<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ &#187; บทความบุรีรัมย์</title>
	<atom:link href="http://www.wisut.net/category/bureerum-article/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.wisut.net</link>
	<description>Wisut Pinyowanichaka &#124; My Open Profile Online</description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Jan 2012 13:42:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.3</generator>
		<item>
		<title>บุรีรัมย์ ; เมืองปราสาทหิน  ถิ่นภูเขาไฟ ทผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม 1</title>
		<link>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Jan 2009 14:46:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความบุรีรัมย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=1234</guid>
		<description><![CDATA[บุรีรัมย์ : เมืองปราสาทหิน รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ จังหวัดบุรีรัมย์  มีคำขวัญว่า  เมืองปราสาทหิน  ถิ่นภูเขาไฟ  ผ้าไหมสวย  รวยวัฒนธรรม ตราประจำจังหวัด เป็นรูปเทพนาฏศิลป์  ฟ้อนรำอยู่เบื้องหน้าองค์ปราสาทในกรอบวงกลม ตราสัญลักษ์การท่องเที่ยวบุรีรัมย์ เป็นรูปนาคราช 5 เศียรขดตัวเป็นวงกลม จากคำขวัญ  ได้แสดงให้เห็นลักษณะที่โดดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ คือ มีปราสาทหินเป็นจำนวนมาก  มีภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วถึง 6  ลูก  ผู้คนมีฝีไม้ลายมือ  มีภูมิปัญญาสามารถผลิตผ้าไหมมัดหมี่ที่ประณีตสวยงามจนมีชื่อเสียง  มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่งดงามหลากหลายของกลุ่มชนต่างๆ เช่น ไทยโคราช ไทยลาว ไทยเขมร และไทยส่วย นอกจากนั้น  ยังได้พบชุมชนโบราณถึง 144  แห่ง  มีแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบดินเผาโบราณ  เท่าที่กรมศิลปากรสำรวจแล้วมีมากกว่า 300  &#8230; <a href="http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บุรีรัมย์ : เมืองปราสาทหิน<br />
รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>จังหวัดบุรีรัมย์  มีคำขวัญว่า  เมืองปราสาทหิน  ถิ่นภูเขาไฟ  ผ้าไหมสวย  รวยวัฒนธรรม<br />
ตราประจำจังหวัด เป็นรูปเทพนาฏศิลป์  ฟ้อนรำอยู่เบื้องหน้าองค์ปราสาทในกรอบวงกลม</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/01/buri1.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1235" title="buri1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/01/buri1.jpg" alt="" /></a><br />
ตราสัญลักษ์การท่องเที่ยวบุรีรัมย์ เป็นรูปนาคราช 5 เศียรขดตัวเป็นวงกลม</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/01/buri.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1236" title="buri" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/01/buri.jpg" alt="" /></a><br />
<span id="more-1234"></span></p>
<p>จากคำขวัญ  ได้แสดงให้เห็นลักษณะที่โดดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ คือ มีปราสาทหินเป็นจำนวนมาก  มีภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วถึง 6  ลูก  ผู้คนมีฝีไม้ลายมือ  มีภูมิปัญญาสามารถผลิตผ้าไหมมัดหมี่ที่ประณีตสวยงามจนมีชื่อเสียง  มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่งดงามหลากหลายของกลุ่มชนต่างๆ เช่น ไทยโคราช ไทยลาว ไทยเขมร และไทยส่วย นอกจากนั้น  ยังได้พบชุมชนโบราณถึง 144  แห่ง  มีแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบดินเผาโบราณ  เท่าที่กรมศิลปากรสำรวจแล้วมีมากกว่า 300  เตา<br />
สำหรับปราสาทหิน  จังหวัดบุรีรัมย์มีถึง  69  แห่ง  ตั้งอยู่ในเกือบทุกอำเภอ  ปราสาทหินที่สำคัญและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง คือ ปราสาทหินพนมรุ้ง  ปราสาทเมืองต่ำ  และกู่สวนแตงตามลำดับ<br />
ปราสาทหิน  เป็นเทวลัยในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู  ซึ่งนับถือเทพเจ้า 3 องค์ หรือ ตรีมูรติ  ได้แก่  พระพรหม  เทพผู้สร้าง  พระวิษณุ  เทพผู้รักษา  และพระศิวะ  เทพผู้ทำลาย  ปราสาทหินจะสร้างด้วยหินทราย ศิลาแลง อิฐ และใช้ไม้เป็นส่วนประกอบ  สำหรับส่วนที่เป็นไม้ได้หักพังสูญหายไปหมดแล้ว เหลือส่วนที่เป็นศิลา ปราสาทหิน เป็นสถาปัตยกรรมเขมรโบราณ มีทั้งขนาดใญ่และขนาดเล็ก  เรียกชื่อแตกต่างกัน บางแห่งเรียกปราสาทหิน เช่น ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา  บางแห่งเรียกปางค์กู่ เช่น  ปรางค์กู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์  จังหวัดบุรีรัมย์  บางแห่งเรียกกู่  เช่น  กู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน  จังหวัดมหาสารคาม  บางแห่งเรียกกุฏิฤาษี  เช่น กุฏิฤาษีหนองบัวราย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์  เป็นต้น<br />
โดยทั่วไป  ปราสาทหินจะมีรูปลักษณะคล้ายคลึงกัน  จะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด  สามารถแบ่งได้ 5 ประเภท  ตามจุดมุ่งหมายที่สร้าง  ซึ่งบางแห่งก็ทราบว่าเป็นปราสาทประเภทใด เนื่องจากมีจารึกระบุไว้  ส่วนที่ไม่มีจารึกระบุนั้น  แยกประเภทได้ยาก นอกจากมีรูปลักษณ์ที่อาจสันนิจฐานว่าเป็นปราสาทประเภทใด  ปราสาททั้ง 5  ประเภท ได้แก่<br />
1.  ปราสาทศูนย์กลางราชอาณาจักร<br />
เป็นปราสาทหรือเทวลัยที่พระมหากษัตริย์เขมรที่มีอำนาจบารมีทางการเมืองและทางเศรษฐกิจสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าที่พระองค์นับถือ  และเป็นศูนย์กลางของพระราชอาณาจักรและศูนย์กลางอำนาจของพระองค์  โดยสร้างปราสาทที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุตามคติจักรวาลแบบฮินดูอันเป็นที่สถิตของเทพเจ้า  พระมหากษัตริย์เขมรใช้เทวลัยในการประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกเป็นจักรพรรดิราช และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมหาเทพในรูปของศิวลึงค์ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ใจกลางของปราสาทนั้น  ปราสาทประเภทนี้มักจะสร้างบนภูเขา  หากไม่มีภูเขาก็จะสร้างไว้บนพื้นที่ราบ  โดยสร้างให้มีฐานสูงลดหลั่นกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ  ลักษณะคล้ายภูเขา เช่น ปราสาทพนมบาแค็ง ศูนย์กลางเมืองพระนคร และปราสาทบายน ศูนย์กลางเมืองพระนครหลวง ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือปราสาทหินพนมรุ้ง  ที่สันนิษฐานกันว่า น่าจะเป็นปราสาทศูนย์กลางของอาณาจักรมหิธรปุระ ซึ่งสร้างโดยราชสกุลวงค์แห่ง  มหิธรปุระ ที่มีอำนาจและอิทธิพลอยู่ในบริเวณนี้และและมีหลักฐานว่าเชื้อพระวงศ์ในราชสกุลนี้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์เขมร ถึง 5 พระองค์<br />
