<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ &#187; บทความ</title>
	<atom:link href="http://www.wisut.net/category/article/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.wisut.net</link>
	<description>Wisut Pinyowanichaka &#124; My Open Profile Online</description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Jan 2012 13:42:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.3</generator>
		<item>
		<title>wisut.net ชี้แจง Angkor 2</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/wisut-net-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-angkor-2/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/wisut-net-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-angkor-2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jul 2011 13:34:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=2143</guid>
		<description><![CDATA[wisut.net ชี้แจง Angkor 2 ใคร Copy ใคร angkok 2 Share on Facebook]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>wisut.net ชี้แจง Angkor 2</p>
<p>ใคร Copy ใคร</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2011/07/aa.jpg" rel='lytebox[wisut-net-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-angkor-2]'><img class="alignnone size-medium wp-image-2144" title="aa" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2011/07/aa-216x300.jpg" alt="" width="138" height="191" /></a></p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2011/07/angkok-2.pdf">angkok 2</a></p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/wisut-net-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-angkor-2/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/wisut-net-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-angkor-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>wisut.net ชี้แจง angkor</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/wisut-net-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-angkok/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/wisut-net-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-angkok/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Apr 2011 14:32:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=2133</guid>
		<description><![CDATA[wisut.net ชี้แจง angkor answer angkor Share on Facebook]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>wisut.net ชี้แจง angkor</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2011/04/answer-angkor.pdf">answer angkor</a></p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/wisut-net-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-angkok/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/wisut-net-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%87-angkok/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปราสาทพระวิหาร : สัจจะแห่งกาลเวลา</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Oct 2009 22:28:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=1906</guid>
		<description><![CDATA[ปราสาทพระวิหาร : สัจจะแห่งกาลเวลา  พลังบันดาลความรักและความเมตตากรุณาให้เกิดแก่มวลมนุษยชาติ รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน  สารประชาสัมพันธ์ประจำสัปดาห์   สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ ปีที่  23 ฉบับที่ 27    วันที่ 6 &#8211; 12  ตุลาคม  2541                 มีคนไทยเป็นจำนวนมากใฝ่ฝันที่จะได้ชื่นชมความงามของปราสาทพระวิหาร  ที่ตั้งอยู่บนภูเขา เขตชายแดนประเทศไทย-กัมพูชา  ด้านจังหวัดศรีสะเกษ  แต่เนื่องจากปัญหาการเมืองในกัมพูชา  จึงทำให้ไม่สามารถขึ้นไปชมได้  ก็ได้แต่วนเวียนไปมาแถวผามอดีแดงที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน  ซึ่งก็พอมองเห็นได้ในระยะไกล  ดังนั้น  เมื่อสถานการณ์การเมืองดีขึ้น  จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา ได้เลงเห็นถึงความจำเป็นที่จะนำทรัพยากรทางวัฒนธรรมแห่งนี้มาใช้ เพื่อสู้ภัยเศรษฐกิจ  จึงได้เปิดให้ประชาชนได้ขึ้นไปชม  เริ่มตั้งแต่วันที่ 1  สิงหาคม  เป็นต้นมา  ซึ่งปรากฏว่า  มีประชาชนพากันหลั่งไหลขึ้นไปชมเป็นจำนวนมากทุกๆวัน  &#8230; <a href="http://www.wisut.net/article/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%ab/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;">ปราสาทพระวิหาร : สัจจะแห่งกาลเวลา </p>
<p style="text-align: left;"><strong>พลังบันดาลความรักและความเมตตากรุณาให้เกิดแก่มวลมนุษยชาติ</strong></p>
<p style="text-align: left;">รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p style="text-align: left;">บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน  สารประชาสัมพันธ์ประจำสัปดาห์   สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์</p>
<p style="text-align: left;">ปีที่  23 ฉบับที่ 27    วันที่ 6 &#8211; 12  ตุลาคม  2541</p>
<p style="text-align: left;"><img class="alignnone size-full wp-image-1907" title="a3" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/10/a3.jpg" alt="a3" width="372" height="315" /></p>
<p>                มีคนไทยเป็นจำนวนมากใฝ่ฝันที่จะได้ชื่นชมความงามของปราสาทพระวิหาร  ที่ตั้งอยู่บนภูเขา เขตชายแดนประเทศไทย-กัมพูชา  ด้านจังหวัดศรีสะเกษ  แต่เนื่องจากปัญหาการเมืองในกัมพูชา  จึงทำให้ไม่สามารถขึ้นไปชมได้  ก็ได้แต่วนเวียนไปมาแถวผามอดีแดงที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน  ซึ่งก็พอมองเห็นได้ในระยะไกล  ดังนั้น  เมื่อสถานการณ์การเมืองดีขึ้น  จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา ได้เลงเห็นถึงความจำเป็นที่จะนำทรัพยากรทางวัฒนธรรมแห่งนี้มาใช้ เพื่อสู้ภัยเศรษฐกิจ  จึงได้เปิดให้ประชาชนได้ขึ้นไปชม  เริ่มตั้งแต่วันที่ 1  สิงหาคม  เป็นต้นมา  ซึ่งปรากฏว่า  มีประชาชนพากันหลั่งไหลขึ้นไปชมเป็นจำนวนมากทุกๆวัน  บางคนชมแล้วก็กลับไปชมอีก  เพราะทุกครั้งที่ไปก็ได้ดื่มด่ำกับความยิ่งใหญ่และความงามที่ไม่รู้เบื่อไปเสียทุกครั้ง  และจากการที่มีประชาชนไปชมกันเป็นจำนวนมากก็ทำให้เป็นที่วิตกไปว่า  สมบัติทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติแห่งนี้จะแหลกลาญไปเพราะไปเพราะผู้คนเสียละกระมัง  ก็ได้แต่ภาวนาว่า  เหตุการณ์เช่นนี้จะค่อยๆคลี่คลายและทุเลาเบาบางลงในไม่ช้า</p>
