<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ &#187; บทความ 1</title>
	<atom:link href="http://www.wisut.net/category/general-article/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.wisut.net</link>
	<description>Wisut Pinyowanichaka &#124; My Open Profile Online</description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Jan 2012 13:42:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.3</generator>
		<item>
		<title>จำลองทับหลัง เรื่องของคุณค่าและความหมาย</title>
		<link>http://www.wisut.net/general-article/117/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/general-article/117/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jul 2008 12:10:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ 1]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=117</guid>
		<description><![CDATA[จริงอยู่ ในปัจจุบัน ศาสนสถานเหล่านั้น ไม่มีความสำคัญเหมือนในอดีตแล้ว แต่ความสำคัญในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติก็ยังมีอยู่ การนำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ จึงต้องระมัดระวัง ใช้อย่างเข้าใจ ใช้อย่างเคารพ ใช้อย่างเห็นคุณค่าและความหมาย เมื่อคราวก่อน ผมได้เขียนถึงกรมศิลปากรว่า ได้จำลองทับหลัง หน้าบัน และเสากรอบประตูของปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วนำของจำลองตั้งแสดงไว้ที่ประตูทางเข้าปราสาท ส่วนของจริงได้ย้ายไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครทราบเหตุผล ก็ได้แต่สงสัยกัน และผมได้เสนอแนะกรมศิลปากรไปว่า ควรจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจร่วมกันถึงเหตุผลที่ต้อง จำลองโบราณวัตถุดังกล่าว ตลอดจนเหตุผลที่ต้องเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุเหล่านั้นออกจากสถานที่จริง ซึ่งคงจะได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนในไม่ช้านี้ และเนื่องจากอาจต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้อีกบ่อยๆ ก็อยากจะทบทวนว่า ทับหลัง หน้าบัน และเสากรอบประตูนั้น คืออะไร เป็นส่วนไหนของสถาปัตยกรรมทับหลัง คือ แผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางทับอยู่บนกรอบประตูทางเข้าปราสาท ในสถาปัตยกรรมแบบเขมร ทับหลังนอกจากจะเป็นส่วนช่วยเสากรอบประตูรับน้ำหนักโครงสร้างส่วนบนแล้ว ยังช่วยลดขนาดความสูง &#8230; <a href="http://www.wisut.net/general-article/117/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/0447.jpg" rel='lytebox[117]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-159" style="margin: 0px 10px; float: left;" title="ภาพปราสาทเมืองต่ำ" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/0447-300x225.jpg" alt="ภาพปราสาทเมืองต่ำ" width="300" height="225" /></a></p>
<p><span style="color: #003300;">จริงอยู่ ในปัจจุบัน ศาสนสถานเหล่านั้น ไม่มีความสำคัญเหมือนในอดีตแล้ว แต่ความสำคัญในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติก็ยังมีอยู่ การนำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ จึงต้องระมัดระวัง ใช้อย่างเข้าใจ ใช้อย่างเคารพ ใช้อย่างเห็นคุณค่าและความหมาย</span></p>
<p>เมื่อคราวก่อน ผมได้เขียนถึงกรมศิลปากรว่า ได้จำลองทับหลัง หน้าบัน และเสากรอบประตูของปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วนำของจำลองตั้งแสดงไว้ที่ประตูทางเข้าปราสาท ส่วนของจริงได้ย้ายไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครทราบเหตุผล ก็ได้แต่สงสัยกัน และผมได้เสนอแนะกรมศิลปากรไปว่า ควรจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจร่วมกันถึงเหตุผลที่ต้อง จำลองโบราณวัตถุดังกล่าว ตลอดจนเหตุผลที่ต้องเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุเหล่านั้นออกจากสถานที่จริง ซึ่งคงจะได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนในไม่ช้านี้</p>
<p>และเนื่องจากอาจต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้อีกบ่อยๆ ก็อยากจะทบทวนว่า ทับหลัง หน้าบัน และเสากรอบประตูนั้น คืออะไร เป็นส่วนไหนของสถาปัตยกรรมทับหลัง คือ แผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางทับอยู่บนกรอบประตูทางเข้าปราสาท ในสถาปัตยกรรมแบบเขมร ทับหลังนอกจากจะเป็นส่วนช่วยเสากรอบประตูรับน้ำหนักโครงสร้างส่วนบนแล้ว ยังช่วยลดขนาดความสูง ความกว้างของประตูทางเข้า ซึ่งมีผลต่อการรับน้ำหนัก  และยังเป็นส่วนประดับตกแต่งที่สำคัญของประตูทางเข้าอีกด้วย ดังนั้น ทับหลังจึงได้รับการแกะสลักเป็นลวดลายและเรื่องราวต่างๆอย่างประณีตงดงาม และจากลวดลายและเรื่องราวที่แกะสลักบนทับหลังนี้เอง ได้เป็นเครื่องมือสำหรับการศึกษาค้นคว้าหาวิวัฒนาการของลวดลายเหล่านั้น จนสามารถนำมาใช้กำหนดอายุโบราณสถานเขมรได้อย่างถูกต้องแม่นยำ</p>
<p><span id="more-117"></span></p>
<p>ทับหลังที่คนไทยรู้จีักกันดี คือ ทับหลังแกะสลักเรื่องนารายณ์บรรทมสินธุ์   ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ(อำเภอใหม่่ที่แยกจากอำเภอนางรอง) จังหวัดบุรีรัมย์<br />
หน้าบัน  หรือ หน้าจั่ว คือ ส่วนที่อุดหน้าหลังของหลังคาทรงรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ถ้าเป็นเรือนที่อยู่อาศัย เรียกว่า หน้าจั่ว แต่่ถ้าเป็นพระอุโบสถหรือพระวิหาร เรียกว่า หน้าบัน ในสถาปัตยกรรมเขมรนั้น หน้าบันจะแกะสลักเป็นลายพันธุ์พฤกษาและเรื่องราวต่างๆอย่างงดงามเช่นเดียวกับทับหลัง<br />
เสากรอบประตู คือ เสาที่รับน้ำหนักส่วนที่เป็นหน้าจั่วหรือหน้าบัน ในสถาปัตยกรรมแบบเขมร เสากรอบประตูนิยมแกะสลักเป็นลายก้านต่อดอกหรือลายก้านขด  ทั้งหน้าบัน  ทับหลัง และเสากรอบประตู จะมีความสัมพันธ์กัน  ทั้งโครงสร้าง  รูปทรง และลวดลายที่ประดับตกแต่ง<br />
และเนื่องจากทับหลัง  หน้าบัน  เสากรอบประตู และโบราณวัตถุอื่นๆ มีความสวยงามเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ที่หลงไหลในศิลปะแบบเขมร  จึงนิยมจำลองไปใช้ประดับตกแต่งสถานที่ต่างๆ  เช่น โรงแรม  ร้านอาหาร และที่อยู่อาศัย  เป็นต้น<br />
ในปัจจุบัน  มีการจำลองทับหลัง  หน้าบัน  เสากรอบประตู และเศียรนาค ฯลฯ เป็นจำนวนมาก จำลองทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก  จนเกร่อไปหมด  การจำลองจะใช้ทั้งวิธีถอดพิมพ์จากของจริง   ปั้นตามแบบแล้วทำแม่พิมพ์หล่อ  ซึ่งทั้งสองวิธีนี้จะสามารถจำลองได้<br />
เป็นจำนวนมาก ส่วนอีกวิธีหนึ่ง  คือการแกะสลัก โดยนำหินมาแกะสลักตามแบบที่ต้องการ  ซึ่งจะไม่ค่อยเหมือนของจริงนัก  ทำได้ทีละ  1  ชิ้น  แต่ละชิ้นจะมีลักษณะแตกต่างกัน<br />