2.  ปราสาทบรรพบุรุษ  เป็นปราสาทหรือเทวลัยที่พระมหากษัตริย์เขมรสร้างขึ้นหลังจากที่พระองค์ได้พระราชอำนาจปกครองแล้ว  ก็จะเริ่มสร้างสิ่งสาธารณูปโภคให้แก่ชุมชนเมือง เช่น ขุดสระหรือบารายเพื่อการชลประทาน สร้างปราสาทหรือเทวลัยบูชาเทพเจ้าที่พระองค์นับถือ และสร้างปราสาทเพื่ออุทิศแด่บรรพบุรุษ  ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงแก่ราชอาณาจักรและราชบัลลังก์ก่อนพิธีราชาพิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิ์  โดยอ้างถึงความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติทางบรรพบุรุษ  เพื่อสร้างบารมีและความขอบธรรมในพระราชอำนาจ  ในขณะเดียวกันก็ขอให้บรรพบุรุษช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ภายในราชอาณาจักรที่พระองค์ทรงปกครองอยู่ด้วย<br />
3.  ปราสาทชุมชน  เป็นปราสาทหรือเทวลัยของชุมชน ซึ่งมีทั้งชุมชนขนาดใหญ่และชุมชนขนาดเล็ก  ปราสาทหรือเทวลัยเหล่านี้  นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา  อันเป็นศูนย์รวมความเลื่อมใสศรัทธาของชุมชนแล้ว  ยังเป็นศูนย์รวมและเครือข่ายทางการเมือง เศรษฐกิจของพระราชอาณาจักร หรือสร้างขึ้นตามพระราชโองการของพระมหากษัตริย์  เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวาระสำคัญต่างๆ บางแห่งสร้างขึ้นเป็นศาสนาสถานตามรายทางที่พระองค์ใช้เดินทางเพื่อจาริกแสวงบุญตามพระราชประเพณีอีกด้วย (อนุวิทย์ เจริญศุภกุล. 2531.30-31)<br />
4.  โรงพระยาบาล   หรืออโยคยาศาลา  เป็นปราสาทหรือเทวลัยขนาดเล็ก เป็นศาสนสถานของโรงพยาบาล  ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  โปรดให้สร้างขึ้น  ตามจารึกที่พบในประเทศไทยหลายหลัก เช่น จารึกด่านปะคำ จากจังหวัดบุรีรัมย์ หรือจารึกปราสาท จากจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า “โรคทางกายของประชาชนนี้ เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะว่าความทุกษ์ของราษฏร  แม้จะมิใช่ความทุกข์ของพระองค์ แต่เป็นความทุกข์ของเจ้าเมือง  และพระองค์ได้สร้างโรงพระยาบาล และรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต พร้อมด้วยรูปพระชิโนรสทั้งสองโดยรอบ เพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชนตลอดไป” ในประเทศไทยพบปราสาทประเภทนี้เป็นจำนวนมาก เช่น กุฎิฤาษี  บ้านโคกเมือง อำเภอประโคนชัย  จังหวัดบุรีรัมย์ กู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน  จังหวัดมหาสารคาม  เป็นต้น<br />
5.  ที่พักคนเดินทาง หรือ ธรรมศาลา  เป็นอาคารที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้น ตามเส้นทางในราชอาณาจักรของพระองค์  ตามจารึกปราสาทพระขรรค์มืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาฯ กล่าวว่า พระองค์โปรดให้สร้าง “ บ้านที่มีไฟ ตามสายทางเดินที่มีอยู่ในราชอาณาจักร คือ ถนนนอกเมืองพระนครหลวงไปยังอาณาจักรจำปา 57  แห่ง ถนนจากเมืองพระนครไปยังปราสาทหินพิมาย บนที่ราบสูงโคราช ในประเทศไทย 17  แห่งและบนถนนทางเดินไปตามเมืองต่างๆอีก รวมทั้งหมด 121 แห่ง  ตั้งอยู่ห่างกันแห่งละประมาณ 15 กิโลเมตร”  (ชะเอม แก้วคล้าย.2528:54) ในประเทศไทย ได้พบปราสาทที่เป็นที่พักคนเดินทางหลายแห่ง เช่น ปราสาทตาเมือน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทบ้านบุ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น<br />
อาจกล่าวได้ว่า  ปราสาทหินที่พบในจังหวัดบุรีรัมย์นั้นน่าจะมีครบทั้ง 5 ประเภท เพียงแต่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนเท่านั้น  ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีหลักฐานหรือจารึกสนับสนุน  และขาดผู้ศึกษาอย่างถ่องแท้ แต่ที่แน่ชัดก็คือ เส้นทางโบราณจากเมืองพระนครหลวง ราชอาณาจักรเขมรตรงมายังเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในประเทศไทยนั้น ผ่านจังหวัดบุรีรัมย์อย่างแน่นอน<br />
เพียงเท่านี้ก็ถือได้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์แล้ว<br />
&#8230;&#8230;..<br />
หนังสืออ้างอิง<br />
จังหวัดบุรีรัมย์. 223 ปี. โรงพิมพ์ต่อเขตบุรีรัมย์.มปป.<br />
ชะเอม  แก้วคล้าย. จารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ 7.ศิลปากร.2528.<br />
ศิลปากร,กรม.ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 2. จังหวัดบุรีรัมย์.น่ำกังการพิมพ์.2536.<br />
อนุวิทย์  เจริญศุภกุล.การออกแบบและคติสัญลักษณ์ของปราสาทเมืองต่ำ.นิตยสารศิลปากร ปีที่ 32 เล่มที่ 3.2531.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เราสู้: อนุสาวรีย์สดุดีวีรกรรมของประชาชน</title>
		<link>http://www.wisut.net/bureerum-article/226/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/bureerum-article/226/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Jul 2008 22:07:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความบุรีรัมย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=226</guid>
		<description><![CDATA[เราสู้: อนุสาวรีย์สดุดีวีรกรรมของประชาชน วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า จะได้มีพสุธาอาศัย อนาคตต้องมีประเทศไทย มิยอมให้ผู้ใดมาทำลาย ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรก็ไม่หวั่น จะสู้กันไม่ยอมหนีหาย ส฿ตรงนี้สู้ที่นี่สู้จนตาย ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู บ้านเมืองเราเราต้องรักษา อยากทำลายเชิญมาเราสู้ เกียรติศักดิ์ของเราเราเชิดชู เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว จากบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “เราสู้” ที่ยกมานี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นคุณลักษณะของชาวบุรีรัมย์ ที่ปรากฏตรงตามเพลงพระราชนิพนธ์ คือ มีความกล้าหาญ อดทน เด็ดเดี่ยว ในการต้อสู้เพื่อป้องกันรักษาชาติบ้านเมืองไว้ให้ลูกหลานสืบไป เริ่มตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จ….(รัชกาลที่ 3 ) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์เป็นกบฏต่อราชอาณาจักรไทย ได้ยกกองทัพมาตีหัวเมืองน้อยใหญ่จนถึงเมืองพุทไธสง เมืองนางรอง และเมืองแปะ หรือเมืองบุรีรัมย์ในปัจจุบัน พระนครภักดี &#8230; <a href="http://www.wisut.net/bureerum-article/226/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เราสู้: อนุสาวรีย์สดุดีวีรกรรมของประชาชน</strong></p>
