งมาจอดเก็บขยะจากถังข้างถนนหน้าบ้าน เสียงโยนขยะเข้าไปในรถ คนเก็บขยะตะโกนสั่งโชเฟอร์ว่า “ไป” รถก็วิ่งออกไป เป็นกิจวัตรเกือบทุกเช้าของที่นี่
บุญเพ็ง สูงกระโทก มองออกไปนอกหน้าต่าง ดิกอินทนิลสีม่วงแดงอมชมพูแกมขาวชูช่อเด่นแข่งกับใบ พื้นดินยังชุ่มฉ่ำจากฝนที่ตกหนักมาเมื่อสองสามวันก่อน มะม่วงที่เพิ่งปลูกไว้สำลักน้ำจนทำท่าจะไปไม่รอด แต่ก็ยังยืนหยัดอยู่อย่างอดทน
บุญเพ็ง ตื่นแต่เช้าเป็นปรกติ เขาจะวิ่งเพื่อออกกำลังกายสักรอบสองรอบ เพื่อสุขภาพซึ่งเขามีคำขวัญประจำตัวว่า “สติปัญญาจะไม่มีความหมาย ถ้าร่างกายมีปัญหา”
เมื่อวิ่งเสร็จจึงกลับมาดูแลต้นหมากรากไม้ อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวไปทำงาน “วันนี้สอนแต่เช้าด้วย ต้องรีบไปเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้พร้อม” เขาคิดไปเรื่อยๆ
บุญเพ็ง สูงกระโทก เป็นครูสอนวิชาศิลปะ วัย 40 เศษ รูปร่างสันทัด ผิวค่อนข้างคล้ำ หน้าตากร้านแดด บ่งบอกว่าเป็นคนท้องถิ่นอีสาน เขาเป็นคนคุยสนุก อารมณ์ดี ศึกษาหาความรู้และพัฒนาการเรียนการสอนให้ทันสมัย มีวิญญาณของความเป็นครูอย่างเต็มเปี่ยม
เมื่อบุญเพ็งไปถึงที่ทำงาน เขาได้รับแฟ็กซ์ ที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ เป็นแฟ็กซ์จาก ยุกต์ เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานหลายปีดีดักแล้ว ยุกต์บอกว่าจะมาบุรีรัมย์ มารถด่วนถึงพรุ่งนี้เช้าประมาณตีสี่ ให้ไปรับที่สถานีรถไฟ
ยุกต์ บอกอยากจะดูสิ่งที่น่าสนใจในตัวเมืองก่อน บ่ายๆ จะไปกู่สวนแตง พัก 1 คืน ช่วยเตรียมการให้ด้วย
บุญเพ็ง อ่านแฟกซ์แล้วพับเก็บใส่กระเป๋า เขาคิดถึงเพื่อนที่จะมาหา ยุกต์ หรือสรยุกต์ ทองไทร ชายไทยวัยเดียวกับเขา รูปรางสูงผอมเกร็ง ผิวเนื้อดำแดง ผมดำหยักศก เขาเป็นคนกรุงเทพฯ ยังเป็นโสด
Read the rest of this entry »
Share on Facebook
ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ สถานที่ที่ไม่เคยหลับ ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ทั้งผู้โดยสาร คนถีบสามล้อ คนขับรถมาเตอร์ไซด์รับจ้าง บางคนซุกตัวนอนตามม้านั่งของสถานีหลับเพื่อตื่นรับวันใหม่ที่หวังว่าจะดีกว่าเก่า นี่แหละวิถีชีวิตของผู้ยากไร้
รถด่วนเที่ยวขึ้นกรุงเทพฯ นครราชสีมาปลายทางอุบลราชธานี แล่นอย่างช้าๆ เข้าที่
ชานชาลาตรงตามเวลาพอดี ที่ตู้นอนท้ายขบวน มีชายผอมสูง ใส่เสื้อกันหนาวสีดำ หิ้วกระเป๋าเดินทางลงมาคนเดียว บุญเพ็งเห็นแต่ไกลก็จำได้ว่าเป็น ยุกต์ เขาโบกมือส่งสัญญาณให้รู้ว่ารออยู่ตรงนี้ พร้อมทั้งเดินเข้าไปหา ต่างดีอกดีใจจับไม้จับมือทักทายและโอบกอดกันอย่างรักใคร่สนิทสนม
“เป็นอย่างไรบ้าง การเดินทาง” บุญเพ็งถาม
“สบายมากเลย ที่หลับที่นอนสะอาดสะอ้าน
ที่ดีมากคือมีบริการปลุกเมื่อถึงจุดหมายปลายทางด้วยเลยทำให้นอนหลับอย่างสบาย ไม่ต้องมัวกังวล”
“เขาทำอย่างนี้มานานแล้ว” บุญเพ็งหัวเราะในลำคอ “แกไม่ค่อยได้ใช้บริการเอง เลยไม่รู้
เรื่อง”
“เป็นอันว่าดีก็แล้วกัน” ยุกต์สรุป
และชมเชยการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นปรกตินิสัยของยุกต์