<p><span id="more-1906"></span> </p>
<p>               เขาพระวิหารตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงเร็ก (ภาษาเขมรแปลว่าไม้คาน) ซึ่งมีความสูงจากพื้นดิน 547 เมตร และสูงกว่าระดับน้ำทะเล 657  เมตร  เป็นภูเขาที่กั้นเขตชายแดนไทย-กัมพูชาด้านทิศตะวันออก (ทิศเหนือของกัมพูชา) ที่บ้านภูมิซรอล (ภูมิ = บ้าน ซรอล =  ต้นสน ) ตำบลบึงมะลู (มะลู = พลู ) อ. กันทรลักษ์ (ภาษาไทย = อำเภอที่มีช่องเขาเป็นแสน) จ. ศรีสะเกษ  ระหว่างช่องโพย (ตะวันตก) กับช่องทะลาย เขตติดต่อประเทศกัมพูชา</p>
<p>                การเดินทางไปชมปราสาทพระวิหารก็สะดวกสบายมาก ระยะทางจากบุรีรัมย์ประมาณ 250  กิโลเมตรเท่านั้น โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 226 บุรีรัมย์ &#8211; สุรินทร์  แยกเข้าทางหลวง 2077  ไปอำเภอลำดวนและอำเภอสังขะ  จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 24  ไปอำเภอขุขันธ์ อำเภอกันทรลักษ์ และเข้าทางสาย 221 ไปเขาพระวิหาร  แต่ถ้ามาจากรุงเทพฯ ก็แยกจากทางหลวงหมายเลข 2 ที่อำเภอสีคิ้ว โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 24 โชคชัย &#8211; เดชอุดม จะผ่านอำเภอหนองบุญนาค* อำเภอหนองกี่ อำเภอนางรอง อำเภอประโคนชัย อำเภอปราสาท และอำเภอขุขันธ์ตามลำดับ ระยะทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 600 กิโลเมตรเท่านั้น </p>
<p>                แต่เดิมนั้นปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตประเทศไทย แต่เมื่อปี พ.ศ. 2502 ได้เกิดกรณีพิพาท โดยทางกัมพูชาอ้างว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และได้ฟ้องร้องต่อศาลโลก  จนในปี พ.ศ. 2505  ศาลโลกได้พิพากษาว่า <em>“ซากปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ทั้งนี้เป็นไปตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญา พ.ศ. 1447 และ พ.ศ. 2450  โดยอาศัยเหตุผลที่ว่าประเทศไทยพึงเฉย มิได้ประท้วงแผนที่ดังกล่าว”</em> (ธิดา สารยา.2536: 99)</p>
<p>                ปราสาทพระวิหาร  เป็นปราสาทขนาดใหญ่สร้างด้วยหินทราย ตั้งอยู่บนภูเขาสูง หันหน้าไปทางทิศเหนือ อายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16   เป็นศิลปะเขมรสมัยบาปวน (ประมาณ พ.ศ. 1550-1600) รุ่งเดียวกับปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเทวสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ ในลัทธิไศวนิกายที่นับถือองค์พระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด เป็นศาสนสถานที่เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายหลายเผ่าพันธ์ หลายคติความเชื่อ ซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ในบริเวณนี้</p>
<p>                การเข้าชมปราสาท จะต้องเดินขึ้นบันได  ซึ่งมีความสูงมาก ขึ้นไปบนลานที่ทำเป็นประตูทางเข้า ลานมีทั้งหมด 4 ชั้น แต่ละชั้นประกอบด้วยบันไดทางขึ้น โคปุระหรือประตูทางเข้าและทางเดินเชื่อมต่อกัน  มีความยาวจากบันไดทางขึ้นถึงองค์ปราสาทประธานประมาณ 800  เมตร</p>
<p>                ลานชั้นที่หนึ่งและสอง ทำเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่แบบเดียวกับซุ้มประตูศาสนสถานเขมรทั่วๆไป  แต่ไม่มีกำแพงแก้วหรือระเบียงคดล้อมรอบ  ใช้สำหรับทำสมาธิบูชาพระผู้เป็นเจ้าก่อนถึงองค์เทวลัย</p>
<p>                ลานชั้นที่สาม  เป็นประตูทางเข้าที่มีอาคารประกอบเป็นปีกทั้งสองข้าง  น่าจะเป็นที่พักสำหรับผู้มาแสวงบุญ</p>
<p>                ลานชั้นที่สี่  เป็นประตูทางเข้าสู่มหามณเฑียรที่มีระเบียงคดล้อมรอบ  และต่อเนื่องไปยังมหาปราสาทหรือเทวลัย  ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาคารทั้งหมด  ตรงกลางเป็นปราสาทประธานซึ่งประดิษฐานศิวลึงค์ มีระเบียงคดล้อมรอบ  ปัจจุบัน ปราสาทประธานได้พังทะลายลงแล้ว ยังเหลือแต่มณฑปด้านหน้า</p>
<p>                ด้านหลังระเบียงคดปราสาทประธาน เป็นชง่อนผาที่สามารถชมทิวทัศน์และบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติของดินแดนเขมรต่ำได้เป็นอย่างดี</p>
<p>                ปราสาทพระวิหารศาสนบรรพตที่ เอเตียน เอโมนิเยอร์ (Etiene Aymoier) ได้พรรณาไว้เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้วว่า <em>“ในบรรดาศาสนสถานในประเทศกัมพูชาทั้งมวล ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าศาสนสถานที่เขาพระวิหารมีความเด่นและความงดงามเป็นที่สุด” </em>และ ชาลส์ เนลสัน สปิงค์ (Charles Nelson Spinks) ผู้ที่ศึกษาโบราณสถานแห่งนี้อย่างละเอียด กล่าวว่า <em>“ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางโบราณคดีแห่งหนึ่งของเอเซียอาคเนย์&#8230;ความมโหฬารของที่ตั้งท่ามกลางป่าเขาและความยิ่งใหญ่ของแผนผังปราสาท  อาจจัดเทียบปราสาทเขาพระวิหารแห่งนี้กับโบโรพุทโธในเกาะชวา  หรือแม้แต่การเทียบเทียมกับความเป็นเลิศทางสถาปัตยกรรมของเขมรอันได้แก่ประสาทนครวัดที่ไม่มีอะไรเทียบเทียมได้”</em> (สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์.2536: 32ม34)  และถ้าท่านมีโอกาสได้ไปสัมผัสโบราณสถานแห่งนี้แล้ว  จะพบว่า  คำกล่างข้างต้นนั้น  ไม่เกินเลยความจริงแต่อย่างใด เพราะศาสนบรรพตแห่งนี้มีทั้งความงดงามที่ได้สัดส่วน  ความน่าสพึงกลัวที่เป็นพลังอำนาจลี้ลับบันดาลความรักและความเมตตากรุณาให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์  มีเสน่ห์ที่ชวนให้หลงไหลกับบรรยากาศของแต่ละช่วงเวลาที่จะตรึงตาตรึงใจท่านให้เพลิดเพลินอยู่กับสุนทรียรส  สายหมอกที่พัดผ่านซากปรักหักพังที่สงบนิ่งท้าทายกาลเวลาอยู่นั้น  นอกจากจะเป็นภาพที่สร้างความประทับใจจนยากที่จะลืมเลือนได้แล้ว  ยังแสดงให้เห็นถึงสัจจะแห่งกาลเวลาได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  ท่านจะได้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการไปชมปราสาทแห่งอื่นๆที่ได้บูรณะปฏิสังขรณ์จนเป็นของใหม่ไปหมดแล้ว</p>