<p>วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/rawsu4.jpg" rel='lytebox[226]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-227" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="rawsu4" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/rawsu4-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p><strong>บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า จะได้มีพสุธาอาศัย อนาคตต้องมีประเทศไทย มิยอมให้ผู้ใดมาทำลาย ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรก็ไม่หวั่น จะสู้กันไม่ยอมหนีหาย ส฿ตรงนี้สู้ที่นี่สู้จนตาย ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู บ้านเมืองเราเราต้องรักษา อยากทำลายเชิญมาเราสู้ เกียรติศักดิ์ของเราเราเชิดชู เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว</strong></p>
<p>จากบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “เราสู้” ที่ยกมานี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นคุณลักษณะของชาวบุรีรัมย์ ที่ปรากฏตรงตามเพลงพระราชนิพนธ์ คือ มีความกล้าหาญ อดทน เด็ดเดี่ยว ในการต้อสู้เพื่อป้องกันรักษาชาติบ้านเมืองไว้ให้ลูกหลานสืบไป เริ่มตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จ….(รัชกาลที่ 3 ) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์เป็นกบฏต่อราชอาณาจักรไทย ได้ยกกองทัพมาตีหัวเมืองน้อยใหญ่จนถึงเมืองพุทไธสง เมืองนางรอง และเมืองแปะ หรือเมืองบุรีรัมย์ในปัจจุบัน พระนครภักดี (หงษ์ ) (พ.ศ. 2350-2370) เจ้าเมืองแปะ ได้นำชาวเมืองออกต่อสู้ด้วยความกล้าหาญ แต่เนื่องจากมีกำลังน้อยกว่า จึงได้ถอยหนีไปตั้งหลักที่เมืองไผทสมัน พวกเวียงจันทน์ได้ติดตามจับได้ที่ช่องเสม็ด เทือกเขาดงรัก เขตชายแดนไทย-กัมพูชา และนำไปจองจำไว้ ณ ทุ่งสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันคือ อ.สุวรรณภูมิ จ. ร้อยเอ็ด) <span id="more-226"></span> <a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/rawsu-11.jpg" rel='lytebox[226]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-228" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="rawsu-11" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/rawsu-11-190x300.jpg" alt="" width="190" height="300" /></a> แต่อย่างไรก็ตาม ความคิดที่จะเป็นอิสระจากเมืองเวียงจันทน์มิได้จางหายไปจากหัวในอันแน่วแน่ของพระนครภักดี คื่นหนึ่ง ได้รวบรวมผู้คนที่ถูกจับมาด้วยกันต่อสู้กับกองทัพเวียงจันทน์และเสียชีวิตหมด เหลือพระนครภักดีเพียงคนเดียว ซึ่งอยู่ยงคงกระพัน ยิง ฟัน ไม่เข้า สุดท้านพวกเวียงจันทน์ต้องใช้หลาวเสียบเข้าทวารหนักถึงเสียชีวิต วีรกรรม อันกล้าหาญของชาวบุรีรัมย์ เช่นเดียวกับสมัยของพระนครภักดีได้ปรากฏอีกครั้ง ในระหว่างปี พ.ศ. 2517-2522 เมื่อประชาชนชาวบุรีรัมย์ และเจ้าหน้าที่ของทางราชการทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจและทหาร ได้ผนึกกำลังกันต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย ซึ่งขัดขวางการสร้างทางยุทธศาสตร์ สายละหานทราย – ตาพระยา การต่อสู้ดำเนินต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนาน มีผู้ได้รับบาดเจ็บทุพลภาพและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความรักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความกล้าหาญและเสียสละ ในที่สุดก็ได้รับชัยชนะ สามารถสร้างทางยุทธศาสตร์สายนี้ได้สำเร็จ ทำให้ผู้ก่อการร้ายพ่ายแพ้ไปอย่างราบคาบ จากวีรกรรมทั้งสองครั้งที่กล่าวมา ย่อมแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของชาวบุรีรัมย์ที่มีความกล้าหาญ อดทน และเสียสละได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายที่ขัดขวางการสร้างทางสายละหานทราย – ตาพระยา ที่เกิดขึ้นเมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว จากเหตุการณ์ดังกล่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ขึ้น อนุสาวรีย์ดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อ “อนุสาวรีย์เราสู้” ปรากฏเป็นประจักษ์พยานให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งชาวบุรีรัมย์มีความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติและวีรกรรมอันกล้าหาญของผู้คนเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง อนุสาวรีย์เราสู้ ตั้งอยู่ที่ริมทางสายละหานทราย –ตาพระยา (ทางหลวงหมายเลข 348)อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเกียรติประวัติและสดุดีวีรกรรมของประชาชน เจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร และบรรดาผู้ที่ได้ผนึกกำลังเข้าต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่ขัดขวางการสร้างทางยุทธศาสตร์สายสำคัญที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งด้านการปกครองป้องกัน และการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ที่ส่งผลถึงความมั่นคงของชาติโดยตรง เป็นเส้นทางตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งกรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างให้เป็นทางลาดยาง ระยะทางทั้งสิ้น 57 กิโลเมตร เริ่มจากหลักกิโลเมตรที่ 61 ท้องที่อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านบ้านโนนดินแดง (ปัจจุบันเป็นอำเภอโนนดินแดง) และช่องตะโก อันเป็นช่องทางที่ไปบรรจบกับทางสายตาพระยา ตรงหลักกิโลเมตรที่ 118 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดสระแก้ว) งบประมาณในการสร้าง 72,010,053 บาท บริษัทเกอร์สันแอนด์ซัน และบริษัทฟ้าสางหนองแคเหรียญเจริญ เป็นผู้ประมูลก่อสร้างตามลำดับ แต่เนื่องจากผู้ก่อการร้ายขัดขวางการก่อสร้างทาง และได้มีการต่อสู้กันในระหว่างการก่อสร้าง ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 