“แล้วแกละ เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือ?” ยุกต์ถาม
Read the rest of this entry »
Share on Facebook
ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 4
เมื่อกินอาหารเช้ากันอิ่มหนำสำราญดีแล้ว บุญเพ็งพายุกต์ไปที่วงเวียนสี่แยกถนนสายบุรีรัมย์-สตึก ตัดกับถนนสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย สถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกันสร้างขึ้น ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้ก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์
บุญเพ็งและยุกต์เดินขึ้นไปบนฐานพระบรมรูปฯ และนั่งลงสักการะ
ยุกต์ถามว่า “ทำไมถึงตั้งตรงกลางวงเวียนล่ะ”
“ไม่รู้ซิ ไม่รู้พวกเขาคิดกันอย่างไร”
“ต่อไปต้องมีปัญหาเรื่องการจราจรแน่ๆ เลย” ยุกต์คาดการณ์
“ไม่ต้องต่อไปหรอก ตอนนี้ก็มีแล้ว เวลาจัดพิธี รถติดกันเป็นแถวเลย แต่คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วละ” บุญเพ็งสรุป
บุญเพ็งเล่าให้ยุกต์ฟังว่า พระบรมราชานุสาวรีย์ฯนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนิน มาทรางวางศิลาฤกษ์ เมื่อเดือน เมษา 38
และต่อมาเมื่อเดือนกรกฎา 41 ได้ทำพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณและอัญเชิญพระบรมรูปฯ ขึ้นประดิษฐาน แต่ได้เปลี่ยนการหันหันพระพักตร์ของพระบรมรูปฯ จากหันพระพักตร์ออกนอกเมือง เป็นหันพระพักตร์เข้าเมือง ประชาชนเลยพากันคัดค้าน และกล่าวหาว่าจังหวัดฯเอาใจนักการเมืองพรรครัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้หนังสือพิมพ์ลงข่าวต่อเนื่องกันหลายวัน
“กันได้ติดตามข่าวอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เคยรู้รายละเอียด”.. เออ! แล้วผู้ว่าฯท่านว่าอย่างไรล่ะ?”
“ท่านเองไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงใช้วิธีทำหนังสือขอคำปรึกษาไปยังกรมศิลปากร กรมฯยืนยันมาว่าควรหันพระพักตร์เข้าตัวเมืองบุรีรัมย์ เท่านั้นก็จบ ท่านทำได้แค่นั้น”
“ความจริงท่านน่าจะทำประชาพิจารณ์นะ” ยุกต์พูดเชิงเสนอแนะ…”แล้วอธิบดีกรมศิลปากรล่ะ ท่านว่าอย่างไรบ้าง”
“ท่านยอมรับว่า มีการเปลี่ยนทิศทางการหันพระพักตร์ของพระบรมราชานุสาวรีย์ฯจริง แต่ไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงเข้าหาบ้านนักการเมืองใหญ่ อย่างที่โจญขานกัน แต่เป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการจัดสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ โดยมีท่าเป็นประธาน
ท่านบอกว่า ตอนแรกคณะกรรมการมีความเห็นให้หันพระพักตร์พระบรมราชานุสาวรีย์ฯไปทางประเทศกัมพูชา เพื่อสื่อความหมายว่า รัชกาลที่ 1 เป็นผู้นำกองทัพไทยไปสู้รบเขมร ถือเป็นการสดุดีวีรกรรม แต่ต่อมาคณะกรรมการฉุกคิดว่าการหันพระพักตร์ไปทางประเทศกัมพูชาเป็นการทำร้ายจิตใจประเทศเพื่อบ้านเกินไป จะทำให้เขารู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ บรรพบุรุษรบแพ้ไทย แล้วคนในรุ่นปัจจุบันจะมาเหยียบย่ำซ้ำเติมอีก ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษามิตรภาพระหว่างประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์ด้านการค้า คณะกรรมการจึงมีมติเปลี่ยนให้หันพระพักตร์เข้าเมืองบุรีรัมย์แทน”