<p>                <strong>ปราสาทพระวิหาร  มรดกทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ  ซึ่งไม่ติดอยู่กับความเป็นชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นสถานที่ที่แสดงถึงพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของมนุษยชาติโดยรวม</strong></p>
<p>                ท่านละครับ  ได้ไปชมปราสาทพระวิหารแล้วหรือยัง</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p>*  ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นอำเภอหนองบุญมาก</p>
<p> </p>
<p>หนังสืออ้างอิง</p>
<p>สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. รศ.ดร.ม.ร.ว. <strong>ปราสาทพระวิหาร</strong>.2536.</p>
<p>(ธิดา สารยา.เ<strong>ขาพระวิหาร</strong>.เมืองโบราณ.2536.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%ab/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรณีปราสาทพระวิหาร คณะกรรมการมรดกโลก : ชนวนความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/case-temple-of-preah-vihear/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/case-temple-of-preah-vihear/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Oct 2009 22:22:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ปราสาทพระวิหาร]]></category>
		<category><![CDATA[พระวิหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เขมร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</guid>
		<description><![CDATA[กรณีปราสาทพระวิหาร คณะกรรมการมรดกโลก : ชนวนความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา รศ. วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 24 ตุลาคม 2552       เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการเสวนา เรื่อง คณะกรรมการมรดกโลก : ชนวนความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา ซึ่งจัดโดย คณะอนุกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินการของรัฐ และภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา &#8230; <a href="http://www.wisut.net/article/case-temple-of-preah-vihear/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรณีปราสาทพระวิหาร</strong><br />
คณะกรรมการมรดกโลก : ชนวนความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา<br />
รศ. วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์<br />
24 ตุลาคม 2552</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-1903" title="a2" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/10/a2.jpg" alt="a2" width="340" height="450" /></p>
<p>      เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการเสวนา เรื่อง คณะกรรมการมรดกโลก : <strong><span style="color: #008000;">ชนวนความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา</span></strong> ซึ่งจัดโดย คณะอนุกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินการของรัฐ และภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2552 ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2</p>
<p><span id="more-1899"></span><br />
<strong><span style="color: #008000;">วัตถุประสงค์ของการเสวนาครั้งนี้ คือ</span><br />
</strong><br />
<strong>1. เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อมูล ข่าวสารการดำเนินการของคณะกรรมการมรดกโลกต่อกรณีปราสาทพระวิหาร </strong>อันนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ</p>
<p><strong>2. เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสัมมนาสรุปและประมวลผลเป็นข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ต่อรัฐบาล </strong>เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยของไทย</p>
<p><strong>3. เพื่อให้มีการชะลอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะมีข้อยุติ<br />
</strong>ก่อนอื่นต้องขอแสดงชื่นชมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา และคณะอนุกรรมาธิการฝ่ายต่างๆ หลายคณะ ตลอดจนภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร ที่มีความจริงใจ จริงจัง จัดกิจกรรม เรื่องปราสาทพระวิหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ติดต่อกันมาหลายเดือน เรียกว่ากัดไม่ปล่อย ทั้งนี้เพราะเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ เป็นเรื่องของการพิทักษ์รักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของไทย เป็นเรื่องของเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของความเป็นชาติ ดังนั้นก็คงต้องทำงานกันอย่างหนัก ขอเป็นกำลังใจให้ครับ<br />
การเสวนาได้จัดเป็น 2 ช่วง คือช่วงเช้าเป็นการอภิปรายโดยวิทยากรและช่วงบ่าย เป็นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในทุกภาคส่วน ผมอยู่ร่วมฟังในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายได้ฟังท่านปราโมทย์ หอยมุกข์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลหนองกี่ หัวหน้าค่ายมวยหนองกี่ พาหุยุทธ์ และศูนย์กีฬาหนองกี่ จ. บุรีรัมย์ แล้วก็รีบกลับ เพราะมีภารกิจสำคัญ ก็ยังนึกเสียดายอยู่<br />
ช่วงเช้ามีวิทยากรที่สำคัญคือ นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระ และนายวสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกจากกรมศิลปากร ส่วนผู้ดำเนินการอภิปราย คือ นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาเหมือนเดิม</p>
<p>สว. คำนูณ สิทธิสมาน เริ่มต้นนำเสนอด้วยการกล่าวชื่นชมรัฐบาลกัมพูชาที่มีความแน่วแน่ มั่นคง ชัดเจน ยืนยันแผนที่ ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องศาลโลกมาตลอด และไม่เคยยอมรับพื้นที่ทับซ้อน ส่วนประเทศไทยโลเล ไม่แน่นอน เคยประกาศจุดยืนและแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของศาลโลก และคัดค้านคำพิพากษาซึ่งขัดต่อหนังสือสัญญาระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 ที่แบ่งเขตแดนไทยและกัมพูชาโดยใช้เขาปันน้ำ ซึ่งถ้าประเทศไทยยืนยันชัดเจนอย่างแน่วแน่มั่นคงตามนี้ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ก็ไม่ใช่ที่ทับซ้อน เพราะเราครอบครองอยู่ (ปัจจุบันคนไทยเข้าไปไม่ได้) แต่รัฐบาลไทยในสมัยต่อๆมา ขาดความใส่ใจ กลับให้ความสนใจแผนที่ ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องศาลโลก ตามความต้องการของกัมพูชา จึงเกิดปัญหาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน<br />