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า  ภาพจำลองทับหลัง และหน้าบัน ฯลฯ เหล่านี้  จะนำไปใช้ประดับตกแต่งตามสถานที่ต่างๆ เช่น  โรงแรม  ร้านอาหาร  และที่อยู่อาศัย  บางแห่งก็จำลองเพื่อเป็นตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้า  เช่น  ที่ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้  สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์  ได้จำลองทับหลังสมัยต่างๆไว้ทั้งหมด  10  ชิ้น  และบางแห่งก็จำลองไว้เพื่อจำหน่าย  ก็ทำกันเป็นธุรกิจ  ซึ่งทำท่าว่าจะเจริญรุ่งเรืองดีเสียด้วย<br />
ในอดีตนั้น  การจำลองหมายถึง  การจำลองสิ่งที่เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธ์ิ  เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป  เช่น  การจำลองพระพุทธรูป  เป็นต้น  แต่การจำลองพระพุทธรูปนั้น มิได้จำลองโดยวิธีถอดพิมพ์จากพระพุทธรูปองค์จริง  แต่จะจำลองพุทธลักษณะ  สัดส่วนที่งดงาม  โดยปั้นหุ่นและหล่อขึ้นใหม่  แล้วนำไปประดิษฐานตามสถานที่ได้กำหนดไว้แล้ว  เมื่อใครไปพบเห็นก็จะทราบได้ทันที่ว่าเป็นพระพุทธรูปจำลอง  เช่น  พระพุทธชินราชจำลอง  ซึ่งประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม  กทม. เป็นต้น  แต่อย่างไรก็ตาม  การจำลองพระพุทธรูปนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปสักการะบูชา  มิได้นำไปใช้ประดับตกแต่งเช่นในปัจจุบัน<br />
ผมเองนั้นไม่ค่อยเห็นด้วยกับการจำลองโบราณวัตถุจากของจริง  หากจะต้องจำลอง  ก็ต้องมีความจำเป็นจริงๆเท่านั้น เพราะโบราณวัตถุแต่ละชิ้นนั้นมีหนึ่งเดียว การจำลองทำให้เกิดมีเป็นสอง  คุณค่าก็ต้องลดลงไปอย่างแน่นอน  นอกจากนั้น  การจำลองจากโบราณวัตถุของจริง  ชิ้นงานที่ออกมาจะเหมือนของจริงทุกกระเบียดนิ้ว  ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วน  รูปร่างหน้าตาและลักษณะพื้นผิว  จึงอาจทำให้ผู้พบเห็นสับสน ไม่รู้ว่า  ชิ้นไหนเป็นของจริง  ชิ้นไหนเป็นของจำลอง  ซึ่งเรื่องนี้  มักจะมีคนพูดกันเสมอๆว่า  ได้มีการนำของจริงออกไปจากที่เดิม  แล้วเอาของจำลองมาเก็บไว้แทน  ซึ่งผมไม่มีทางเชื่อหรอกครับ  จะทำกันอย่างนั้นได้อย่างไร<br />
อย่างไรก็ตาม  ทับหลัง  หน้าบัน  และเศียรนาค ฯลฯ  ที่นิยมนำไปใช้ประดับตกแต่งกันนั้นเป็นส่วนที่ใช้ประดับตกแต่งศาสนสถาน  ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์  มีคุณค่าและความหมายต่อผู้คนในอดีต  การนำสิ่งที่ใช้ตกแต่งศาสนสถานไปตกแต่งอย่างอื่น  เช่น  ที่อยู่อาศัย  โรงแรม  และร้านขายอาหาร ฯลฯ อย่างที่กระทำกันอยู่จึงไม่น่าจะเหมาะสม  จริงอยู่  ในปัจจุบัน  ศาสนสถานเหล่านั้น  ไม่มีความสำคัญเหมือนในอดีตแล้ว  แต่ความสำคัญในฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติก็ยังมีอยู่  การนำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้  จึงต้องระมัดระวัง  ใช้อย่างเข้าใจ  ใช้อย่างเคารพ  ใช้อย่างเห็นคุณค่าและความหมาย การปล่อยปละละเลย  ให้นำไปใช้กันอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว  โดยขาดความเข้าใจในเรื่องคุณค่าและความหมายเสียแล้ว  อีกไม่นานสมบัติทางวัฒนธรรม  ซึ่งถือเป็นเกียรติ<br />
และศักดิ์ศรีของชาติก็จะค่อยๆถูกทำลายไป</p>
<p><span style="color: #000000;">หรือเราต้องการจะให้เป็นอย่างนั้น</span></p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p><span style="color: #993300;">เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน 22  มกราคม  2541</span></p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/general-article/117/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/general-article/117/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปราสาทเขาน้อย ตัวอย่างการทำร้ายโบราณสถาน</title>
		<link>http://www.wisut.net/general-article/khaonoi-castle/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/general-article/khaonoi-castle/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jul 2008 22:29:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ 1]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[ปราสาทเขาน้อย ตัวอย่างการทำร้ายโบราณสถาน รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ พิมพ์เผยแพร่ใน  สยามรัฐรายวัน วันที่ 17  กุมภาพันธ์  2541 “ความกระตือรือร้นแต่แรกที่จะไปดูปราสาทเขา น้อยก็เลยหมดไป เพราะปราสาทดังกล่าว คงไม่หลงเหลือวิญญาณที่แท้จริงให้ได้ชื่นชมอีกต่อไปแล้ว” ผม กับอาจารย์เทพมนตรี ลิมปพยอม ประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและคุณประยุกต์ บุนนาค จากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้ไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี จังหวังปราจีนบุรี ก็ตั้งใจว่าจะไปดูทับหลังของปราสาทเขาน้อย จังหวัดสระแก้ว (แต่เดิมอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี) ที่จัดแสดงเป็นการถาวรไว้ที่นั่น ทับหลังชุดนี้เคยนำไปจัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทยปีพุทธ ศักราช 2533 เรื่องปราสาทเขาน้อง จังหวัดปราจีนบุรี ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครเมื่อระหว่างวันที่ 4 เมษายน &#8211; 31 พฤษภาคม &#8230; <a href="http://www.wisut.net/general-article/khaonoi-castle/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #333300;">ปราสาทเขาน้อย</span></strong></p>
<h3>ตัวอย่างการทำร้ายโบราณสถาน</h3>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>พิมพ์เผยแพร่ใน  สยามรัฐรายวัน วันที่ 17  กุมภาพันธ์  2541</p>
<p><span style="color: #993300;">“ความกระตือรือร้นแต่แรกที่จะไปดูปราสาทเขา น้อยก็เลยหมดไป เพราะปราสาทดังกล่าว คงไม่หลงเหลือวิญญาณที่แท้จริงให้ได้ชื่นชมอีกต่อไปแล้ว”</span></p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/skw10101.gif" rel='lytebox[khaonoi-castle]'><img class="alignleft alignnone size-full wp-image-160" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="ปราสาทเขาน้อย" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/skw10101.gif" alt="" width="372" height="264" /></a></p>
<p>ผม กับอาจารย์เทพมนตรี ลิมปพยอม ประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและคุณประยุกต์ บุนนาค จากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้ไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี จังหวังปราจีนบุรี ก็ตั้งใจว่าจะไปดูทับหลังของปราสาทเขาน้อย จังหวัดสระแก้ว (แต่เดิมอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี) ที่จัดแสดงเป็นการถาวรไว้ที่นั่น ทับหลังชุดนี้เคยนำไปจัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทยปีพุทธ ศักราช 2533 เรื่องปราสาทเขาน้อง จังหวัดปราจีนบุรี ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครเมื่อระหว่างวันที่ 4 เมษายน &#8211; 31 พฤษภาคม 2533<br />
ส่วนปราสาทเขาน้องที่ตั้งอยู่บนยอดภูเขาน้อย ในเขตหมู่ 1 ตำบลคลองคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ใกล้เขตชายแดนไทย – กัมพูชานั้น พวกเรายังไม่ได้ไปดู เนื่องจากอยู่ไกล เวลาไม่พอ ฉะนั้น  วันนี้  จะยังไม่พูดถึงปราสาทเขาน้อย  แต่จะพูดถึงทับหลังที่ได้ไปดูมา</p>