Read the rest of this entry »
Share on Facebook
Posted by pixelbar | Posted in ลุงเจ็ก กู่สวนแตง, เรื่องสั้น | Posted on 09-07-2008
ลุงเจ็ก กู่สวนแตง ตอนที่ 6
สายมากแล้ว ดวงตะวันโผล่พ้นยอดไม้สูงขึ้นไป วันนี้อากาศสดชื่นแจ่มใส แสงแดดกล้าทาบทับองค์ปราสาททอดเป็นเงาคมชัดไปบนพื้นหญ้าที่เขียวสด บุญเพ็งและยุกต์เพิ่งจะตื่น ความจริงเขาอยากจะนอนต่อ แต่การงานที่รออยู่ จึงทำอย่างที่ใจต้องการไม่ได้
เมื่อคืนเขาไม่รู้ว่าอยู่กันดึกดื่นเท่าไร ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าลุกเจ็กแกลุกไปตั้งแต่เมื่อไร ที่รู้คือทุกคนสนุกสนานเป็นกันเอง พูดคุยถูกหูถูกคอกันดี เจ้ายุกต์ที่เคยเสียงแข็งไม่ยอมนำทับหลังกลับมาติดตั้งไว้ที่เดิมก็เสียง อ่อนลงและทำท่าเห็นดีเห็นงานไปด้วยดัน หรือยุกต์อาจเออออห่อหมกไปกับลุงเจ็ก เพราะเกรงใจก็ได้ มันเป็นคนอย่างนั้นอยู่ด้วย
หลังจากช่วยกันเก็บสัมภาระแล้ว จึงออกไปหากินอาหารเช้า เสร็จแล้วกลับเข้าไปสำรวจ สเก็ตคร่าวๆ และบันทึกประเด็นสำคัญๆ ตกบ่ายทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย
ก่อนกลับบุรีรัมย์ บุญเพ็งพายุกต์ไปดูกู่ฤาษีหรืออโรคยาศาลา สุขศาลาชุมชนในอดีต ซึ่งเป็นปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ที่บ้านกุฏิฤาษี หนอกเยือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกู่สวนแตงด้วย เผื่อมีงบประมาณเหลือจะได้บูรณะไปพร้อมกัน ถ้าทำได้จะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวของที่นี่อย่างยิ่ง
ตอนค่ำ บุญเพ็ง ไปส่งยุกต์ขึ้นรถด่วนกลับกรุงเทพฯ เขาอยากจะถามใจยุกต์เกี่ยวกับทับหลังเหมือนกัน แต่ไม่อยากรบเร้าตอนนี้ ส่วนใจคิดถึงลุงเจ็ก เสียดายที่ไม่รูว่าบ้านแกอยู่ตรงไหน มัวแต่เมาเลยลืมถาม แต่ไม่เป็นไรกลับไปถามเขาแถวนั้นคงจะรู้จัก ลุงเจ๊กแกมีความรู้และแนวคิดที่น่าสนใจ
Read the rest of this entry »
Share on Facebook
Posted by admin | Posted in เรื่องสั้น | Posted on 05-07-2008
อาจารย์ปู่
รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ

ภาพ : อรรถกานต์ เอกศิลป์บุรีรัมย์
“วันหยุดนี้เราจะไปเที่ยวแบบ”วันเดย์ทัวร์”ที่ไหนกันดี” อาจารย์ส่งเสริมหัวหน้าโปรแกรมวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ปรารภกับอาจารย์ในโปรแกรมฯ
อาจารย์บำรุง สอนวิชาประวัติศาสตร์ที่เพิ่งบรรจุมาใหม่ หลุดปากออกมาโดยไม่ได้คิดว่า “พนมรุ้ง”
อาจารย์หลายคนที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก อาคารศิลปะดนตรี นาฏศิลป์หลังใหม่ ตามโครงการจัดตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์ ที่ทั้ง ศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ ยังตกลงกันไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร หันไปมองเป็นจุดเดียวกัน
อาจารย์พัฒนา สอนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ที่เพิ่งบรรจุใหม่อีกคน แย้งขึ้นว่า “เราจะไปเที่ยวไม่ได้ไปทัศนศึกษา “พนมรุ้ง..รึ..น่าเบื่อจะตาย” !