สว. คำนูณ เน้นว่า แผนที่ ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องศาลโลก <span style="color: #008000;"><strong>ทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 เป็นเสมือนปีศาจร้ายที่หลอกหลอนคนไทยมาตลอด</strong></span> ถือเป็นการเสียค่าโง่ ครั้งแรก ต่อมาในปี 2542 ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีการเจรจาและบรรลุข้อตกลง ที่เรียกว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจจัดทำเขตแดนทางบก หรือ MOU ปี 2543<br />
สว. คำนูณกล่าวว่า ต้นเหตุปัญหาทั้งหมดทั้งปวงเกิดขึ้นจากรัฐบาลชวน หลีกภัย ที่ลงนามใน MOU ปี 2543 ท่านเล่าว่า ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูล MOU ปี 43 คือแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งรวมแผนที่ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องศาลโลกด้วย เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงเป็นมติคณะรัฐมนตรีปี 43 ยอมรับการใช้แผนที่ดังกล่าว สว. คำนูณเน้นว่าการดำเนินการของ<strong><span style="color: #008000;">รัฐบาลชวน ในเรื่องนี้ อาจทำให้ไทยเราเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร เปรียบเสมือนการปลุกวิญญาญปีศาจร้ายตัวเดิมให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอาละวาดทำลายขวัญของชาวไทย อีกครั้ง ถือว่าเป็นการเสียค่ามหาโง่ครั้งที่ 2 ที่เจ็บปวดกว่าครั้งแรกเสียอีก</span></strong><br />
และ<strong><span style="color: #008000;">อภิมหาโง่ ครั้งที่ 3 ก็คือ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี นายนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ</span> </strong>ผู้ที่อ้างว่าไม่ได้ขายชาติ ออกแถลงการณ์ร่วม หรือ JOINT COMMUNIQUE เมื่อ วันที่ 22 พฤษภาคม 2551 เวลา 23.35 น. สนับสนุนกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งทำให้ไทยอาจต้องเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร การเสียค่าโง่ครั้งที่ 3 นี้ ร้าวรานใจจริงๆ<br />
<strong><span style="color: #008000;">ส่วนอภิมหามหาโง่..โง่ ครั้งต่อไป อาจจะเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</span></strong> ไม่รีบผลักดันให้ชาวกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาออกไป ปล่อยปละละเลย ไม่รีบแก้ไขข้อผิดพลาด ไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ และไม่ฟังเสียงประชาชน หวาดกลัวแต่คู่กรณีที่ข่มขู่ก้าวร้าว จะมีผลทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้กับกัมพูชาอย่างแน่นอน คิดแล้วสยอง<br />
สำหรับคุณวสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกหนุ่ม ไฟแรง จากกรมศิลปากร ได้นำเสนอข้อเท็จจริงในความเป็นไปกรณีปราสาทพระวิหารที่ฉ่อฉล พยายามสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้องทางวิชาการ ทำให้ท่าน ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนประเทศไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถานประเภทหินและการทำแผนบริหารจัดการพื้นที่โบราณสถานในเขตประเทศไทย ในการเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ของราชอาณาจักรกัมพูชา ประกาศแยกตัวจากการทำงานร่วมกับกลุ่มนักวิชาการนานาชาติ เนื่องจากความไม่ถูกต้องของข้อมูลทางวิชาการและการจัดการที่ไม่สามารถยอมรับได้<br />
นอกจากนั้นท่านยังมีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานข้อโต้แย้งการประเมินของอีโคโมสสากล และร่วมทำแผนบริหารจัดการพื้นที่เขาพระวิหารและสภาพโดยรอบเพื่อเป็นตัวอย่างของแผนบริหารจัดการที่ถูกต้อง ในการรักษาคุณค่าของโบราณสถานอย่างแท้จริงและครบถ้วย ในนามของอีโคโมสไทยและกรมศิลปากร ซึ่งแผนการจัดการดังกล่าวขัดแย้งกับข้อมูลแผนการจัดการที่ทำโดยกลุ่มนักวิชาการนานาชาติภายใต้การแนะนำของยูเนสโก<br />
<strong>การฉ่อฉลสร้างข้อมูลทางวิชาการที่ไม่ถูกต้องของนักวิชาการนานาชาติภายใต้การแนะนำของยูเนสโกนั้น ท่านได้นำเสนอไว้ หลายประเด็น ตัวอย่างเช่น<br />
</strong></p>
<p>“นักวิชาการนานาชาติที่นำโดยฝรั่งเศสระบุว่าการวางฝังของปราสาทบนยอดเขานั้นเกี่ยวเนื่องกับโบราณสถานใกล้เคียงที่อยู่เบื้องล่างในเขตกัมพูชาเป็น Buddhist Geometry! ให้ความสำคัญกับมุมมองจากที่ราบด้านล่างย้อนกลับสู่ยอดเขาพระวิหารจากระยะไกล ที่สามารถเห็นยอดเขาที่อยู่ด้านข้างด้วย จากรายงานการตีความของผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า เป็นภาพของภูเขา 5 ยอด ที่หมายถึงเขาพระสุเมรุ แต่ที่ปรากฏในเอกสารล่าสุดของกัมพูชา กลับเปลี่ยนเป็นภูเขา 3 ยอด ที่หมายถึงตรีมูรติ หรือเทพสูงสุดทั้งสามของศาสนาฮินดู นี่คือผลจากการตีความแบบนึกเอาเองจึงเปลี่ยนไปมาได้”<br />
และอีกตัวอย่างหนึ่ง</p>
<p>“เอกสารของกัมพูชาเน้นว่าทางขึ้นสู่ปราสาทพระวิหารที่มีมาแต่เดิมคือบันไดหัก ทางทิศตะวันออก ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุด ด้วยยึดมั่นว่าทางเข้าปราสาทต้องเป็นทิศตะวันออกเท่านั้น และระบุว่า ทางขึ้นทางบันไดใหญ่และสะพานนาคทางทิศเหนือเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยหลังสุด แม้แต่สระตราว ที่เป็นการสร้างทำนบหินกั้นน้ำบนลานหินจนกลายเป็นสระน้ำที่เรียกว่าบารายของปราสาท ก็ได้เขียนในรายงานว่าเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยหลักฐานที่ปรากฏถือได้ว่าทำบนหินที่นี่คือ เขื่อนหินที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย”<br />
ส่วนอาจารย์เทพมนตรี ลิมปพยอม นำเสนอข้อมูลที่ฉ่อฉลในการที่ไทยร่วมสนับสนุนให้กัมพูชาขี้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ท่านร่ายยาวมาเป็นลำดับ ก็ดุเด็ดเผ็ดมันเช่นเดิม<br />
เท่านั้นยังไม่พอ ท่านประธานยังได้เชิญให้คุณวีระ สมความคิด ซึ่งมาฟังการเสวนาอยู่ด้วย ร่วมแสดงความคิดเห็น ได้กล่าวโจมตีรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างดุเดือดตามฟอร์ม เพื่อให้การดำเนินการเสวนาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ได้มีการเสิร์ฟห่ออาหารกลางวันให้รับประทานและฟังไปพร้อมกันด้วย จะได้ไม่โมโหหิว</p>