<p>ทับหลังของปราสาทเขาน้อยที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรีนั้น มีทั้งหมด 5 ชิ้น บางชิ้นสีเขียว บางชิ้นสีขาวแต่ละชิ้นมีความงามสดุดตาสดุดใจ ผู้หลงใหลในศิลปะร่วมแบบเขมรในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง จะขอกล่าวรายละเอียดของทับหลังทั้ง 5 ชิ้น แต่พอสังเขป ดังนี้</p>
<p><span id="more-101"></span></p>
<p><strong>ทับหลังหมายเลข  1 </strong> เป็นทับหลังประตูทางเข้าปราสาทองค์กลาง  แกะสลักด้วยหินทรายเดิมยังติดอยู่เหนือกรอบประตูทุกทางเข้าปราสาทแต่เมื่อปี  พ.ศ.  2531  ได้ถูกลักลอบถอดออกไป  แต่หน่วยศิลปากรที่  5  ได้ติดตามเอากลับคืนมาได้เมื่อวันที่  19  สิงหาคม  2531  ในสภาพที่แตกหักออกเป็นสองท่อน  ทับหลังชิ้นนี้  แกะสลักเป็นรูปมกรมีคนขี่  มกรคายมาลัยออกมาเป็นวงโค้งรูปปีกกาต่อเนื่องเป็นท่อนเดียวกัน  บนท่อนพวงมาลัย  แกะสลักเป็นพวกดอกได้รูปไข่  3  พวง  ใต้ท่อนพวงมาลัย  แกะสลักเป็นพวงมาลัยและพวงอุบะขอบด้านบนแกะสลักเป็นพวงดอกไม้รูปไข่วางตามแนวนอนลวดลายของทับหลังมีลักษณะคล้ายกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบสมโบร์  ไพรกุก  มีอายุราว  พ.ศ.  1150 – 1200<br />
ส่วนทับหลังอีก  4  ชิ้น  พบที่ปราสาทองค์ด้านทิศเหนือในขณะขุดแต่ง  เมื่อปี  2531 – 2532  ได้แก่</p>
<p><strong>ทับหลังหมายเลข  2 </strong>พบบริเวณทางเข้าปราสาทด้านทิศตะวันออกเป็นทับหลังแกะสลักด้วยหินทรายเนื้อละเอียดสีเขียวเป็นภาพบุคคลนั่งประคองอัญชลีอยู่บนแท่นที่ส่วนปลายของทับหลังทั้งสองข้าง  ตรงกลางเป็นท่อนพวงมาลัยที่ปลายทำเป็นลายใบไม้โค้งเข้าหากัน  บนท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงดอกไม้รูปไข่  3  พวง  ใต้ท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงมาลัยและพวงอุบะลวดลายของทับหลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบไพรกเม็ง  มีอายุราว  พ.ศ.  1180 – 1250</p>
<p><strong>ทับหลังหมายเลข  3</strong> พบบริเวณประตูหลอกด้านทิศใต้แกะสลักด้วยหินทรายเนื้อหยาบสีขาว  เป็นภาพมกรมีคนขี่  ยื่นบนแท่น  มกรคายท่อนพวงมาลัยออกมาเป็นวงโค้งรูปปีกกาต่อเนื่องเป็นท่อนเดียวกัน  บนท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงดอกไม้  3  พวงใต้ท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงมาลัยและพวงอุบะ  ลวดลายของทับหลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบสมโบร์ไพรกุก</p>
<p><strong>ทับหมายเลข  4 </strong> พบที่บริเวณประตูหลอกด้านทิศตะวันตกแกะสลักด้วยหินทรายเนื้อละเอียดสีเขียว  เป็นรูปสิงห์ยืนบนแท่นที่ส่วนปลายของทับหลังทั้งสองข้าง  ตรงกลางเป็นลายท่อนพวงมาลัยที่ทำปลายเป็นวงโค้งเข้าหากัน  บนท่อนพวงมาลัย  แกะสลักเป็นพวงดอกไม้รูปไข่  5  พวง  ใต้ท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงมาลัยสลับพวงอุบะ  ลวดลายของทบหลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบไพรกเม็ง</p>
<p><strong>ทับหลังหมายเลข  5 </strong> พบที่บริเวณประตูหลอก  ด้านทิศเหนือแกะสลักด้วยหินทรายเนื้อหยาบสีค่อนข้างขาว  เป็นภาพมกร  มีคนขี่ยืนบนแท่นที่ส่วนปลายของทับหลังทั้งสองข้าง  มกรคายท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงดอกไม้รูปไข่  3  พวง  ใต้ท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงมาลัยสลับพวงอุบะ  ลวดลายของทับหลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบสมโบร์  ไพรกุก<br />
ทับหลังแต่ละชิ้นล้วนเป็นทับหลังที่น่าสนใจศึกษาแทบทั้งสิ้นเพราะเป็นทับหลังสมัยก่อนเมืองพระนคร  ที่พบในประเทศไทย  ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึงพุทธศตวรรษที่  12 – 14</p>
<p>ความจริงที่พวกเราไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรีนั้นเพราะสงสัยกันว่า  ทับหลังจากปราสาทเขาน้อย  โดยเฉพาะทับหลังหมายเลข  4  น่าจะมีมากกว่า  1  ชิ้น  เพราะภาพถ่ายจากหนังสือและภาพโปสการ์ด  มีลักษณะแตกต่างกัน  พวกเราคิดว่า  ภาพดังกล่าวไม่น่าจะถ่ายมาจากโบราณวัตถุชิ้นเดียวกัน  ก็เลยต้องไปดูและเมื่อไปถึง  ก็ไม่ต้องพิสูจน์อะไร  เพราะทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าทับหลังจากปราสาทเขาน้อยนั้น  ได้มีการจำลอง  โดยวิธีถอดพิมพ์จากของจริงไว้หลายชุด  และเท่าที่ทราบ  มี  4  ชุด  แต่ละชุดเก็บไว้ตามที่ต่าง  ๆ  ดังนี้</p>
<p style="padding-left: 30px;">ชุดที่  1  เป็นทับหลังที่เชื่อกันว่าเป็นของจริง  เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑแห่งชาติปราจีนบุรี<br />
ชุดที่  2  เป็นทับหลังจำลอง  ติดตั้งแทนของจริงไว้ที่ปราสาทเขาน้อย  จ.  สระแก้ว<br />
ชุดที่  3  เป็นทับหลังจำลองเก็บไว้ที่เมืองศรีมโหสถ  อ.โคกปีบ  จ.ปราจีนบุรี<br />
ชุดที่  4  เป็นทับหลังจำลอง  มี  3  ชิ้น  ไม่ครบชุด  เป็นทับหลังหมายเลข  2  จำนวน  2  ชิ้น  และทับหลังหมายเลข  4  จำนวน  1  ชิ้น  พิงไว้ข้างฝาบ้านพัก  ที่สำนักงานโบราณคดีฯ  ปราจีนบุรี</p>
<p>ข้อมูลนี้ช๊อคผมมากครับ  ตื้อไปหมด  งุนงง  สับสน  คิดไม่ออก  ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องจำลองทับหลังกันเป็นจำนวนมากถึงขนาดนนั้นและทำไมต้องนำทับหลังจำลอง(ของปลอม)  ไปติดตั้งแทนของจริง  เสียความรู้สึกหมด  มันเป็นการทำร้ายโบราณสถาน  เปรียบเสมือนการที่เราตั้งใจจะไปชมสิ่งของอันล้ำค่า  และอุตสาห์ดั้งด้นไปจนถึงที่แต่ปรากฎว่า  สิ่งที่ได้เห็นนั้นเป็นเพียงของปลอม  จึงเกิดความรู้สึกว่าถ้าจะดูของปลอมก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามถึงขนาดนั้น  ดูที่ไหนก็ได้  ดังนั้นความกระตือรือร้นแต่แรกที่จะไปดูปราสาทเขาน้อยก็เลยหมดไป  เพราะปราสาทดังกล่าว  คงไม่หลงเหลือวิญญาณที่แท้จริงให้ได้ชื่นชมอีกต่อไป</p>
<p>หนังสืออ้างอิง</p>
<p>วิสันธนี  โพธิสุนทรปราสาทเขาน้อย จังหวัดปราจีนบุรีกรมศิลปากร2533.</p>
<p>&#8230;&#8230;..</p>
<p><span style="color: #333300;">พิมพ์เผยแพร่ใน  สยามรัฐรายวัน  วันที่  17  กุมภาพันธ์  พุทธศักราช  2541</span></p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/general-article/khaonoi-castle/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/general-article/khaonoi-castle/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บ้านมีไฟและโรงพยาบาล</title>
		<link>http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Jul 2008 14:57:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ 1]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=86</guid>