อาจารย์บำรุงที่เสนอว่า ไปพนมรุ้ง นั่งก้มหน้านิ่งอย่างรู้สึกผิด
ส่วนอาจารย์ส่งเสริม นั่งจิบกาแฟเฉย ไม่ปริปากพูดอะไร คงปล่อยให้ว่ากันไป
“ทำงานหนักมาตั้งห้าวันแล้ว ไปเที่ยวที่สบายๆ สักแห่งก็ดี อาจารย์อีกคนออกความเห็น ซึ่งทำให้อาจารย์หลายคนในห้องดูหน้าตาสดใสขึ้น
“น่าจะเป็นทะเล หรือไม่ก็น้ำตก ร้อนๆ อย่างนี้” อาจารย์อีกท่านหนึ่งเสริม
“หัวหิน เป็นไง” อาจารย์พัฒนา ระบุสถานที่ท่องเที่ยว
“ไกลไป วันเดียวไปไม่ทันหรอก” อาจารย์ที่รู้เส้นทางดีขัดขึ้น
“งั้น “เกาะเสม็ด ระยอง” ไม่ไกลเกินไปด้วย” ส่วนอาจารย์อีกคนว่า “แค่เขื่อนลำนางรองก็พอ”
ก็อภิปรายกันอยู่นานพอสมควร แต่สรุปอะไรไม่ได้
อาจารย์รักษา หรือที่พวกเราชอบเรียกกันว่าอาจารย์ปู่ เป็นอาจารย์อาวุโส ซึ่งจะเกษียรในอีกสองปีข้างหน้าสอนวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ เปรยขึ้นว่า “ไปพนมรุ้งก็ดีเหมือนกัน”
เท่านั้นเอง อาจารย์ทุกคนก็นิ่งเงียบกันหมด ไม่มีใครออกความเห็นเป็นอย่างอื่นเลย ถึงแม้จะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
เหมือนเดิม เสียงเดียวชนะขาด นี่มันอะไรกันวะ ! อาจารย์อีกคนสบถในใจ
“ทนไปอีกสองปี เดี๋ยวแกก็ไปแล้วล่ะ” อาจารย์พัฒนาหันไปกระซิบที่ข้างหูอาจารย์อีกคน ซึ่งพยักหน้ารับแสดงว่าเห็นคล้อยตามด้วย
สุดท้าย อาจารย์ส่งเสริม สรุปว่า เราจะไปพนมรุ้งกัน
Share on Facebook
Posted by admin | Posted in มลทินกรรม, เรื่องสั้น | Posted on 04-07-2008

มลทินกรรม
1
เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็น ถนนหนทางเฉอะแฉะ เนื่องจากฝนที่พรำมาตั้งแต่เมื่อคืน และเพิ่งจะซาเม็ดไปเมื่อครู่ ที่หน้าบริเวณโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ซึ่งแออัดไปด้วยร้านค้าแผงลอยและ ยวดยานพาหนะพวกสามล้อ สามล้อเครื่อง และรถยนต์ ทั้งที่สัญจรไปมาและจอดเรียงรายตาม ข้างถนนดูสับสนวุ่นวายอยู่แล้วนั้น เมื่อฝนหยุดตกบริเวณดังกล่าวยิ่งดูจอแจมากขึ้นไปอีกจากผู้คนที่เดินข้ามถนนไปมา ต่างรีบร้อนหาซื้อสิ่งของเครื่องใช้และอาหารการกินกันขวักไขว่ เพราะเกรงว่าฝนจะตกลงมาอีก
ส่วนภายในบริเวณโรงพยาบาล ก็มีสภาพไม่แตกต่างไปจากข้างนอกมากนัก โดยเฉพาะบริเวณตึกคนไข้นอก ที่นอกจากจะเต็มไปด้วยคนไข้ที่เตรียมตัวมาเข้าคิวรอรับการรักษาแล้ว ยังมีญาติพี่น้องที่ติดตามมาดูแล ญาติของผู้ป่วยที่มาเยี่ยมไข้และที่มาเยี่ยมญาติแล้วไม่ได้กลับเพราะบ้านอยู่ไกล ก็นั่ง นอนยืนเดินกันอยู่ตามระเบียงทางเดินและที่ว่างระหว่างตึกเต็มไปหมด สังเกตเห็นได้ว่า ทุกคนมีใบหน้าหม่นหมอง ดวงตาปรากฏร่องรอยของความวิตกกังวลกับโชคชะตา
ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่มุมห้องชั้นสองตึกอายุรกรรม ผมมาอยู่เฝ้าไข้ สด โคกกระสัง เพื่อนสนิท ซึ่งป่วยนอนหลับพักฟื้นอยู่บนเตียง และเนื่องจากสดยังเป็นโสด อยู่ตัวคนเดียวพ่อแม่พี่น้องเสียไปหมดแล้ว ช่วงนี้ผมจึงต้องเดินทางมาบุรีรัมย์บ่อยขึ้น ก็จำเป็นต้องช่วยดูแลกันไป ผลัด เปลี่ยนกับครูเอื้อนที่อยู่บ้านตาเป็ก เพื่อนสนิทอีกคนของสด