110 คน ได้รับบาทเจ็บทุพลภาพและทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก การสร้างทางใช้เวลานานถึง 5 ปี 8 เดือน <a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/rawsu-21.jpg" rel='lytebox[226]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-229" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="rawsu-21" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/rawsu-21-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a> เราสู้ เป็นอนุสาวรีย์สดุดีวีรกรรมของประชาชน เป็นประติมากรรมรูปคนแบบลอยตัว คือ สามารถมองเห็นได้รอบด้าน ประกอบด้วยภาพราษฏรชาย-หญิง ทหาร ตำรวจ อส. และ ทสปช. จำนวน 5 คน อยู่ในท่าหันลังชนกัน มือถือธงชาติไทยและอาวุธในท่ารวมพลังกันต่อสู้ หล่อด้วยโลหะรมดำ ขนาดเท่าตัวจริง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง ที่ฐานทั้ง 4 ด้าน มีภาพนูนสูง หล่อด้วยปูนซีเมนต์ ปั้นเป็นภาพเรื่องราวต่างๆ คือ ภาพแสดงการดำรงชีวิตของชาวบ้านอย่างสงบสุข สนุกสนานรื่นเริงกันตามปกติ ภาพแสดงการสร้างทางสายละหานทราย- ตาพระยา ภาพแสดงการร่วมมือกันระหว่าง ทหาร ตำรวจ ประชาชน อส ทสปช ต่อสู้กับผู้ที่ขัดขวางการสร้างทาง และภาพแสดงถึงชัยชนะของรัฐบาลต่อผู้ก่อการร้าย ละหานทราย-ตาพระยา เส้นทางสายยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อการเมืองการปกครองและความมั่นคงของชาติ สร้างขึ้นเพื่อสกัดกั้นการเจริญเติบดตของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเส้นทางที่ปูลาดทับด้วยชีวิต เลือดเนื้อ และแขนขาของประชาชน ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครรักษาดินแดน และข้าราชการพลเรือนชาวไทยเป็นจำนวนร้อยๆชีวิต ซึ่งพี่น้องชาวบุรีรัมย์ได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นไว้ ซึ่งนอกจากจะเพื่อสดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญในครั้งนั้น ให้ได้ประจักษ์ในปัจจุบันแล้ว ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้รู้รักสามัคคีในการป้องกันชาติบ้านเมืองอีกด้วย อนุสาวรีย์นี้ออกแบบและสร้างโดยชาวบุรีรัมย์ จึงมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างไปจากอนุสาวรีย์แห่งอื่นๆ คือมีลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นท้องถิ่น ใบหน้าของวีรชนแต่ละคน จึงเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยของญาติพี่น้องชาวบุรีรัมย์ ที่ถึงแม้จะมีร่องรอยของความวิตกกังวลอยู่บ้าง แต่ดวงตาที่แสดงถึงความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ในการต่อสู้เพื่อป้องกันชาติบ้านเมือง อันเป็นคุณลักษณะของชาวบุรีรัมย์ที่เราท่านได้ประจักษ์มาแล้วตั้งแต่สมัยพระนคาภักดีนั้น ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน และในวันที่ 27 สิงหาคม ของทุกๆปี พวกเราชาวบุรีรัมย์จะพากันไปที่บริเวณอนุสาวรีย์แห่งนี้ เพื่อระลึกถึงเกียรติประวัติ ร่วมสดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญ และคารวะดวงวิญญาณของบุคคลเหล่านั้นที่สละชีวิต เลือดเนื้อ พิทักษ์ชาติบ้านเมืองของเราไว้ ท่านละครับ ได้เคยไปร่วมกิจกรรมอันสำคัญและทรงเกียรตินี้บ้างแล้วหรือยัง หนังสืออ้างอิง จังหวัดบุรีรัมย์.รายงานประจำปี 2530.ธีระการพิมพ์.2530 สุชาติ ไชยสงคราม.เราสู้.เจริญวิทย์การพิมพ์. ข้อมูลจำเพาะ การวางศิลาฤกษ์ 27 สิงหาคม 2522 เวลา 11.40 น. โดย ฯพณฯ พลเอกเปรม ตินสูลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ผอ.ปค. ออกแบบ/ปั้น อาจารย์ไสว แกล้วกล้า อาจารย์วิรุฬห์ ไทรทอง อาจารย์สมปอง ทองประสม (เพ็งจันทร์) อาจารย์อัญชลี เปล่งวิทยา อาจารย์ภาควิชาศิลปะ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ อาจารย์เฉลิม ศิริมาตย์ อาจารย์โรงเรียนปทุมวิไล จ.ปทุมธานี และนักศึกษาภาควิชาศิลปะ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ช่างหล่อ นายกระสวย พึ่งปรีดา เจ้าของโรงหล่อจิตปฏิมาการหล่อ บ้านช่างหล่อ ธนบุรี พิธีเทโลหะหล่อ 5 พฤษภาคม 2533 โดย นายบำรุง สุขบุษย ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ติดตั้ง 5-6 สิงหาคม 2533 โดยจังหวัดบุรีรัมย์ และภาควิชาศิลปะ พิธีเปิด 26 สิงหาคม 2533 โดย โดย ฯพณฯ พลเอกเปรม ตินสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ ผอ.ปค. งบประมาณ 1,814,583 บาท</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/bureerum-article/226/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/bureerum-article/226/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โบราณวัตถุ ภูมิปัญญาอดีต รากเหง้าทางวัฒนธรรม</title>
		<link>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jul 2008 12:14:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความบุรีรัมย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[โบราณวัตถุ บุรีรัมย์ จังหวัดชายแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ของประเทศไทย เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญ เพราะปรากฏว่ามี แหล่งโบราณคดี และโบราณวัตถุสถานกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น ชุมชนโบราณ ปราสาทหิน และแหล่งเตาเผา เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก มีทั้งพระพุทธรูป เทวรูป ใบเสมา และวัตถุอื่นๆ โบราณวัตถุบางส่วนได้นำไปเก็บรักษาไว้ตามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีการจำหน่ายจ่ายแจกและสูญหาย บางชิ้นถูกนำออกไปยังต่างประเทศ ที่สามารถนำกลับคืนมาได้ก็มี และที่ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ก็มี ในที่นี้ขอนำเสนอโบราณวัตถุเพียงบางส่วนที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์เป็นปฏิมากรรมที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธ ลัทธิหินยานและมหายาน พบทั่วไป ที่น่าสนใจ ได้แก่พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์จากบ้านฝ้าย ต.ไทยสามัคคี อ. ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งนายเสนอ &#8230; <a href="http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%b8/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h5><span style="color: #cc99ff;"><span style="color: #003366;">โบราณวัตถุ</span></span></h5>