		<description><![CDATA[บ้านมีไฟและโรงพยาบาล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานของประเทศไทย โดยเฉพาะอีสานใต้ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาหรือราชอาณาจักรเขมรในอดีต เป็นบริเวณที่พบสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยหินทราย ศิลาแลง และอิฐ มีรูปแบบของศิลปะเขมร หรือที่เรียกว่าปราสาทหิน ในจังหวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง อ. เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และปราสาทสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น นอกจากนั้นยังพบปราสาทขนาดเล็กสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย ที่เรียกว่าที่พักคนเดินทาง หรือธรรมศาลา และโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาล ที่เรียกว่ากุฏิฤาษีหรือกู่ฤาษี เช่น ปราสาทตาเมือน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นที่พักคนเดินทาง และ กู่ฤาษีจอมพระ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ กู่สันตรัตน์ อ.นาดูน &#8230; <a href="http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h5>บ้านมีไฟและโรงพยาบาล</h5>
<p>ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานของประเทศไทย โดยเฉพาะอีสานใต้ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาหรือราชอาณาจักรเขมรในอดีต เป็นบริเวณที่พบสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยหินทราย ศิลาแลง และอิฐ มีรูปแบบของศิลปะเขมร หรือที่เรียกว่าปราสาทหิน ในจังหวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง อ. เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และปราสาทสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น<br />
นอกจากนั้นยังพบปราสาทขนาดเล็กสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย ที่เรียกว่าที่พักคนเดินทาง หรือธรรมศาลา และโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาล ที่เรียกว่ากุฏิฤาษีหรือกู่ฤาษี เช่น ปราสาทตาเมือน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นที่พักคนเดินทาง และ กู่ฤาษีจอมพระ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ กู่สันตรัตน์ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม กู่ ฤาษีบ้านนางรำ อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาล เป็นต้น<br />
ที่พักคนเดินทางและโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาลเหล่านี้ ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระมหากษัตริย์เขมร ซึ่ง ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1724 – ประมาณ พ.ศ. 1763 ทรงสร้างขึ้น ปรากฏหลักฐานตามจารึกปราสาทพระขรรค์ เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาฯ ที่กล่าวว่าพระองค์ได้สร้าง “ บ้านที่มีไฟ” หรือที่พักคนเดินทาง ตามสายทางเดินที่มีอยู่ในราชอาณาจักรเขมร คือบนถนนนอกเมืองพระนครหลวงไปยังอาณาจักรจำปา (เมืองฝันรังหรือวิชัยคือบิญดิญ) 57 แห่ง บนถนนจากเมืองพระนครหลวงไปยังปราสาทหินพิมาย บนที่ราบสูงโคราชภายในประเทศไทย 17 แห่ง บนสายทางเดินไปตามเมืองต่างๆ 44 แห่ง อยู่เขาพนมจิสอร์ 1 แห่ง และยังไม่พบร่องรอบ 2 แห่ง รวม 121 แห่ง ตั้งอยู่ห่างกันประมาณแห่งละ 15 กิโลเมตร (ชะเอม แก้วคล้าย.2528:54)</p>
<p><span id="more-86"></span><br />
นอกจากนั้นยังพบจารึก  ของพระเจ้าชัยวรมันที่  7  ในประเทศไทยจำนวนหลายหลัก  มี  เนื้อหาคล้ายคลึงกัน  ที่ระบุถึงการสร้างโรงพยาบาล  เช่น  จารึกปราสาท  จาก  อ.ปราสาท  จ.  สุรินทร์  จารึกด่านปะคำ  อ.ปะคำ  จ.บุรีรัมย์  จารึกปราสาทตาเมือน  อ.กาบเชิง  จ.สุรินทร์  และจารึกพิมาย  จาก  อ.พิมาย  จ.  นครราชสีมา<br />
จากจารึกด่านปะคำ  ด้านที่  2  โศลก  1  กล่าวว่า  “โรคทางร่างกายของประชาชนนี้  เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง  เพราะว่าความทุกข์ของราษฎร  แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์  แต่เป็นความทุกข์ของเจ้าเมือง”  และโศลก  4  กล่าวว่า  “พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลและรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคตพร้อมด้วยรูปพระชิโนรสทั้งสองโดยรอบ  เพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชนตลอดไป”(ชะเอม  แก้วคล้าย..2528:23<br />
จากหลักฐาน  คือร่องรอยของถนนโบราณสิ่งก่อสร้างที่พักคนเดินทาง  โรงพยาบาล  และจารึกที่พบทั้งในประเทศไทย และประเทศกัมพูชาฯ  ทำให้มั่นใจได้ว่า  ที่พักคนเดินทางและโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาล  หรือกุฏิฤาษี  ที่พบในภาคอีสานนี้  ทุกแห่งสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่  7  อย่างแน่นอน<br />
จากรูปแบบของกุฏิฤาษีหรืออโรคยาศาลที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนั้นอาจสันนิษฐานได้ว่า  คงจะเป็นศาสนสถานประจำโรงพยาบาล  เพราะอาคารโรงพยาบาลคงจะสร้างด้วยไม้ซึ่งได้เสื่อมสลายสูญหายไปหมดแล้วทั้งนี้เพราะ”ผู้เจ็บป่วยคงจะไม่พักอาศัยในอาคารที่ทำด้วยศิลาแลง  หินหรืออิฐ  เนื่องจากอาคารถาวรเช่นนั้นจะสงวนไว้เฉพาะพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นแม้แต่บุคคลที่สำคัญที่สุด  เช่น  พระมหากษัตริย์ก็ยังประทับอยู่ในพระราชมณเฑียรที่ทำด้วยไม้เช่นกัน”(คณะเภสัชศาสตร์  .2538:252)<br />
อีกประการหนึ่งได้ระบุว่า  “ในสถานพยาบาลจะมีหมอ  2  คน  แต่ละคนมีผู้ช่วยเป็นผู้ชาย  1  คน  ผู้หญิง  2  คน  พนักงานเก็บของและทำหน้าที่จ่ายยา  2  คน แม่ครัว  2  คน ทำหน้าที่ในการหาฟืน  ตักน้ำและทำความสะอาดอาคาร  คนใช้  2  คน  ทำหน้าที่เตรียมของถวายพระพุทธเจ้า  ซึ่งน่าจะหมายถึงพระโพธิสัตว์รวมทั้งพระพุทธไภษัชยคุรุประภา  พนักงานทำหน้าที่เป็นพยาบาล  14  คน  คนงานหญิง  6  คน  ทำหน้าที่ต้นน้ำและบดยา  คนงานหญิง  2  คน  ทำหน้าที่ตำข้าว  รวมมีจำนวนคนที่ทำงานอยู่ในสถานพยาบาล  32  คนนอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่อีกจำนวน  66  คน  ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่กินเอง  ทำให้มีเจ้าหน้าที่รวม  98  คน”(คณะเภสัชศาสตร์.2538:253)<br />
ซึ่งเมื่อจำนวนคน  (จำนวนคนที่ปรากฏในจารึกอาจมีมากหรือน้อยกว่า  เข้าใจว่าคงทำหน้าที่อื่นแต่ไม่ได้ระบุไว้ในจารึก)  มาเทียบเคียงกับโบราณสถานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีขนาดเล็ก  จะเห็นได้ว่า  คนจำนวน  98  คนนั้น  ไม่สามารถจะอาศัยอยู่ในอาคารดังกล่าวได้  ดังนั้น  จะต้องมีอาคารอื่นๆ  ที่สร้างด้วยไม้สำหรับเจ้าหน้าที่และคนไข้อย่างแน่นอน<br />
สำหรับรูปแบของโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาล  โดยทั่วไปจะสร้างด้วยศิลาแลง  ใช้หินทรายทำกรอบประตู  และประดับตกแต่งส่วนอื่นๆ    ศาสนสถานจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ประกอบด้วย  ปราสาทประธานที่ตั้งอยู่ตรงกลาง   มีกำแพงแก้วล้อมรอบ  ด้านหน้ามีโคปุระหรือประตูทางเข้า  ภายในกำแพงแก้วนอกจากประสาทประธานแล้ว  จะมีบรรณาลัยซึ่งมักจะตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน  ส่วนนอกกำแพงแก้ว  ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นสระน้ำ  ซึ่งมักจะกรุขอบสระด้วยศิลาแลง  เช่นปราสาทสระกำแพงน้อย  อ.อุทุมพรพิสัย  จ.ศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นอโรคยาศาล  เป็นต้น<br />