<p>ส่วน นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ได้ขอฉันทานุมัติจากเสวนาสมาชิกแต่งตั้งให้ คุณวีระ สมความคิด เป็นแกนนำฝ่ายชาย ในการต่อสู้เรื่องนี้ ส่วนแกนนำฝ่ายหญิงได้แก่ ม.ล. วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ซึ่งเสวนาสมาชิกปรบมือสนับสนุนท่วมท้น</p>
<p>จากนั้นก็เป็นเวลาของอาจารย์ปราโมทย์ หอยมุกข์ อภิปรายในประเด็นปัญหาชายแดนบุรีรัมย์ และการรุกล้ำของเขมร ด้วยลีลาที่เร้าใจและข้อเท็จจริงจากการท่องสำรวจชายแดนร่วมกับทีมงาน ซึ่งน่าสนใจมากมาก</p>
<p>ที่สรุปมาทั้งหมดนี้ เป็นการสรุปตามที่ตนเองเข้าใจ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับคนอื่น หรืออาจไม่ค่อยตรงกับของวิทยากร ก็ต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย เนื่องจากอายุมาก หูไม่ค่อยดี</p>
<p>หลังจากนั้นคงจะมีการแสดงทัศนะที่น่าสนใจและหลากหลาย ซึ่งผมรู้สึกเสียดายที่ต้องกลับก่อน<br />
และจากการได้เข้าร่วมเสวนาทั้ง 3 ครั้ง ในครั้งที่ 2 ได้ให้ข้อสังเกตไปแล้ว ส่วนครั้งนี้ก็มีข้อสังเกต เช่นกัน คือ</p>
<p>1. เนื่องจากเรื่องปราสาทพระวิหารเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ ดังนั้นจุดยืนของคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการในแต่ละคณะจะต้องชัดเจน ไม่ใช่กลับไปกลับมา หรือเขียนข้อความขัดแย้งกันเอง เช่น ข้อความในโครงการเสวนาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 ความว่า&#8230;<strong>”พื้นที่เขตกันชน และองค์ประกอบอื่นๆที่จะมีผลทำให้มรดกโลกมีความสมบูรณ์ ซึ่งจะรวมอยู่ในแผนบริหารจัดการ อันเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปอยู่แล้วว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในดินแดนของราชอาณาจักรไทยและกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาไม่มีสิทธิแอบอ้างนำไปประกอบการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้”</strong> ผมอยากรู้ว่าคนเขียนโครงการใส่คำว่า”และกัมพูชา”ลงไปทำไม <strong><span style="color: #008000;">มันต้องเขียนว่า “&#8230;. อันเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปอยู่แล้วว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในดินแดนของราชอาณาจักรไทย ซึ่งกัมพูชาไม่มีสิทธิแอบอ้างนำไปประกอบการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้”<br />
</span></strong><br />
ส่วนอีกข้อความหนึ่ง “คณะอนุกรรมาธิการฯ “&#8230;.พบว่า ประเทศฝรั่งเศส อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดันให้ปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเร็วที่สุด” ผมคิดว่าการระบุชื่อประเทศโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนเป็นการไม่เหมาะ ควรใช้เพียงคำว่า “มีบางประเทศ อยู่เบื้องหลัง” น่าจะเหมาะกว่า<br />
ผมไม่ทราบว่าที่ท้วงติงมานี้หยุมหยิมเกินไปหรือเปล่า ก็ พิจารณาดูครับ</p>
<p>2. จากการดำเนินกิจกรรมทั้งสามครั้งของคณะกรรมาธิการฯ นั้น คงจะสามารถสรุปข้อมูลที่ได้จากการเสวนาและประมวลผลเป็นข้อสังเกต ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและชะลอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกตามวัตถุประสงค์ได้แล้ว และควรรีบดำเนินการโดยเร็วด้วย อย่าชักช้า ในขณะเดียวกันก็ควรจัดทำข้อมูลที่ได้จากการเสวนาให้กระชับ อ่านเข้าใจง่าย ไม่สลับซับซ้อน เผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบในวงกว้างต่อไป</p>
<p>ส่วนประชาชนในแต่ละกลุ่มจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ว่ากันไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ<br />
ผมอยากจะจบข้อเขียนนี้ด้วย “หลักธรรม” อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา โดยย่อว่า<br />
<strong><span style="color: #800000;">&#8220;เย ธัมมา เหตุ ปัพพวา เตสัง เหตุง ตถาคโต เตสัญจะ โย นิโรโธ จะ เอวัง วาที มหาสมโณ&#8221;<br />
ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ</span> </strong>พระตถาคตเจ้าตรัสบอกถึงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น พร้อมทั้งความดับแห่งเหตุของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณเจ้ามีปกติตรัสสอนอย่างนี้<br />
สรุปว่าให้รีบจัดการที่ต้นเหตุ ครับผม</p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong><br />
เทพมนตรี ลิมปพยอม เอกสารประกอบการเสวนา 20 ตุลาคม 2552<br />
วสุ โปษยะนันทน์ เอกสารประกอบการเสวนา 20 ตุลาคม 2552<br />
ASTV ผู้จัดการออนไลน์ – การเมือง วันที่ 2009-10-11 13 : 27 : 44<br />
“คำนูณ” ชี้ ปชป. ยุค “รบ.ชวน” เซ็น MOU ปี 43 ต้นเหตุไทยเสียดินแดนพระวิหารให้เขมร</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/case-temple-of-preah-vihear/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/case-temple-of-preah-vihear/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทอดทิ้ง-ขโมย-ทำลาย!!! สารพันปัญหาโบราณสถานไทย</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a2-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a2-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Oct 2009 13:33:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a2-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1/</guid>
		<description><![CDATA[ทอดทิ้ง-ขโมย-ทำลาย!!! สารพันปัญหาโบราณสถานไทย (สกู๊ปแนวหน้า) ประเทศไทยมีโบราณสถาน โบราณวัตถุและแหล่งโบราณคดีจำนวนมากมาย กระจายอยู่ทั่วประเทศ ณ วันนี้มีโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนกับ กรมศิลปากรแล้วหลายพันแห่ง และมีโบราณสถานอีกหลายพันแห่งอยู่ระหว่างการสำรวจจากกรมศิลปากร ช่วงที่ผ่านมา &#8220;สกู๊ปแนวหน้า&#8221; มีโอกาสแวะเวียนไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “เนะขแมร์ อินไทยแลนด์” ภายในงานมีการเสวนาเรื่อง&#8221;ในรอบ20ปีนี้ใครเป็นคนทำลายโบราณสถานไทย กันแน่ ? &#8221; โดยมี รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ นักวิชาการอาวุโสทางประวัติศาสตร์ศิลปะและประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา , นายวรณัย พง ศาชลากร นักมานุษยวิทยาและนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ร่วม เสวนา หลักใหญ่ใจความมีการชี้ให้เห็นว่าโบราณสถานในเมืองไทยหลายแห่ง กำลังประสบปัญหาถูกทอดทิ้ง ให้เสื่อมโทรม หักพังไปตามกาลเวลา โบราณสถานหลายแห่งที่เป็นเจดีย์ ประสาท พระธาตุ บางส่วนถูกขุดเจาะทำลายเพื่อหาของมีค่าขณะเดียวกันนักท่องเที่ยว คนในท้องถิ่น &#8230; <a href="http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a2-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทอดทิ้ง-ขโมย-ทำลาย!!! สารพันปัญหาโบราณสถานไทย (สกู๊ปแนวหน้า)</p>