<p><span style="color: #cc99ff;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> บ</span><span style="color: #000000;">ุรีรัมย์ จังหวัดชายแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ของประเทศไทย  เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญ เพราะปรากฏว่ามี แหล่งโบราณคดี  และโบราณวัตถุสถานกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป  เช่น ชุมชนโบราณ ปราสาทหิน และแหล่งเตาเผา เป็นต้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก มีทั้งพระพุทธรูป เทวรูป  ใบเสมา และวัตถุอื่นๆ โบราณวัตถุบางส่วนได้นำไปเก็บรักษาไว้ตามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีการจำหน่ายจ่ายแจกและสูญหาย บางชิ้นถูกนำออกไปยังต่างประเทศ  ที่สามารถนำกลับคืนมาได้ก็มี  และที่ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ก็มี  ในที่นี้ขอนำเสนอโบราณวัตถุเพียงบางส่วนที่น่าสนใจ ดังนี้</span></p>
<p>1.พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์<br />
พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์เป็นปฏิมากรรมที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธ ลัทธิหินยานและมหายาน พบทั่วไป ที่น่าสนใจ ได้แก่พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์จากบ้านฝ้าย ต.ไทยสามัคคี  อ. ลำปลายมาศ  จ.บุรีรัมย์ ซึ่งนายเสนอ นาคินทรชาติ  ขุดได้โดยบังเอิญ และได้มอบให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งขาติพระนคร  เมื่อเดือนมีนาคม พศ 2514   เป็นพระพุทธรูป 1 องค์ และพระโพธิสัตว์  2 องค์  พระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ดังกล่าว มีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p><span id="more-118"></span></p>
<p>1.1 พระพุทธรูปประทับยืนตรง  หล่อด้วยสำริด  สูง 1.10 เมตร     พระกรทั้งสองข้างยื่นออกไปข้างหน้า พระกรขวาอยู่ในท่าแสดงธรรม หรือวิตรรกมุทรา  พระกรซ้ายนิ้วพระหัตถ์หักหายไป พระเมาลีเป็นรูปกรวย เม็ดพระศกเป็นรูปก้นหอยเล็กๆ พระขนงโก่งต่อกันคล้ายปีกกา มีอูรณาหรือ อุณาโลมอยู่ตรงกลางพระนลาฏ ห่มจีวรคลุมบางแนบพระองค์  ส่วนที่ชำรุดและซ่อมแล้วคือ พระเศียรหักตรงพระศอ พระอังสา พระหัตถ์ซ้ายและข้อพระบาท ด้านหลังมีรอยซ่อมด้วยปูน &#8220;เป็นพระพุทธรูปสำริดสมัยทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในประเทศไทย&#8221;<br />
(ฉวีวรรณ วิริยะบุศย์.2516:23)<br />
1.2 พระโพธิสัตว์ ประทับยืนในท่าสัมภังค์ หล่อด้วยสำริด สูง 1.37 เมตร มี 4 กร พระกรหน้าทั้งสองข้างยื่นออกไปข้างหน้าแสดงท่าคล้ายวิตรรกมุทรา พระกรซ้ายด้านหลังยกขึ้นทำท่าคล้ายถือสิ่งของ  ส่วนพระกรขวาด้านหลังหักตรงข้อศอก พระเกศาทำเป็นวงซ้อนกัน 4 ชั้นทรงภูษาสั้นบางแนบพระองค์ มีเข็มขัดเส้นเล็กคาดเอว<br />
1.3  พระโพธิสัตว์  ประทับยืนในท่าตริภังค์  หล่อด้วยสำริด  สูง .47  เมตร   ทรงชฏามุกุฏ  ทรงภูษาสั้น  มีเข็มขัดผ้าเส้นเล็กๆคาดทับอยู่เหนือพระโสณี และผูกชายเป็นโบว์ที่ด้านหน้า ชายผ้าห้อยอยู่ทางด้านขวาและริ้วชายผ้าทำเป็นเส้นบางๆ  พระกรหักตรงข้อศอก พระชงฆ์หักตรงพระชานุ</p>
<p>2. เทวรูป<br />
เทวรูปเป็นปฏิิมากรรมที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ พบทั่วไป มีทั้งแกะสลักด้วยหินทรายและหล่อด้วยสำริด เช่น พระนารายณ์ พระอุมา พระพรหม และเทพประจำทิศต่างๆ  ที่น่าสนใจได้แก่เทวรูปจากปราสาทหินพนมรุ้ง  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ  จังหวัดบุรีรัมย์ ขอนำเสนอตัวอย่างเพียง 2 องค์ คือ<br />
2.1 พระพรหม ประทับยืนในท่าสัมภังค์ แกะสลักด้วยหินทราย  มีสี่พักต์ สี่กร ทรงชฏามุกุฏประดับด้วยแนวลูกประคำ  ทรงภูษาจีบเป็นริ้ว ชายภูษาทำเป็นรูปสมอเรือสองชั้น ห้อยอยู่ด้านหน้า คาดทับด้วยสายรัดพระองค์ผ้าโดยคลี่ชายภูษาอีกชายหนึ่งเป็นรูปพัด  เหนือสายรัดพระองค์นั้น มีชายสายรัดห้อยอยู่  พระกรหักตรงข้อศอก พระชงฆ์หักตรงพระชานุ แต่เดิมจัดแสดงอยูู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์  ปัจจุบันได้ย้ายไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา<br />
2.2  เทพนารี ประทับยืนในท่าสัมภังค์  แกะสลักด้วยหินทราย  ทรงชฏามุกุฏ ประกอบด้วยมวยพระเกศา มีวงพระเกศาใหญ่ห้อยตกลงมายังเชิงมวย ทรงภูษาจีบเป็นริ้วเว้าลงมากใต้พระอุทรและมีชายหางปลาซึ่งมีขนาดใหญ่ตอนปลาย  เบื้องหน้าขมวดชายพกมีขนาดเล็กเหนือสายรัดพระองค์ผ้าซึ่งคาดบนพระโสณี  พระกรขวาหักที่ข้อศอก พระกรซ้ายหักที่พระอังสา  ข้อพระบาทหัก  ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร<br />
3. ใบเสมา<br />
ใบเสมา คือ &#8220;เขตกำหนดเป็นที่ร่วมกระทำสังฆกรรมของสงฆ์ ตามพุทธบัญญัติกำหนดให้มีขนาดไม่น้อยกว่าเขตหัถตมาสของภิกษุ 21 รูป  และมีขนาดไม่ใหญ่กว่า 3 โยชน์  การกำหนดเขตนั้นได้มีอนุญาตให้ทำเครื่องหมายเขตด้วยนิมิต  ระบุไว้ในบาลีมี 8 ชนิด คือ ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก หนทาง แม่น้ำ น้ำ จำนวนนิมิตไม่ปรากฏแน่ชัด  แต่จะต้องมีไม่น้อยกว่า 3 เพื่อความสมบูรณ์ในการครอบคลุมพื้นที่  และเท่าที่ปรากฏในทางปฏิบัติทั่วไป  มีจำนวนถึง 9  แต่ในกรณีที่มีการผูกมหาสีมา  อาจมีนิมิตตั้งแต่ 12  ถึง  16 ก็ได้  ปัจจุบันนิยมทำนิมิตเป็นรูปศิลากลมฝังลงในดินและทำใบเสมาปักคล่อมไว้เพื่อเป็นที่หมายของลูกนิมิต&#8221; (โชติ  กัลยาณมิตร.2518:749)<br />
จังหวัดบุรีรัมย์พบใบเสมาที่เขาอังคาร  อำเภอนางรอง และบ้านปะเคียบ  ตำบลปะเคียบ  อำเภอคูเมือง  จังหวัดบุรีรัมย์  ใบเสมาที่พบทำด้วยศิลา มีขนาดแตกต่างกัน เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการแพร่กระจายอิทธิพลของศิลปสมัยทวารดีที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ทางภาคกลางของประเทศไทย<br />
3.1  ใบเสมาเขาอังคาร  แกะสลักด้วยหินภูเขาไฟ  จำนวน  15  แผ่น มีขนาดสูงตั้งแต่ 1.08 เมตร ถึง 2.10 เมตร ฐานกว้างระหว่าง .23-.90 เมตร หนาตั้งแต่ .15-.32 เมตร  มีเพียงแผ่นเดียวที่ไม่ได้</p>