ในจังหวัดบุรีรัมย์  ได้พบทั้งที่พักคนเดินทางและโรงพยาบาลตามอำเภอต่างๆ  หลายแห่ง  เช่น  ปราสาทบ้านบุ  ตั้งอยู่ในโรงเรียนบ้านบุวิทยาสรรค์  อ.  ประโคนชัย  ปราสาททนง  อ.บ้านกรวด  ปราสาทหนองปล่อง  อ.นางรอง  ซึ่งเป็นที่พักคนเดินทาง  ส่วนที่เป็นอโรคยาศาลก็พบจำนวนมากเช่นกุฏิฤาษีโคกเมือง  กุฏิฤาษีหนองบัวราย  อ.ประโคนชัย  ปราสาทโคกงิ้ว  อ.ปะคำ  กู่ฤาษีบ้านหนองเยือง  อ.  บ้านใหม่ไชยพจน์  เป็นต้น  ซึ่งบางแห่งยังอยู่ในสภาพดี  มีรูปแบบชัดเจน  แต่บางแห่งพังทลายจนไม่สามารถทราบรูปแบบที่แท้จริงได้  บางแห่งถูกทำลายสูญหายบางแห่งสร้างอาคารซ้อนทับ  แต่ทุกแห่งก็น่าสนใจศึกษาแทบทั้งสิ้น<br />
ส่วนรูปแบบของที่พังคนเดินทาง  จะสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย  เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ตอนหน้ามีประตูทางเข้า  เป็นห้องโถงยาว  มีหน้าต่าง  ส่วนท้ายของอาคาร  ทำ เป็นยอดปราสาท  เช่น  ปราสาทตาเมือน  อ.กาบเชิง  จ.  สุรินทร์  เป็นต้น</p>
<p>โบราณสถานที่เรียกว่าที่พักคนเดินทางและโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาล  ที่พระเจ้าชัยวรมันที่  7  พระมหากษัตริย์เขมร  โปรดให้สร้างขึ้นเป็นจำนวนมากทั่วราชอาณาจักรของพระองค์โดยเฉพาะที่สร้างขึ้นตามเส้นทางจากเมืองพระนครหลวงมายังเมืองพิมายนั้น  ได้พบในจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจำนวนมาก และเนื่องจากโบราณสถานดังกล่าว  มีขนาดเล็ก  สร้างด้วยศิลาแลงเป็นส่วนใหญ่  มีสีค่อนข้างดำคล้ำ  ใช้หินทรายประดับตกแต่งบ้างเพียงเล็กน้อยและส่วนสำคัญของปราสาท  เช่น  ทับหลัง  และรูปเคารพสูญหายไป  บางชิ้นนำไปเก็บรักษาไว้ตามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ทำให้ปราสาทขาดความน่าสนใจ  อีกทั้งยังขาดการเอาใจใส่ดูแลรักษาเท่าที่ควร  จึงทำให้โบราณสถานประเภทนี้อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม<br />
แต่อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งกุฏิฤาษี  บ้านโคกเมือง  และกุฏิฤาษีบ้านหนองบัวราย  โดยปรับภูมิทัศน์และเคลื่อนย้ายราษฏรที่บุกรุกเข้าไปสร้างที่อยู่อาศัยในเขตโบราณสถานเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์<br />
ท่านละครับ  เคยไปชมบ้านมีไฟและโรงพยาบาลในอดีตแล้วหรือยัง</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฌฺมัวะปราซาดทมอฺ(ชื่อปราสาท)</title>
		<link>http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%8c%e0%b8%ba%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ba/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%8c%e0%b8%ba%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ba/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Jul 2008 14:34:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ 1]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=85</guid>
		<description><![CDATA[ฌฺมัวะปราซาดทมอฺ(ชื่อปราสาท) รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ ภาพ : ปราสาทเขาน้อย  จังหวัดสระแก้ว “ในอดีต ปราสาทที่ได้เอ่ยนามมาแล้วนั้น ล้วนมีความสำคัญ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้เสื่อมใสศรัทธา มีผู้คนดูแลรักษาเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันปรากฏว่า ปราสาทเหล่านั้นอยู่ในสภาพปรักหักพัง ขาดคนเอาใจใส่ดูแลรักษา อาจทำให้มองเห็นสัจธรรมของความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมของอำนาขและความดับสูญของสรรพสิ่งทั้งปวง” ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของผู้ที่ไม่รู้ภาษาเขมร แต่สนใจศึกษาศิลปะเขมร และสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรในประเทศไทยหรือปราสาทหิน ก็คือ ชื่อปราสาท ทั้งนี้เพราะชื่อปราสาทต่างๆ ที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปทางภาคอีสานโดยเฉพาะอย่างยิ่งอีสานตอนใต้นั้น มาจากหลายภาษา มีทั้งภาษาไทย ภาษาลาว ภาษาเขมร ภาษาส่วยและภาษาท้องถิ่น บางชื่อก็มาจากต่างภาษาผสมกัน จึงทำให้จำยาก ออกเสียงลำบาก และไม่เข้าใจความหมายของชื่อเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อของปราสาทส่วนใหญ่จะเป็นภาษาไทย ส่วนที่เป็นภาษาลาว ก็เข้าใจได้ง่าย เพราะภาษาคล้ายคลึงกัน และคุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่ซื่อที่เป็นภาษาเขมร เช่น &#8230; <a href="http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%8c%e0%b8%ba%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ba/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ฌฺมัวะปราซาดทมอฺ(ชื่อปราสาท)</p>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/kuwnoi.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%8c%e0%b8%ba%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ba]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-231" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="kuwnoi" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/kuwnoi-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p><em><span style="color: #008080;">ภาพ : ปราสาทเขาน้อย  จังหวัดสระแก้ว</span></em></p>
<p><em><span style="color: #008080;">“ในอดีต  ปราสาทที่ได้เอ่ยนามมาแล้วนั้น  ล้วนมีความสำคัญ  เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้เสื่อมใสศรัทธา  มีผู้คนดูแลรักษาเป็นจำนวนมาก  แต่ในปัจจุบันปรากฏว่า  ปราสาทเหล่านั้นอยู่ในสภาพปรักหักพัง  ขาดคนเอาใจใส่ดูแลรักษา  อาจทำให้มองเห็นสัจธรรมของความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมของอำนาขและความดับสูญของสรรพสิ่งทั้งปวง”</span></em></p>
<p>ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของผู้ที่ไม่รู้ภาษาเขมร แต่สนใจศึกษาศิลปะเขมร และสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรในประเทศไทยหรือปราสาทหิน ก็คือ ชื่อปราสาท ทั้งนี้เพราะชื่อปราสาทต่างๆ ที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปทางภาคอีสานโดยเฉพาะอย่างยิ่งอีสานตอนใต้นั้น มาจากหลายภาษา มีทั้งภาษาไทย ภาษาลาว ภาษาเขมร ภาษาส่วยและภาษาท้องถิ่น บางชื่อก็มาจากต่างภาษาผสมกัน จึงทำให้จำยาก ออกเสียงลำบาก และไม่เข้าใจความหมายของชื่อเหล่านั้น</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อของปราสาทส่วนใหญ่จะเป็นภาษาไทย ส่วนที่เป็นภาษาลาว ก็เข้าใจได้ง่าย เพราะภาษาคล้ายคลึงกัน และคุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่ซื่อที่เป็นภาษาเขมร เช่น ปราสาทสดกก๊อกธมกิ่งอำเภอโคกสูง จังหวัด สระแก้ว ฟังไม่ค่อยคุ้นหู ก็อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ชื่อที่เป็นภาษาเขมร ก็มีไม่มากนัก พอจดจำทำความเข้าใจกันได้ ก็จะขอนำชื่อเหล่านั้นสัก 2 – 3 ชื่อมาวิเคราะห์หาความหมาย พอให้เข้าใจเพื่อเป็นส่วนช่วยเสริมในการศึกษาศิลปะเขมรและศิลปะร่วมแบบเขมร ในประเทศไทยต่อไป<br />