<p><img title="577[1]" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/10/5771.gif" alt="577[1]" width="267" height="200" /></p>
<p>ประเทศไทยมีโบราณสถาน โบราณวัตถุและแหล่งโบราณคดีจำนวนมากมาย กระจายอยู่ทั่วประเทศ ณ วันนี้มีโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนกับ กรมศิลปากรแล้วหลายพันแห่ง และมีโบราณสถานอีกหลายพันแห่งอยู่ระหว่างการสำรวจจากกรมศิลปากร</p>
<p><span id="more-1891"></span></p>
<p>ช่วงที่ผ่านมา &#8220;สกู๊ปแนวหน้า&#8221; มีโอกาสแวะเวียนไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “เนะขแมร์ อินไทยแลนด์” ภายในงานมีการเสวนาเรื่อง&#8221;ในรอบ20ปีนี้ใครเป็นคนทำลายโบราณสถานไทย กันแน่ ? &#8221; โดยมี รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ นักวิชาการอาวุโสทางประวัติศาสตร์ศิลปะและประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา , นายวรณัย พง ศาชลากร นักมานุษยวิทยาและนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ร่วม เสวนา</p>
<p>หลักใหญ่ใจความมีการชี้ให้เห็นว่าโบราณสถานในเมืองไทยหลายแห่ง กำลังประสบปัญหาถูกทอดทิ้ง ให้เสื่อมโทรม หักพังไปตามกาลเวลา โบราณสถานหลายแห่งที่เป็นเจดีย์ ประสาท พระธาตุ บางส่วนถูกขุดเจาะทำลายเพื่อหาของมีค่าขณะเดียวกันนักท่องเที่ยว คนในท้องถิ่น หรือแม้ กระทั่ง หน่วยงานภาครัฐบางแห่งก็ยังมีส่วนในการทำลายโบราณสถานอีกด้วย !!!</p>
<p>รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ นักวิชาการอาวุโสทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ให้เหตุผลว่า ปัญหาที่เกิดกับโบราณสถานในประเทศไทยเวลานี้มาจากการ ใช้โบราณสถานฟุ่มเฟือย อาทิ เมื่อปี 2540 ทางกรมศิลปากร ได้อนุญาตให้ภาพยนตร์เรื่อง มอทัล คอมแบต (Mortal Kombat) เข้ามาถ่ายทำที่ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ในอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ครั้งนั้นมีการถ่ายฉากเปลือยที่ฐานของพระศรีสรรพเพชญ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สมัยอยุธยา</p>
<p>การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องขาดความเข้าใจ ขาดความเคารพ หรือกรอบประตูและทับหลังตามปราสาทต่างๆ ที่ถูกขโมยหายไปหลายครั้ง ที่จับได้ก็พบว่ามีคนในร่วมรู้เห็นแทบทั้งสิ้น</p>
<p>&#8220;ปัญหาที่น่าตกใจคือมีชาวบ้านพบใบเสมา ซึ่งเป็นเครื่องหมายปักเขตอุโบสถ สมัยโบราณ ถูกฝังอยู่ในที่ดินของตัวเอง แทนที่จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบชาวบ้านกลับทุบทิ้งเพราะเขา กลัวที่ถูกยึด กลัวที่ดินถูกขึ้นทะเบียน เลยต้องทำลายโดยอัตโนมัติ &#8221;</p>
<p>รศ.วิสุทธิ์ ยังกล่าวถึง &#8220;พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง&#8221; จ.อุดรธานี แหล่งประวัติ ศาสตร์ สำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยว่า กำลังประสบปัญหา ภาชนะเผา ตลอดจนเครื่องมือ เครื่องใช้สภาพสมบูรณ์ ที่แสดงถึงเทคโนโลยีในสมัยโบราณ ถูกลำเลียง ไปต่างประเทศจำนวนมาก</p>
<p>“ขณะที่ประเทศไทยมีเพียงเศษ &#8220;จิ๊กซอร์&#8221;ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนไทย บางส่วนช่วยนำ ของโบราณเหล่านี้ออกนอกประเทศโดยไม่เห็นคุณค่า”</p>
<p>&#8220;พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง&#8221; เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประเภทแหล่งอนุสรณ์สถาน ที่สร้างขึ้นในแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย และมีความสำคัญต่อการค้นคว้าและวิจัยทางโบราณคดีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2535 “องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ” หรือ “ยูเนสโก” ได้ประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกด้านวัฒนธรรม</p>
<p>รศ.วิสุทธิ์ แสดงความเห็นว่า การดำเนินงานของกรมศิลปากร ผิดพลาด เพราะเท่าที่ได้ติดตามและตรวจสอบการบูรณะซ่อมแซมโบราณสถานของกรมศิลปากร หาใช่เป็นการบำรุงรักษา แต่เป็นการลดหรือทำลายคุณค่าของโบราณสถานเหล่านั้น เนื่องจากการบูรณะซ่อมแซม โบราณสถานนั้น มีการใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง หรือเลือกใช้คนที่ไม่ตรงกับงาน ไม่มีความรัก หวงแหน ให้ความเคารพ และมีจรรยาบรรณในการอนุรักษ์โบราณอย่างแท้จริง</p>
<p>สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง จึงขอเสนอแนะให้ทางกรมศิลปากรใช้ความระมัด ระวังและมีความรอบคอบในการดำเนินงานบูรณะซ่อมแซมโบราณสถานให้มากขึ้น เพื่อให้คงคุณค่าของโบราณสถานให้ยาวนานที่สุด</p>
<p>&#8220;หากต้องการทำความสะอาด หรือบูรณะซ่อมแซม ควรจะเอาผู้ที่มี ความรู้ด้านโบราณ สถานมาทำงาน หรือส่วนไหนที่หักกร่อน ชำรุด ก็ซ่อมเฉพาะจุด ไม่ใช่เอาปูนซีเมนต์มาโบกทับ ซึ่งทำเป็นการทำลายคุณค่าโบราณสถานเป็นอย่างมาก เพราะนักท่องเที่ยวที่มาชมโบราณสถานเหล่านี้ ต้องการชมความเป็นของเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มากกว่าจะมาดูของใหม่ที่สวมทับของเก่าไว้&#8221;</p>
<p>ด้าน นายเทพมนตรี ลิมปพยอมนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อธิบายว่า ระบบการจัดการท่องเที่ยวในโบราณสถานไทย ไม่สามารถที่จัดการให้สอดคล้องกับต้นทุน โบราณสถาน หลายแห่ง ถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำลายเปิดหน้า ดินเอาปูนสมัยใหม่ไป&#8221;โป๊ะ&#8221; หลายแห่งถูกทำลายโดย หน่วยงานจ้างเหมาเข้าไปบูรณะ เนื่องด้วยขาดผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ</p>