<p>แกะสลักเป็นรูปใดๆ แผ่นที่สมบูรณ์ เป็นภาพสลักที่เป็นของเดิม ทางวัดได้นำไปประดิษฐานไว้ในอาคารด้านตะวันออกคล้ายให้เป็นใบเสมาประธาน แกะสลักเป็นรูปทิพยบุคคลในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ประทับยืนในท่าตริภังค์เล็กน้อยบนแท่นสี่เหลี่ยม ด้านบนเป็นฉัตร สองข้างเป็นพัดโบก ทรงภูษาสั้น มีชายพกข้างขวา ซึ่งเป็นลักษณะศิลปกรรมแบบทวารวดีท้องถิ่นอีสาน (ศิลปากร.2532:104) ส่วนใบเสมาอีก 14 แผ่น อยู่นอกอาคาร  แกะสลักเป็นสองแบบ แบบหนึ่งเป็นรูปทิพยบุคคล    มีการสร้างต่อเติม  ทำให้ลักษณะเปลี่ยนไปหลายประการแต่ยังคงเค้าเดิมให้เห็นว่าส่วนใหญ่ประทับยืนอยู่เหนือดอกบัว หัตถ์ถือดอกบัว ทรงภูษาสั้น มีชายพกข้างขวา  อีกแบบหนึ่งสลักเป็นรูปสถูปและดอกบัว,ธรรมจักร  ตามแบบศิลปสมัยทวารวดี แต่มีบางแผ่นที่ด้านหนึ่งแกะสลักเป็นรูปสถูป ดอกบัว แต่อีกด้านเป็นรูปทิพยบุคคล  จึงอาจสันนิษฐานว่า ใบเสมารูปสถูป, ดอกบัว ธรรมจักร มีมาแต่เดิม ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เจริญขึ้นในแถบนี้จึงนำใบเสมาเก่ามาใช้โดยสลักรูปทิพยบุคคลเพิ่มเติมขึ้น<br />
3.2 ใบเสมาบ้านปะเคียบ เป็นหินทรายและศิลาแลง บางชิ้นแกะสลักเป็นสถูปแบบหยาบๆ  มี 3 กลุ่ม   กลุ่มแรกอยู่ในบริเวณวัดทรงศิรินาวาส ปัจจุบันนำไปใช้ทำใบเสมาของพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ กลุ่มที่สอง ชาวบ้านขนย้ายมาจากที่ต่างๆ รวมกับของที่มีอยู่เดิมในบริเวณที่เรียกว่า &#8220;สวนศิลาจากรึก&#8221; สี่แยกกลางหมู่บ้าน  กลุ่มที่สามเป็นศิลาแลง อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน ใกล้กับคูเมืองด้านตะวันตก เข้าใจว่าใบเสมาคงอยู่ในตำแหน่งนี้มาแต่เดิม นอกจากนั้น ยังมีการนำใบเสมาบางส่วนไปทำใบเสมาพระอุโบสถที่สร้างใหม่ของวัดสุพลศรัทธาราม บ้านโนนสูง ต. บ้านแพ ซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้เคียงกัน<br />
จากตัวอย่างโบราณวัตถุเพียงบางส่วนตามที่เสนอมา จะเห็นได้ว่ามีทั้งรูปแบบที่เป็นศิลปแบบเขมรหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าสมัยลพบุรี เช่น เทวรูปแบบต่าง ๆ และรูปแบบศิลปสมัยทวารวดีที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ทางภาคกลางและภาคอีสานตอนบน เช่น พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ และใบเสมา โบราณวัตถุดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จังหวัดบุรีรัมย์เป็นจัวหวัดที่เป็นเขตเชื่อมต่อของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันซึ่งแพรกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณนี้ ดังนั้น  ความน่าสนใจและความมีเสน่ห์ของโบราณวัตถุที่พบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบเสมาที่เขาอังคารจึงอยู่ที่รูปแบบของศิลปะที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะแบบเขมรและศิลปะทวารวดีรวมไปถึงลักษณะชาติพันธ์ของผู้คนในท้องถิ่นด้วย นอกจากนั้นพระโพธิสัตว์ 2 องค์ และพระพุทธรูปสมัยทวารวดีอีก 1 องค์ จากบ้านฝ้าย อำเภอลำปลายมาศ อาจเกี่ยวเนื่องกับอาณาจักรศรีจนาศะ ที่เป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญ นอกเหนือจากอารยธรรมเขมรและทวารวดีในบริเวณนี้ด้วยก็ได้</p>
<p>หนังสืออ้างอิง<br />
ฉวีวรรณ วิริยะบุศย์.&#8221;ประติมากรรมสำริดจากบ้านฝ้าย อ.ลำปลายมาศ&#8221;<br />
ประติมากรรมสำริดชิ้นเยี่ยมจากบ้านฝ้าย ลำปลายมาศ บุรีรัมย์. โรงพิมพ์การศาสนา.2516.<br />
ศิลปากร,กรม แผนที่ทางโบราณคดีจังหวัดบุรีรัมย์. ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.2532.<br />
โชต  กัลยาณมิตร. พจนานุกรมสถาปัตยกรรมและศิลปเกี่ยวเนื่อง. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย.2518.<br />
สุริยวุฒิ  สุขสวัสดิ์.ปราสาทเขาพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่2.สำนักพิมพ์มติชน.2535.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%b8/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระพุทธรูปสมัยทวารวดี ที่เก่าที่สุดในประเทศไทย</title>
		<link>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jul 2008 22:10:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความบุรีรัมย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=100</guid>
		<description><![CDATA[พระพุทธรูปสมัยทวารวดีที่เก่าที่สุดในประเทศไทย พบที่บุรีรัมย์ สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของชาวบุรีรัมย์อีกสิ่งหนึ่งนอกจากปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินเมืองต่ำ แหล่งเตาเผาบ้านกรวด และชุมชนโบราณเป็นร้อยๆแห่ง ก็คือ พระพุทธรูปศิลาปางสมาธินาคปรกสมัยทวารวดีที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย  พบที่บ้านเมืองฝ้าย อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ พระพุทธรูปศิลาที่บ้านเมืองฝ้าย ได้ถูกโจรกรรมไปจากบ้านเมืองฝ้าย ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดตามคืนมาได้ที่บ้านหินดาด ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้นำกลับคืนมาไว้ที่เดิม คงประดิษฐานไว้ที่มนฑป วัดอุทัยมัคคาราม ตำบลหินดาดจนถึงปัจจุบัน พระพุทธรูปจากบ้านเมืองฝ้าย  มีขนาดหน้าตักกว้าง .67 เมตร สูง 1.65 เมตร (รวมทั้งฐานและเดือย) แกะสลักแบบนูนสูงด้วยหินทราย คือแกะสลักให้องค์พระนูนสูงเด่นชัดขึ้นมาจากพื้น เป็นพระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก นั่งขัดสมาธิราบ เหนือขนดนาคสามชั้น ส่วนที่เป็นเศียรนาคชำรุดหักหายไปเหลือเพียงบางส่วน มีพระพุทธลักษณะโดยรวม ดังนี้ พระวรกายอวบ ห่มจีวรแบบเฉียงบางแนบพระองค์ ไม่มีริ้ว &#8230; <a href="http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>พระพุทธรูปสมัยทวารวดีที่เก่าที่สุดในประเทศไทย พบที่บุรีรัมย์</h3>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/hindat1.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-165" style="float: left; margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="hindat1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/hindat1-200x300.jpg" alt="" width="143" height="215" /></a></p>
<p>สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของชาวบุรีรัมย์อีกสิ่งหนึ่งนอกจากปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินเมืองต่ำ แหล่งเตาเผาบ้านกรวด และชุมชนโบราณเป็นร้อยๆแห่ง ก็คือ พระพุทธรูปศิลาปางสมาธินาคปรกสมัยทวารวดีที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย  พบที่บ้านเมืองฝ้าย อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์</p>