การวิเคราะห์ภาษาคงต้องหาคนช่วย เพราะรู้ภาษาเขมรเพียงเล็กน้อย ก็ได้ผู้ช่วยศาสตราจารย์สัทธา อาริยะธุกันต์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผู้เชียวชาญด้านการอ่านจารึกและภาษาโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาเขมร ช่วยกันวิเคราะห์ ดังนั้น ความดีก็คงต้องมอบให้แก่ท่านและขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย</p>
<p><span id="more-85"></span></p>
<p>ชื่อของปราสาทที่เป็นภาษาเขมรนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่แถวจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนประเทศเขมา ส่วนจังหวัดที่อยู่ห่างชายแดนออกไป เช่น จังหวัดนครราชสีมา ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สกลนคร ฯลฯ ชื่อปราสาทมักจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาลาว จะหลงเหลือเป็นภาษาเขมรอยู่บ้างก็น้อยมาก เช่น ปราสาทนารายณ์เจงเวง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เป็นต้น<br />
บทความนี้ จะนำชื่อปราสาทหินที่เป็นภาษาเขมร มาวิเคราะห์ความหมายที่น่าจะเป็นไปได้ และสมเหตุสมผลสัก 2 – 3 ชื่อเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าต่อไป ปราสาทดังกล่าวได้แก่</p>
<p><strong>1. ปราสาทตระเปียงเตีย </strong>ตั้งอยู่ที่บ้านหนองเกาะ ตำบลลำดวน อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ เป็นปราสาทที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสก่อด้วยอิฐซ้อนกันขึ้นไปสี่ชั้น ยอดทำเป็นทรงดอกบัวตูมมีประตูทางเข้าทางทิศตะวันออก รูปแบบศิลปกรรมเป็นแบบลาวรุ่นสมัยอยุธยาตอนปลาย หรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (กรมศิลปากร.2538:125) ปราสาทแห่งนี้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนและกำหนดเขต โบราณสถานแล้วโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478 และเล่มที่ 99 ตอนที่ 155 วันที่ 21 ตุลาคม 2525 เนื้อที่ 1 งาน 33 ตารางวา<br />
ตระเปียงเตีย เป็นภาษาเขมร ถ้าแปลตามตัวอักษร “ตระเปียง” แปลว่า บ่อหรือหลุมที่มนุษย์ขุดขึ้น เป็นสระน้ำ หรือ บาราย ซึ่งปราสาททุกแห่งมักจะมี โดยผู้สร้างปราสาทจะขุดขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในศาสนสถาน-ชุมชน และใช้ดินที่ขุดขึ้นจากสระปรับบริเวณที่จะสร้างปราสาท หรือแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ส่วน “เตีย” แปลว่า เป็ด รวมแล้ว แปลความให้สละสลวยว่า หนองเป็ดน้ำ<br />
นกเป็ดน้ำนั้น ตามปกติมักจะอพยพย้ายถิ่น เมื่ออากาศในแถบที่มันอาศัยอยู่หนาวจัด จะพากันหลบลมหนาวมาหากินในแถบที่อากาศอบอุ่นกว่า<br />
ตระเปียงเตีย ในอดีต น่าจะมีอากาศอบอุ่นสบาย เป็นแหล่งที่มีสัตว์น้ำชุกชุม จึงทำให้มีนกเป็ดน้ำมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก<br />
แหล่งโบราณคดี ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถ้ำเป็ดทอง” (มีจารึกของพระเจ้าจิตเสน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 ) อยู่ที่อำเภอประคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ในอดีต อากาศก็คงอบอุ่นสบายดี จึงมีนกเป็ดน้ำมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน<br />
ถ้ำเป็ดทองนี้ ชาวบ้านเล่าขานกันต่อๆ มาว่า วันดีคืนดี (วันเพ็ญ) จะมีเป็ดสีทองลอยเต็มลำน้ำ แต่ไม่เคยมีใครจับตัวมันได้เลยบริเวณนั้นจึงกลายเป็น “อาถรรพ์สถาน” แต่ปัจจุบันชาวบ้านถากถางทำไร่หมด ตัวถ้ำก็ทรุดจนเกือบจะไม่เห็นจารึกแล้ว<br />
อย่างไรก็ตาม การจะทราบว่าปราสาทชื่ออะไรจริงๆ คงต้องหาหลักฐานมาประกอบการสันนิษฐานมากมาย เช่น จารึกที่ปรากฏอยู่ที่ปราสาทแห่งนั้น เป็นต้น แต่การค้นพบ และการตั้งชื่อปราสาทโดยทั่ว ๆ ไป มักตั้งตามภูมินามที่ปรากฏในปัจจุบัน หรือตั้งตามนามผู้สร้าง ตามภาพหรือลวดลายที่ปรากฏบนปราสาท ตามนิทานปรัมปรา หรือ ความเชื่อ (ลัทธิ) ดังนั้น ตระเปียงเตีย จึงเป็นชื่อปราสาทที่ตั้งภูมินาม เพราะมีสระหรือหนองน้ำปรากฏอยู่</p>
<p><strong>2. ปราสาททนง</strong> ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาททนง ตำบลปราสาททนง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทแห่งนี้เดิมเป็นเนินดินขนาดใหญ่ปัจจุบันได้มีการขุดแต่งแล้วโดยหน่วย ศิลปากรที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2537 พบฐานปราสาทที่ก่อด้วยศิลาแลง 2 ฐานอยู่ใกล้เคียงกัน ตามทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทยของกรมศิลปากร เล่ม 3 จังหวัดสุรินทร์ ไม่ปรากฏหลักฐานการขึ้นทะเบียน<br />
นามปราสาททนง เฉพาะ ทนง ออกสำเนียงเขมรว่า “ทะน็วง” แปลเป็นภาษาไทย คือ ประดู่ แปลโดยรวมคือปราสาทประดู่ซึ่งเป็นภูมินามของบริเวณนั้นว่ามีต้นประดู่เกิด ขึ้นมาก การตั้งชื่อปราสาทตามชื่อต้นไม้ มีปรากฏที่อื่นอีกเช่นปราสาทระแงง(ปราสาทศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์) ซึ่งคำนี้เป็นภาษาเขมร แปลเป็นภาษาไทยคือ ต้นติ้ว หรือ แต้ว ซึ่งมีใบออกรสเปรี้ยว ดอกสีขาวออกชมพู ชาวบ้านนำยอดหรือดอกมาประกอบผักจิ้มหรือแกง ส่วนประดู่ ดอกจะเป็นสีเหลืองอ่อน ออกดอกตามก้านเรียงกันไป ดอกไม่ย้อยเป็นพวงเหมือนดอกชัยพฤกษ์ คนโบราณอาจใช้ดอกประดู่เป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมก็เป็นได้ แต่ความสมเหตุสมผลของชื่อปราสาททนง น่าจะเพราะใช้ไม้ประดูสร้างส่วนสำคัญของปราสาท เช่น ประตูหรือฝ้าเพดาน เป็นต้น</p>
<p><strong>3. ปราสาทปลายบัด</strong> ตั้งอยู่บนเขาปลายบัดบ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โบราณสถานแห่งนี้มีปราสาทก่ออิฐ เสากรอบประตูและทับหลังทำด้วยหินทราย และบรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลง เสากรอบประตูทำด้วยหินทรายทั้งปราสาทและบรรณาลัยอยู่ในสภาพปรักหักพัง ตามทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทยของกรมศิลปากร เล่ม 2 จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ปรากฏหลักฐานการขึ้นทะเบียน<br />
“ปลายบัด” หรือ “ไปรบัด” ไม่ทราบสำเนียงที่ชาวบ้านดั้งเดิมออกเสียงอย่างไร แต่ชื่อที่เป็นทางการคือ ปราสาทปลายบัด ซึ่งถ้าให้สันนิษฐานด้านการกลายเสียง ก็จะได้รสชาติมากยิ่งขึ้น ดูคำว่า “ไปรบัด” ก่อน ถ้าชาวบ้านออกสำเนียงเช่นนี้ ก็แปลว่า ป่าหาย แต่ถ้าเอาคำว่า “ปลายบัด” มาตีความ ก็สามารถตีความได้เป็น 2 นัยคือ<br />
ข้อแรก “ปลาย” เป็นภาษาไทย แปลว่า ยอด ส่วนคำว่า “ บัด “ เป็นภาษาเขมาแปลว่า หาย รวมความว่า ยอดหาย ปราสาทปลายบัดก็แปลว่าปราสาทยอดหาย ที่แปลว่า ปราสาทยอดหายนั้น บางทีชาวบ้านมองปราสาทนี้ซึ่งบังยอดเขาอยู่ มองไม่เห็นยอด จึงเรียกว่าปราสาทยอดหาย หรือปราสาทสร้างไม่เสร็จตามทฤษฎีการสร้างปราสาทของผู้มีอำนาจโบราณ คือ ต้องสร้างไม่ให้เสร็จ บังเอิญค้างเฉพาะส่วนยอดไว้ และสมัยต่อมาก็ไม่มีใครไปสร้างเพิ่มเติม ยอดปราสาทที่สร้างไม่เสร็จก็คงอยู่เช่นนั้น ชาวบ้านที่พบเห็น จึงเรียกว่า “ ปราสาทปลายบัด” หรือปราสาทยอดหายเรื่อยมา<br />