ผมรู้สึกวิตกกังวลกับอาการป่วยของสดค่อนข้างมากและจะหันไปมองสดบ่อยๆ เมื่อเห็นว่า ยังหลับอยู่ก็ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไปอย่างสงบ ผมและสดสนิมกันมาตั้งแต่เด็กโตขึ้นยังไปเรียนสถาบันเดียวกันอีกด้วย สดป่วยและมีอาการทางประสาทถึงวันนี้ก็หนึ่งเดือนพอดี สดเข้าโรง พยาบาลมาสองครั้งแล้ว ครั้งแรกเมื่อตอนเริ่มป่วย จากนั้นก็พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน และครั้งนี้ ร่างกายอ่อนเพลียมากจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีก
สด โคกกระสัง หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบ ผิวค่อนข้างคล้ำ รูปร่างท้วม ไว้ผมรองทรง อดีตเคย เป็นครูประชาบาล แต่ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ปัจจุบันเป็นกรรมการ อบต.ด้วย เขาเรียนมา ทางโบราณคดี จึงสนใจเรื่องชุมชนโบราณและภูมิปัญญาท้องถิ่น เขามุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของประชาชน มีผลงานการศึกษาค้นคว้าเผยแพร่กว้างขวางจนเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป
สด เริ่มมีอาการทางประสาท หลังจากเข้าไปศึกษาเรื่องราวของทับหลังปราสาทในป่าเขต ชายแดนเขมร ถึงแม้อาการป่วยของเขาจะไม่มากนัก แต่บางครั้งรุนแรงจนน่าเป็นห่วง เขามักจะพูดจาวกวน ดวงตาเหม่อลอย ซึมเศร้า ผวา ตื่นกลัวและแสดงพฤติกรรมประหลาดๆ สำหรับ คราวนี้ถึงกับไม่ยอมหลับยอมนอนขนกรวดขนหินเป็นการใหญ่ ร่างกายอ่อนเพลียเลยต้องเข้าโรง พยาบาลถ
Read the rest of this entry »
Share on Facebook
Posted by admin | Posted in เรื่องสั้น | Posted on 03-07-2008

ปราสาทโคกงิ้ว (ถ่ายจากด้านหลัง) อ.ประคำ จ.บุรีรัมย์
ปราสาทโคกงิ้ว กับ เด่น บ้านด่าน
รศ. วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ
หน้าฝนปี 2000 นี่ตกชุกจริงๆ ตกแทบจะทุกวัน บางวันตกตลอดทั้งวันเลยมองไปทางไหนก็ชุ่มฉ่ำเฉอะแฉะไปหมด ต้นไม้เปียกปอนใบเขียวสดสะอาดตา ดูแล้วน่าจะสดชื่น แต่ที่ไหนได้ไข้หวัดเล่นงานผู้คนเสียงงอมแงม มีหลายคนดูหงอยๆ
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็ไม่ค่อยจะดี เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายและนานวันกว่าจะหาย ยิ่งฝนตกทุกวันอย่างนี้ยิ่งแย่ ฝนแต่ละเม็ดที่ถูกตัวเหมือนกับฝนพิษที่ทำให้ครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นไข้ บางครั้งเพียงแค่ละอองฝนโชยพัดมาโดนเท่านั้นแหละ เนื้อตัวก็ร้อนผ่าวไปหมด เซน-ซิทีฟ จริงๆ ผมนั่งรำพึงรำพันในใจอยู่ที่หน้าตึก
เสียง เด่น บ้านด่าน ศิษย์ที่ใกล้ชิด เปรยขึ้นเบา ๆ ว่าอาจารย์ครับ “ข้อเขียนเรื่อง กู่ฤาษีของอาจารย์ อ่านแล้วน่าเบื่อจังเลย”
“ก็ต้องหน้าเบื่อเป็นธรรมดาเพราะว่าเป็นเรื่องของข้อมูล” ผมตอบแบบป้องกันตัวเองได้โดยอัตโนมัติ “ไม่มีวิธีนำเสนออย่างอื่นหรือครับ” เด่น ถาม “ก็มี แต่ค่อนข้างยาก เรื่องของข้อมูล เขียนเล่นเขียวหัวไปข้อมูลก็ไม่น่าเชื่อถือ” ผมหันหน้าไปทาง เด่น “ไหนลองยกสักตัวอย่างซิครับอาจารย์” “ก็ได้ และตอนนี้มีข้อมูลของอโรคยาศาลที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเรา” ผมชูกระดาษอวด เด่น
Read the rest of this entry »
Share on Facebook