<p>พระพุทธรูปศิลาที่บ้านเมืองฝ้าย ได้ถูกโจรกรรมไปจากบ้านเมืองฝ้าย ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดตามคืนมาได้ที่บ้านหินดาด ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้นำกลับคืนมาไว้ที่เดิม คงประดิษฐานไว้ที่มนฑป วัดอุทัยมัคคาราม ตำบลหินดาดจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>พระพุทธรูปจากบ้านเมืองฝ้าย  มีขนาดหน้าตักกว้าง .67 เมตร สูง 1.65 เมตร (รวมทั้งฐานและเดือย) แกะสลักแบบนูนสูงด้วยหินทราย คือแกะสลักให้องค์พระนูนสูงเด่นชัดขึ้นมาจากพื้น เป็นพระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก นั่งขัดสมาธิราบ เหนือขนดนาคสามชั้น ส่วนที่เป็นเศียรนาคชำรุดหักหายไปเหลือเพียงบางส่วน มีพระพุทธลักษณะโดยรวม ดังนี้</p>
<p>พระวรกายอวบ ห่มจีวรแบบเฉียงบางแนบพระองค์ ไม่มีริ้ว ขอบจีวรเป็นเส้นพาดผ่านพระอุระ ทิ้งชายพาดไปเบื้องหลัง จึงไม่ปรากฏชายจีวรเหนือพระอังสาซ้ายทางด้านหน้า มีขอบจีวรพาดเหนือพระเพลาซ้ายย้อยลงมาเป็นวงโค้งรอบรอยพับด้านในขอบพระชงฆ์ ส่วนขอบสบงด้านบนเป็นเส้นนอน มองเห็นได้ที่บั้นพระองค์ ขอบล่างปรากฏอยู่บนพระชงฆ์เหนือข้อพระบาทเล็กน้อย</p>
<p><span id="more-100"></span></p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/hindat-4.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-166" style="float: left; margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="hindat-4" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/hindat-4-200x300.jpg" alt="" width="150" height="226" /></a></p>
<p>พระพุทธรูปมีพระพักต์รูปไข่ พระเกศมาลาเป็นรูปครึ่งวงกลม ไม่มีพระรัศมี ขมวดพระเกศาเวียนขวาเรียงเป็นแนวนอน พระขนงเป็นวงโค้งมาจรดกันเหนือพระนาสิก พระเนตรโปน เปลือกพระเนตรบนสลักเป็นเส้นตรง เปลือกพระเนตรล่างสลักเป็นวงโค้ง ส่วนล่างของพระนาสิกใหญ่ พระโอษฐหนา</p>
<p>ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (2512:25-32) ได้ทรงศึกษาพระพุทธรูปองค์นี้อย่างละเอียด  และทรงสรุปว่า เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดีตอนต้นที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย ปรากฏอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบอมราวดี อันเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธรูปนาคปรก มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13</p>
<p>จากที่กล่าวมาคงจะเห็นถึงความสำคัญของพระพุทธรูปจากบ้านเมืองฝ้าย อำเภอหนองหงส์ ซึ่งเป็นชุมชนโบราณสมัยทวารวดีได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ส่วนความศักดิ์สิทธิ์นั้น  คงบอกกันไม่ได้ว่าศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนอย่างไร  ลองไปกราบนมัสการดูซิครับที่วัดอุทัยมัคคาราม ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา อยู่ห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์ตามทางหลวงหมายเลข 226 นครราชสีมา-ลำปลายมาศ -บุรีรัมย์  เพียง 66 กิโลเมตรเท่านั้น วัดหินดาดหรือวัดอุทัยมัคคาราม ตั้งอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ ก่อนถึงทางแยกไปอำเภอพิมาย ครับ<strong> </strong></p>
<p><strong>หนังสืออ้างอิง<br />
</strong></p>
<p>สรเชต วรคามวิชัย การเริ่มต้นของวัฒนธรรมอินเดียในอีสานใต้ 15 ปี วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ .<br />
โอ.เอส.      พริ้นติ้ง เฮาส์.2529.<br />
สุฟภทรดิส  ดิสกุล. พระพุทธรูปนาคปรกศิลาที่ค้นพบใหม่ในศิลปทวารวดี โบราณคดีนครราชสีมา.<br />
คณะโบราณคดี.2512.<br />
ฉวีวรรณ วิริยะบุศย์.ประติมากรรมสำริดจากบ้านฝ้าย อ. ลำปลายมาศ บุรีรัมย์.โรงพิมพ์การศาสนา.2516</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>11</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สิม : สถาปัตยกรรมพื้นบ้านอีสาน</title>
		<link>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jul 2008 22:08:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความบุรีรัมย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=99</guid>
		<description><![CDATA[สิม : สถาปัตยกรรมพื้นบ้านอีสาน รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ ศาสนาคารที่เกี่ยวเนื่องในพระพุทธศาสนานั้น มีหลายประเภทตามลักษณะของประโยชน์ใช้สอย เช่น พระอุโบสถ หรือโบสถ์ ใช้ทำกิจกรรมของสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ใช้ทำกิจกรรมทั่วๆไป หอไตร ใช้เก็บคัมภีร์ทางศาสนา เป็นต้น ศาสนาคารเหล่านี้มีความสำคัญลดหลั่นกันไป ที่สำคัญมากน่าจะได้แก่พระอุโบสถ เพราะใช้เป็นที่ทำสัฆกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอุปสมบท พระอุโบสถ มีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ปัจจุบันมีความสำคัญมาก เพราะเป็นอาคารประธานของวัด แทนสถูปเจดีย์ และวิหารที่เคยมีความสำคัญและเป็นประธานของวัดมาก่อน พระอุโบสถทั่วไป จะสร้างด้วยไม้หรือก่ออิฐถือปูน เป็นอาคารที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าทางด้านหน้าและด้านหลัง ด้านข้างมีหน้าต่าง ภายในทำเป็นฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ในภาคอีสาน พระอุโบสถจะเรียกกันว่า “สิม” ซึ่งเป็นรูปของเสียงที่กร่อนมาจากคำว่า “สีมา” ซึ่งหมายถึงเขตหรืออาณาเขตที่กำหนดขึ้น เพื่อใช้ทำกิจกรรมในพระพุทธศาสนา &#8230; <a href="http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>สิม : สถาปัตยกรรมพื้นบ้านอีสาน</h3>
<p>รศ.วิสุทธิ์   ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>ศาสนาคารที่เกี่ยวเนื่องในพระพุทธศาสนานั้น มีหลายประเภทตามลักษณะของประโยชน์ใช้สอย เช่น พระอุโบสถ หรือโบสถ์ ใช้ทำกิจกรรมของสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ใช้ทำกิจกรรมทั่วๆไป หอไตร ใช้เก็บคัมภีร์ทางศาสนา เป็นต้น ศาสนาคารเหล่านี้มีความสำคัญลดหลั่นกันไป ที่สำคัญมากน่าจะได้แก่พระอุโบสถ เพราะใช้เป็นที่ทำสัฆกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอุปสมบท</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/sawai1.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-237" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="sawai1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/sawai1-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a><br />