มีข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งของชื่อปราสาทปลายบัด คือ อาจมาจากการเพี้ยนเสียงว่า “ปราสาทปลายบาตร” ที่สันนิฐานอย่างนี้ก็ เพราะศาสนสถานบางแห่ง ได้รับอิทธิพลศาสนาพุทธ ยอดปราสาทอาจทำเป็นรูปคล้ายบาตรพระ ชาวบ้านจึงเรียกตามที่เห็นว่าปราสาทปลายบาตร นานๆ เข้าเสียงจึงกร่อนเป็นปลายบัดได้<br />
ข้อสอง “ปลาย” เป็นภาษาเขมรเพี้ยนมาจากคำว่า “บาราย” ซึ่งคนเขมรพื้นบ้านยังใช้คำว่า “ปลาย” กันทั่วไปในการเรียกหนองน้ำคำเขมรอื่นๆ ที่มีการกลายสียงระหว่าง “ร” และ “ล” มีหลายคำเช่น ก็อนด็อร ออกเสียงเป็น ก็อนด็อล (แปลว่า หนู) ขน็อร ออกเสียง ขน็อล (แปลว่าขนุน) เป็นต้น ดังนั้นคำว่าบารายอาจ เพี้ยนเป็นปลายและแปลรวมว่า “หนองน้ำหาย” ซึ่งถ้าดูสภาพพื้นที่ของปราสาทที่ตั้งอยู่บนยอดเขา แต่ไม่มีแหล่งน้ำใกล้ ๆ ต้องลงไปหาแหล่งน้ำที่เชิงเขาก็น่าจะสันนิษฐานอย่างนั้นได้</p>
<p><strong>4. ปราสาทนารายณ์เจงเวง </strong>ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดสกลนครเป็นปราสาทขนาดเล็กสมัยบาปวน องค์ปราสาทมีประตูทางเข้าทางทิศตะวันออก ส่วนประตูอีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอกทับหลังของปราสาทเป็นภาพแกะสลักเรื่องพระกฤษณะต่อสู้กับสิงห์ ส่วนหน้าบันแกะสลักเรื่องศิวนาฏราชและนารายณ์บรรทมสินธุ์<br />
คำว่า “เจงเวง” เป็นภาษาเขมรที่แปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากแปลว่า “พระบาทยาว” รวมความแปลว่า “ปราสาทนารายณ์พระบาทยาว” “เจง” มาจากเจิง แปลว่า ขา (พระบาท) “เวง” มาจาก “แวง” แปลว่ายาว นับเป็นชื่อปราสาทที่ออกสำเนียงตามการพูดมากกว่าจะดูที่การสะกดเพราะชื่อ หมู่บ้านส่วนใหญ่มักออก “แวง” ทั้งนั้น เช่น บ้านหนองแวง บ้านหนองแวงควง บ้านโคกแวง บ้านสามแวง บ้านดงแวง ฯลฯ ชื่อปราสาทนี้ออกจะแสดงถึงความชั่งสังเกตของชาวบ้านที่ไปพบเห็นว่า ภาพแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนหน้าบันด้านทิศเหนือของปราสาท มีจุดเด่นที่พระนารายณ์มีพระบาทยาว จึงตั้งชื่อปราสาทว่า นารายณ์เจงเวง หรือ อาจตั้งตามเทวนิยายเรื่อง วามนาวตาร วิษณุตรีวิกรม หรือที่รู้จักกันดีว่า “นารายณ์ย่างสามขุม” เรื่องก็มีอยู่ว่าท้าวพลีซึ่งเป็นอสูรได้ทำพิธีบูชายัญ ทำให้มีฤทธิ์เพิ่มขึ้นมากมาย จนสามารถยึดมนุษย์โลกและเทวโลกได้ ทำให้ฝ่ายเทพเดือดร้อน เป็นเหตุให้พระนารายณ์ต้องอวตารลงมาปราบ พระนารายณ์ได้อวตารลงมาเกิดเป็นพราหมณ์เตี้ยชื่อวามน และเข้าไปร่วมพิธีบูชายัญกับท้าวพลี จนสามารถทำให้ท้าวพลีไว้เนื้อเชื่อใจ และสัญญาว่าจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พราหมณ์เตี้ยต้องการ พราหมณ์เตี้ยขอแผ่นดินเพียงสามก้าว ซึ่งท้าวพลีก็ยินดียกให้ พราหมณ์เตี้ยจึงเนรมิตกายให้ใหญ่ขึ้นจนสุดประมาณได้ และก้าวสามก้าวก็ได้โลกทั้งสาม คือมนุษย์ บาดาล และสวรรค์ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ตั้งชื่อปราสาทแห่งนี้ว่านารายณ์พระบาทยาวก็ได้</p>
<p><strong>5. ปราสาทสดกก๊อกธม </strong>ตั้งอยู่ที่ตำบลโคกสูง กิ่งอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นปราสาทขนาดเล็กสมัยบาปวนสร้างในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 11 ปราสาทสดกก๊อกธม ตั้งอยู่ในกำแพงแก้วที่มีโคปุรุหรือทางเข้าทั้ง 4 ทิศ หน้าปราสาทมีบรรณาลัย 2 หลังนอกกำแพงแก้วเป็นบารายโดยรอบเว้นทางเข้าด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ขณะนี้กรมศิลปากรกำลังทำการบูรณะ<br />
“สดก” เป็นภาษาเขมร แปลว่า รก ทึบ หนา ก๊อก อาจมาจากคำว่า “กก” แปลว่านก ประเภทนกยาง นกกระสา หรือมาจาก กุก ซึ่งแปลว่าต้นกก ที่ชาวบ้านนำมาทอเสื่อ หรือ ก๊อก เพี้ยนมาจากคำว่า “โคก” ซึ่งแปลว่า โคก เนิน ส่วน ธม แปลว่า ใหญ่ ถ้าจะแปลตามที่แจกศัพท์ คำว่า “สดกก๊อกธม” อาจแปลได้ว่า<br />
ปราสาทนกยางใหญ่มีจำนวนมาก<br />
ปราสาทที่มีต้นกกขึ้นหนาแน่นมาก (ลำต้นใหญ่)<br />
ปราสาทโคกใหญ่ (ป่า) รก ทึบ<br />
ส่วนที่มีการเรียก “กก” แปลเป็นโคนไม้ ตามภาษาไทยพื้นบ้าน อาจแปลได้เช่นกันว่า ปราสาทที่มีโคนไม้ใหญ่ๆ หนาทึบแต่ถ้าจะแปลให้ได้ความสมเหตุสมผล ก็คือ ปราสาทที่มีต้นกกขึ้นรกหนาทึบมากกว่า เพราะโดยรอบปราสาทมีบารายและมีต้นกกขึ้นเต็มไปหมด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะแปลหรือเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม ความสำคัญของปราสาทสดกก๊อกธม มิใช่อยู่แต่เพียงเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่เท่านั้น แต่จารึกพบที่ปราสาทแห่งนี้ จำนวน 2 หลักนั้น มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ ราชวงศ์เขมรเป็นอย่างมากเพราะจารึกได้กล่าวถึงลำดับราชวงศ์ของกษัตริย์เขมร ไว้ค่อนข้างละเอียด<br />
สรุปได้ว่า ชื่อปราสาทหินซึ่งส่วนหนึ่งเป็นภาษาเขมรนั้น มักเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่ตามภูมินามที่ปราสาทนั้นตั้งอยู่ หรือตั้งตามชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง บุคคลหรือครอบครัวแรกที่อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณนั้น ตั้งตามภาษาถิ่นที่ชุมชนเหล่านั้นใช้สื่อสาร ตามลักษณะของรูปภาพและลวดลายที่ประดับตกแต่งปราสาท หรือตามนิยาย ปรัมปราและความเชื่อของชุมชน การรู้ความหมายของชื่อปราสาทคงจะเพิ่มรสชาติในการศึกษาศิลปะร่วมแบบเมรใน ประเทศไทยให้แก่ผู้สนใจมากยิ่งขึ้น เพราะอย่างน้อยก็ได้เห็นสภาพโดยรวมบริเวณชุมชนที่ปราสาทนั้นตั้งอยู่ แต่จะให้ดีก็ต้องเข้าไปสัมผัสชุมชน สัมผัสปราสาทเหล่านั้นด้วยตัวท่านเอง เป็นบรรยากาศอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจมากครับ<br />
แต่อย่างไรก็ตาม ในอดีต ปราสาทที่ได้เอ่ยนามมาแล้วนั้นล้วนมีความสำคัญ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่เสื่อมใสศรัทธา มีผู้คนดูแลรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ปราสาทสดกก๊อกธม ปรากฏว่ามีผู้ดูแลทั้งข้างขึ้นและข้างแรมถึง 151 คน แต่ในปัจจุบันปรากฏว่า ปราสาทเหล่านั้นอยู่ในสภาพปรักหักพัง ขาดคนเอาใจใส่ดูแลรักษา อาจทำให้มองเห็นสัจธรรมของความเจริญรุ่งเรืองความเสื่อมของอำนาจและความดับ สูญของสรรพสิ่งทั้งปวง</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%8c%e0%b8%ba%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ba/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%8c%e0%b8%ba%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ba/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทับหลังจำลอง :  เจตนาที่แฝงเร้น</title>
		<link>http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Jul 2008 12:22:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ 1]]></category>
		<category><![CDATA[ทับหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ปราสาทเมืองต่ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=80</guid>
		<description><![CDATA[“โบราณสถานนั้น เป็นสมบัติของชาติของประชาชน ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง การดำเนินการใดใด ประชาชนควรจะได้มีส่วนรับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนของปราสาทออกจากที่ตั้ง หรือ กรมศิลปากร ลืมเสียแล้วว่า สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2531.37) ได้ตรัสสั่งเมื่อครั้งเสด็จปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำเมื่อปี พ.ศ. 2472 ว่า “ให้รักษาหินจำหลักลวดลายไว้มิให้เป็นอันตราย และมีประกาศห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดมานำเอาไปจากที่เดิม” ทับหลังจำลอง : เจตนาที่แฝงเร้น รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน 10  มกราคม  2541 ในช่วงนี้ เรื่องราวของปราสาทเมืองต่ำ ที่ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์นั้น ได้รับการนำเสนอถึงความงาม ความสำคัญและความสมบูรณ์ในการบูรณะจากสื่อต่าง ๆ ค่อนข้างมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะปราสาทดังกล่าวเป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในโครงการแหล่งโบราณคดีเฉลิมพระเกียรติ &#8230; <a href="http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #000080;">“โบราณสถานนั้น  เป็นสมบัติของชาติของประชาชน  ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง  การดำเนินการใดใด  ประชาชนควรจะได้มีส่วนรับรู้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนของปราสาทออกจากที่ตั้ง  หรือ  กรมศิลปากร  ลืมเสียแล้วว่า  สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  (2531.37)  ได้ตรัสสั่งเมื่อครั้งเสด็จปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำเมื่อปี  พ.ศ.  2472  ว่า  “ให้รักษาหินจำหลักลวดลายไว้มิให้เป็นอันตราย  และมีประกาศห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดมานำเอาไปจากที่เดิม”</span></p>
<h5><span style="color: #003300;">ทับหลังจำลอง :  เจตนาที่แฝงเร้น</span></h5>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน 10  มกราคม  2541</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/muangtam.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-259" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="muangtam" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/muangtam-300x143.jpg" alt="" width="300" height="143" /></a></p>
<p>ในช่วงนี้ เรื่องราวของปราสาทเมืองต่ำ ที่ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์นั้น ได้รับการนำเสนอถึงความงาม ความสำคัญและความสมบูรณ์ในการบูรณะจากสื่อต่าง ๆ ค่อนข้างมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะปราสาทดังกล่าวเป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในโครงการแหล่งโบราณคดีเฉลิมพระเกียรติ ที่กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะจนสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครอง สิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539 และเมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2540 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดปราสาท ทำให้พสกนิกรที่เฝ้าทูลละออกพระบาท ณ ที่นั้นต่างปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่ สุดมิได้</p>
<p>ปราสาทเมืองต่ำ เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นปราสาทก่ออิฐ 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ จากระเบียงคดออกไปเป็นสระน้ำรูปตัวแอล 4 สระ ทั้งสี่มุม ถัดไปเป็นกำแพงแก้วที่มีประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติไว้ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2478</p>
<p><span id="more-80"></span></p>
<p>ถ้าท่านไปชมปราสาทเมืองต่ำในช่วงนี้  ท่านจะพบว่า  กรมศิลปากรได้บูรณะและพัฒนาโบราณสถานแห่งนี้ไว้อย่างดี  โดยย้ายประตูทางเข้าชมปราสาทจากด้านทิศตะวันออกไปไว้ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  และจัดแยกสถานที่จอดรถ  ศูนย์ข้อมูล  และร้านจำหน่ายสินค้าไว้ต่างหาก  จนเป็นระเบียบเรียบร้อยดี  ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เสียภูมิทัศน์ขององค์ปราสาท  ดังนั้น  ผู้เข้าชมจึงมีโอกาสได้เดินจากประตูทางเข้าไปยังด้านหน้า  ทำให้สามารถมองเห็นสภาพบริเวณโดยทั่วไปของปราสาท  ซึ่งคงสร้างความรู้สึกประทับใจได้พอสมควร<br />
บริเวณประตูทางเข้า  นอกจากจะมีศาลาที่พักและมีข้อมูลเกี่ยวกับปราสาท  และซุ้มจำหน่ายบัตรผ่านประตูแล้ว  ยังมีทับหลังหน้าบัน  และเสากรอบประตูทางเข้าของปราสาทประธานจำลองตั้งแสดงไว้ด้วย<br />
และเนื่องจากการจำลองได้ใช้วิธีหล่อ  จึงดูเหมือนจริงทุกอย่างซึ่งถ้าไม่มีป้ายบอกว่าเป็นการจำลองผู้ชมก็จะไม่สามารถทราบได้เลยว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นเป็นของจริง  หรือของที่ทำเลียนแบบขึ้นใหม่เท่าที่สังเกต  ประชาชนที่มาดู  จะรู้สึกชื่นชมกับกรมศิลปากรที่สามารถทำได้เหมือนของจริง  และพากันถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก<br />
นับว่าเป็นโชคดีของผู้เข้าชมปราสาทเมืองต่ำ  ที่ได้ทราบว่ามีการจำลองทับหลัง  หน้าบัน  และเสากรอบประตู  เพราะเป็นความรู้ซึ่งแตกต่างกับที่ปราสาทหินพนมรุ้ง  เพราะที่นั่น  มีการจำลองทวารบาล  เทพประจำทิศ  เศียรนาค  และอื่น ๆ  เป็นจำนวนมาก  โดยใช้วิธีหล่อจากของจริงเช่นเดียวกัน  แต่ไม่มีป้ายบอกว่าเป็นของจำลอง จึงไม่มีใครทราบว่าส่วนไหนเป็นของจริง  ส่วนไหนเป็นของจำลอง  ก็เลยไม่ได้รับความรู้<br />
ความจริงแล้ว  กรมศิลปากรน่าจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบถึงเหตุผลที่จะต้องจำลองทับหลัง  หน้าบัน  และเสากรอบประตูของปราสาทเมืองต่ำ  ควรแจ้งให้ทราบว่าได้จำลองไว้ทั้งหมดกี่ชิ้น  เอาไปเก็บไว้ที่ไหนบ้าง  และเหตุผลที่ต้องนำของจริงไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย  จ.นครราชสีมา  ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน  เพราะโบราณสถานนั้น  เป็นสมบัติของชาติของประชาชน  ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง  การดำเนินการใดใดประชาชนควรจะได้มีส่วนรับรู้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนของปราสาทออกจากที่ตั้ง<br />
หรือ  กรมศิลปากร  ลืมเสียแล้วว่า  สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  (2531.37)  ได้ตรัสสั่งเมื่อครั้งเสด็จปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ  เมื่อปี  พ.ศ.  2472  ว่า  “ให้รักษาหินจำหลักลวดลายไว้มิให้เป็นอันตราย  และมีประกาศห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดมานำเอาไปจากที่เดิม”</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/general-article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