พระอุโบสถ มีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ปัจจุบันมีความสำคัญมาก เพราะเป็นอาคารประธานของวัด แทนสถูปเจดีย์ และวิหารที่เคยมีความสำคัญและเป็นประธานของวัดมาก่อน พระอุโบสถทั่วไป จะสร้างด้วยไม้หรือก่ออิฐถือปูน เป็นอาคารที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าทางด้านหน้าและด้านหลัง ด้านข้างมีหน้าต่าง ภายในทำเป็นฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน<br />
ในภาคอีสาน พระอุโบสถจะเรียกกันว่า “สิม” ซึ่งเป็นรูปของเสียงที่กร่อนมาจากคำว่า “สีมา” ซึ่งหมายถึงเขตหรืออาณาเขตที่กำหนดขึ้น เพื่อใช้ทำกิจกรรมในพระพุทธศาสนา</p>
<p>พระอุโบสถ หรือสิมอีสาน เป็รนอาคารขนาดเล็ก มีสัดส่วน ทรวดทรง การตกแต่งภายนอก ภายในเพื่อความสวยงาม การเลือกใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น ตลอดจนใช้โครงสร้าง มีลักษณะที่ค่อนข้างลงตัว คือ ทุกอย่างดูพอดี พอเหมาะ ไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป เป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมพื้นบ้านอีสานที่มีรูปแบบเรียบง่าย หนักแน่น มีพลัง มีความสมถะ ส่อคุณลักษณะแห่งความจริงใจ อันเป็นคุณสมบัติเด่นของชาวอีสาน</p>
<p><span id="more-99"></span></p>
<p>สิมอีสานมี 3 ประเภท  คือ คามสีมา  สิมที่สร้างในชุมชน อัพภันตรสีมา สิมที่สร้างในป่า และอุทกกเขปสีมา  สิมที่สร้างในน้ำ  แต่ส่วนมากเป็นสิมที่สร้างในชุมชน  ส่วนสิมที่สร้างในป่า และสร้างในน้ำมีน้อย<br />
จังหวัดบุรีรัมย์  มีสิมเกือบทุกวัด  แต่ปัจจุบันสิมที่มีอยู่ ได้ชำรุด หักพัง และรื้อทิ้งไปเป็นจำนวนมาก  เพราะชุมชนหันมาสนใจค่านิยมสมัยใหม่ตามลัทธิส่วนกลางนิยม (Capitalism) คือ พึงพอใจรูปแบบของพระอุโบสถของส่วนกลาง และรังเกียจรูปแบบพระอุโบสถที่มีอยู่เดิม  ทั้งนี้เพราะขาดความเข้าใจคุณค่าและความหมายภูมิปัญญาท้องถิ่น  จึงปรากฏว่า  วัดต่างๆได้รื้อสิม หรือพระฮุโบสถเก่า และสร้างพระอุโบสถใหม่ที่มีรูปแบบจากส่วนกลางขึ้นแทน<br />
เรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น  เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาเพื่อให้ประจักษ์ว่า  สิ่งต่างๆที่ปู่ ย่า ตา ยาย  คิดสร้างทำขึ้นไว้นั้น  มีคุณค่า มีความหาย โดยเฉพาะอาคารในพระพุทธศาสนา  ที่สร้างขึ้นจากความเลื่อมใสศัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น  เป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในชุมชน  ฉะนั้น  สิ่งที่ได้สร้างไว้ ในอดีต  เคยมีความสำคัญ แต่ปัจจุบันชำรุดทรุดโทรตม ปรักหักพัง หน้าที่ของเราซึ่งเป็นลูกหลาน ควรที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษา  ให้ดำรงอยู่สืบต่อไปนานเท่านาน  การรื้อสิมก็ดี  ศาสนาคารอื่นๆก็ดี  นอกจากจะทำลายหลักฐานประวัติศาสตร์ของชุมชนแล้ว  ยังเป็นการทำร้ายจิตใจของ ปู ย่า ตา ยาย และบรรพบุรุษของเราอย่างหยาบคายอีกด้วย</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/sawai2.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-238" style="margin-left: 20px; margin-right: 20px; float: left;" title="sawai2" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/sawai2-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a><br />
อย่างไรก็ตาม  เรื่องของสิม ปัจจุบันยังพอเหลือให้ได้ศึกษาชื่นชมความงามอยู่บ้าง  เช่น สิมวัดบ้านแวง อำเภอพุทไธสง สิมวัดกลาง วัดขุนก้อง วัดแพงพวย  อำเภอนางรอง  สิมวัดสนวน อำเภอห้วยราช และสิมวัดโพธิ์ทอง บ้านสวายจีก อำเภอเมือง เป็นต้น<br />
สิมที่วัดบ้านแวง วัดขุนก้อง และวัดสนวน ได้ทำการบูรณะเมื่อเร็วๆนี้  และสามารถรักษาลักษณะดั้งเดิมไว้ค่อนข้างดี  ส่วนสิมแห่งอื่นๆ  ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล  ปล่อยปะละเลยทิ้งร้างไว้  เพราะทางวัดสนใจที่จะสร้างพระอุโบสถใหม่  แต่ก็ยังดีกว่าบางวัดที่รื้อทิ้งไปแล้ว<br />
วัดโพธิ์ทอง บ้านสวายจีก เป็นวัดเก่าแก่  ตั้งอยี่ที่บ้านสวายจีก อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์  อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปตามทางหลวงหมายเลข 226 บุรีรัมย์-สุรินทร์ ประมาณ 10 กิโลเมตร  ภายในวัดมีสิมเก่าหลังหนึ่ง ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  เป้นสิมก่ออิฐถือปูน โครงหลังคาเป็นไม้ หลังคาซ้อนกันสองชั้น มุงสังกะสี  มีประตูทางเข้าทางด้านหน้าและด้านหลังด้านละ 1 ประตู  บานประตูแกะสลักสวยงามงาม ด้านข้างมีช่องหน้าต่างเล็กๆ ด้านละ 1 ช่อง<br />
ภายในสิม มีฐานชุกชี ประดิษฐานพระพุทธรูป (ใหม่) องค์เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อสำริด ปางสมาธิภายใต้ฉัตร แต่ได้ถูกโจรกรรมไปพร้อมกับพระไม้เป็นจำนวนมากเมื่อปี  2536  ส่วนที่เหลือ มีพระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้ขนาดใหญ่ 1 องค์ ขนาดเล็ก 2-3 องค์  มีสภาพชำรุดมาก<br />
ปัจจุบัน วัดโพธิ์ทองบ้านสวายจีก  ได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว  จากการที่มีโอกาสได้ไปกราบนมัสการท่านเจ้าอาวาส พระอธิการสุบัน ปณฑิโต ท่านเปรยว่า อยากจะรื้อสิงหลังนี้ เพราะเก่าและชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว โบราณวัตถุที่มีก็ถูกโจรกรรมไปจนหมด  ซึ่งผมก็ได้เรียนชี้แจงถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาสิมหลังนี้ไว้ เป็นเบื้อต้นบ้างแล้ว ซึ่งท่านก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่า สุดแท้แต่ญาติ โยม จะเห็นสมควร  ก็ขอบอกข่าวมายังหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปกรรมท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อจะได้รีบไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านสวายจีก หาทางอนุรัษ์สิมหลังนี้ไว้ ก่อนที่จะสายเกินไป<br />
ถึงวันนี้ สิมที่วัดโพธืทอง บ้านสวายจีก ยังอยู่ครับ แต่ก็มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก   หางผ่านไปทางนั้น ก็ลองแวะดูซิครับ เป้นบุญตา บุญใจ เพระนับวันจะหาดูได้ยากยิ่งขึ้นทุกที</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/bureerum-article/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