<p>&#8220;ยกตัวอย่าง พระอจนะ ที่วัดศรีชุม ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ยุคสมัยหนึ่งเราเห็นท่านองค์ดำๆ พอมาอีกสมัยหนึ่งขาวๆ เป็นเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาเห็นว่าท่านดำ ก็เลยเอาแปรงลวดไปขัด เอาน้ำยาไปขัด แล้วบอกว่าน้ำยาจะช่วยเคลือบองค์พระ เพื่อต่อไปจะได้ไม่ดำ แต่ตอนนี้ท่านเริ่มดำเหมือนเดิมแล้ว&#8221;</p>
<p>นายเทพมนตรี กล่าวและว่านอกจากนี้โบราณวัตถุของไทยจำนวนมากยังถูกลักลอบขนถ่าย ออกนอกประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะที่ สวนจตุจักร สามารถเดินหาซื้อเทวรูปโบราณ และมีระบบ การจัดส่งเสร็จสรรพ มีการรับประกันหากไม่ใช่ของแท้ยินดีคืนเงิน 2 เท่า</p>
<p>&#8220;ผมเคยถามคนขายซึ่งเป็นฝรั่งว่าทำไมถึงขายโบราณวัตถุได้ เขาก็บอกว่าประเทศยู เงินง้างได้ทุกอย่าง และเมื่อเร็วๆนี้มีโศกนาฏกรรม เกิดขึ้นที่ พิพิธภัณฑ์พระนครมีการซ่อมพระพิฆเนศองค์ที่เก่าที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ระหว่างการซ่อมองค์พระพิฆเนศ ได้ล้มลงมาโดยการเคลื่อนย้ายของเจ้าาหน้าที่แต่ไม่เป็นข่าว ประเด็นน่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์พระนครเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวมของทั้งประเทศ หากไปตรวจสอบบัญชีโบราณวัตถเชื่อว่าจะมีของไม่ตรงในบัญชีเยอะมาก”</p>
<p>นายเทพมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า &#8220;เดือนเมษายน ที่จะถึงนี้ทางยูเนสโก จะมาตรวจมรดกโลกที่อยุธยา และในที่สุดเราก็อาจจะผ่าน แต่ถามว่าอยุธยามันหมดสภาพไหม หมดสภาพหมดแล้ว ตอนนี้เป็นเมืองที่เลอะเทอะรกรุงรังมาก กฎหมายของกรมศิลปากร ห้ามสร้างอาคารในเขตโบราณสถานเกินสองชั้น แต่อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา มีหน่วยงานราชการสร้างที่ทำการตัวเอง 3 ชั้น ยังทำผิดกฎหมายตัวเองเลย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำในการปฏิบัติ&#8221;</p>
<p>สำหรับเรื่องการประเมินผลแหล่งมรดกโลกของ จ.พระนครศรีอยุธยา นั้น เมื่อช่วงปี 2550 มีการจัดทำรายงานเรื่องการติดตามประเมินผลแหล่งมรดกโลกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน จากองค์การยูเนสโก โดยเป็นการส่งรายงานประเมินผลทุก 6 ปี ตามข้อบังคับ</p>
<p>จากการตรวจสอบพบว่า อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ต้องมีการปรับปรุงและแก้ไข เนื่องจากขาดความสง่างามในการเป็นมรดกโลก เพราะไม่มีการควบคุมผังเมือง มีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่มีความสูงเท่ากับหรือสูงกว่าองค์พระเจดีย์สำคัญๆ มีการก่อสร้างอาคารในพื้นที่ใกล้เคียงมรดกโลก และสีของอาคารก็ใช้สีฉูดฉาดจนทำลายทัศนียภาพของ มรดกโลก !!!</p>
<p>ปิดท้ายที่ นายวรณัย พงศาชลากร นักมานุษยวิทยา กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนในการทำลายโบราณสถานของไทย อาทิ ทุ่มเงินกว่า 100 ล้านบาท บูรณะโบราณสถานวัดชัยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในการบูรณะก็ดำเนินการด้วยการนำวัสดุสมัยใหม่ มาสร้างทับของเก่าทำให้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ลดลง และหลังจากนั้นก็เปิดให้นักท่องเทียวเข้ามาชม เพียงแค่เก็บค่าเข้าชมไม่มากนัก ซึ่งถือว่าไม่คุ้มกับที่โบราณสถานจะต้องเสียคุณค่าไปหลังจากที่ได้มีการบูรณะและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว</p>
<p>โบราณสถาน&#8230;เปรียบเสมือนมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพชน ที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรื่องทางอารยธรรมของประเทศชาตินับแต่อดีตกาล เป็นสิ่งสะท้อนถึงรากเหง้าชนชาติไทย และถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องรักษามรดกของบรรพชนให้คงอยู่คู่ประเทศชาติสืบไป</p>
<p>SCOOP@NAEWNA.COM</p>
<p>วันที่ 27/3/2008</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a2-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%a2-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรณีปราสาทพระวิหาร : การรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศชาตินั้น  จะต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2009 10:08:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=1852</guid>
		<description><![CDATA[กรณีปราสาทพระวิหาร : การรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศชาตินั้น  จะต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง รศ.  วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ  มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์    25   กันยายน  2552 &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.                 ในช่วงนี้ ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมของ คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา 2  ครั้ง  ครั้งแรก เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2552  เป็นการเสวนา  เรื่อง “แผ่นดินเขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร บทพิสูจน์ศักดิ์ศรีและอธิปไตยของไทย”  ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306 – 308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 (ตึกวุฒิสภา) และครั้งที่ &#8230; <a href="http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>กรณีปราสาทพระวิหาร : การรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศชาตินั้น  จะต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง</strong><strong></strong></p>
<p align="center">รศ.  วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ  มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์    25   กันยายน  2552</p>
<p align="center">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>                ในช่วงนี้ ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมของ คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา 2  ครั้ง  ครั้งแรก เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2552  เป็นการเสวนา  เรื่อง “แผ่นดินเขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร บทพิสูจน์ศักดิ์ศรีและอธิปไตยของไทย”  ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306 – 308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 (ตึกวุฒิสภา) และครั้งที่ 2  เมื่อวันอังคารที่  22  กันยายน  2552  เป็นการสัมมนา เรื่อง แสวงหาความจริง : แผ่นดินเขาพระวิหาร 4.6  ตารางกิโลเมตร  ตั้งแต่ กรกฏาคม พ.ศ. 2505 – ปัจจุบัน”  ที่ห้องกมลทิทพ์บอลรูม  ชั้น 2  โรงแรมสยามซิตี้  ถนนศรีอยุธยา  กรุงเทพมหานคร  กิจกรรมทั้ง 2  ครั้ง ดังกล่าว  จัดโดยคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีปราสาทพระวิหาร</p>
<p><span id="more-1852"></span></p>
<p>                ก่อนอื่น  ผมต้องขอแสดงความชื่นชม  กับคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา  ที่ได้จัดกิจกรรมที่ดี  มีประโยชน์ นี้ มาอย่างต่อเนื่อง  แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจติดตามสถานการณ์และความจริงใจในการแสวงหารากเหง้าของปัญหาที่สำคัญของชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง   ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสัมมนาและประมวลผลเป็นข้อสังเกต ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยของไทย ต่อไป  เพราะเรื่องของการสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนที่เป็นประเทศไทยนั้น  เราจะปล่อยปละละเลยไม่ได้เป็นอันขาด </p>
<p>                ส่วนผลสรุปของการสัมมนานั้น ไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด  เพราะข้อมูลและการตีความข้อกฏหมาย เป็นการตีความจากกลุ่มบุคคลเฉพาะกลุ่ม ยังไม่หลากหลายพอ   เพราะยังมีกลุ่มอื่นที่ไม่เห็นด้วย  แต่ผมมีข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับกิจกรรมทั้ง 2  ครั้ง  ดังนี้</p>
<p>                1.  เนื่องจากสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน  มีความขัดแย้งกันค่อนข้างสูง  มีการแบ่งแยกกันเป็นพวก เป็นกลุ่มอย่างเด่นชัด  ดังนั้นคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน  วุฒิสภา   น่าจะต้องระมัดระวังบทบาทของตัวเองให้มาก  จะต้องไม่เอนเอียงไปกับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ หรือเข้าข้างกลุ่มที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกันตนเอง  แต่ปรากฏว่า  การสัมมนาที่จัดขึ้นมิได้เป็นอย่างนั้น  จะเห็นได้จากเอกสารโครงการสัมมนา  เมื่อวันที่ 22  กันยายน  2552  ที่โรงแรมสยามซิตี้  เราจะพบว่า  แทนที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา  ซึ่งมีศักยภาพสูงมาก มีบุคลากร และงบประมาณพอเพียง สามารถจัดสัมมนาเองได้ตามลำพัง แต่กลับไปจัดร่วมกับภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีปราสาทพระวิหาร  ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นกลุ่มใดพวกใคร   เลยทำให้บทบาทตรงนี้เสียหายไป</p>
<p>                ที่นี้มาดู กลุ่มเป้าหมายของโครงการ  จะเห็นได้ว่า  กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่นกระทรวงการต่างประเทศ  ผู้แทนจากกรมแผนที่ทหาร  ฯลฯ  และกลุ่มต่างๆอีกมากที่อยู่ในภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร   ดังนั้น  จึงไม่ปรากฏรายชื่อของกลุ่มอื่นที่มีความคิดต่าง  เช่นกลุ่มเสื้อแดง  เป็นต้น  ซึ่งความจริงแล้วไม่ควรระบุกลุ่ม เป้าหมาย  ควรกำหนดกว้างๆเพียง  หน่วยงาน องค์กรต่างๆ และประชาชนชาวไทยทั่วไปก็น่าจะเหมาะกว่า</p>
<p>                ตามที่กล่าวมา  จึงเห็นได้ว่า  บทบาทของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน  วุฒิสภา   ในสภาพสังคมที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเช่นนี้  ไม่น่าจะสวยงามนัก</p>
<p>                2  จากการได้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 2  ครั้ง  พบว่า  ครั้งแรก ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2 (ตึกวุฒิสภา)  จะมีตัวแทนของหน่วยงานต่างๆ เช่นจากกระทรวงการต่างประเทศ  ซึ่งดูเหมือนว่าจะถูกกล่าวร้ายไปมากพอสมควร  ดังนั้น  จะเห็นว่า  การสัมนาครั้งที่ 2  ที่โรงแรมสยามซิตี้  ถนนศรีอยุธยา  กรุงเทพมหานคร    ไม่มีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วมกิจกรรมเลย   แต่จะมาหรือไม่มาก็ถูกกล่าวร้ายไปมากพอสมควรอีกเหมือนกัน</p>
<p>                3.  ผมมีประสบการณ์ในการเข้าร่วมเสวนาและการสัมมนาในเรื่องต่างๆหลายครั้ง  บรรยากาศโดยทั่วไป  จะเป็นบรรยากาศทางวิชาการ  ที่มีการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นในหลายแง่หลายมุม  มีการอภิปรายเพื่อโน้นน้าวให้สัมมนาสมาชิกได้คล้อยตามสิ่งที่เป็นทัศนะและข้อมูลหลักฐานของตนเอง  และมีการอภิปรายโต้แย้งโดยใช้หลักฐานข้อมูลที่หลากหลาย  สุดท้ายก็จะสรุปหรืออาจสรุปไม่ได้  ก็ต้องว่ากันต่อไปอีก</p>
<p>                แต่ปรากฏว่า  บรรยากาศของการสัมมนาที่โรงแรมสยามซิตี้  ไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น  มีการออกมาพูดโจมตีฝ่ายตรงข้าม อย่างเผ็ดร้อน   มีการโห่ ฮา  เมื่อมีผู้พูดที่แสดงทัศนะไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของตนเอง  มีการปรบมือให้กับภาพวิดีทัศน์ บุคคลที่เป็นกลุ่มพวกของตัวเอง หรือโห่ ฮา เมื่อได้เห็นภาพบุคคลที่เป็นฝ่ายตรงข้าม  นอกจากนั้น  ยังมีบุคคลระดับสูง    พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด อันแสดงให้เห็นถึงการขาดวุฒิภาวะของคนที่อยู่ในระดับนั้นด้วย    จึงขอสรุปว่า  การสัมมนา เรื่อง แสวงหาความจริง : แผ่นดินเขาพระวิหาร 4.6  ตารางกิโลเมตร  ตั้งแต่ กรกฏาคม พ.ศ. 2505 – ปัจจุบัน”  เมื่อวันอังคารที่  22  กันยายน  2552  ที่โรงแรมสยามซิตี้  ถนนศรีอยุธยา  นั้น  ไม่ใช่การสัมมนา  แต่เป็นกิจกรรมการร่วมชุมนุม เฉพาะกลุ่ม ที่ต้องการแต่ความสะใจมากกว่า</p>
<p>                อย่างไรก็ตาม  ผมมีข้อเสนอแนะสำหรับเรื่องนี้อยู่  2-3  ประการ ดังนี้</p>
<p>                1.  เกี่ยวกับกรณีขัดแย้งเรื่องดินแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เขาพระวิหาร  ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้   คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา  ควรจะเชิญบรรดานักกฏหมาย  ที่มีชื่อเสียง  มาช่วยกันคิด ช่วยกันตีความ ข้อกฏหมาย และสรุปกันให้ได้ก่อนว่า  “การยื่นคำประท้วงคัดค้านไปยังสหประชาชาติและตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนว่าไทยสงวนสิทธิที่มีหรือพึงมีในอนาคตที่จะดำเนินการเรียกคืนซึ่งการครอบครองปราสาทพระวิหารโดยสันติวิธี” เมื่อปี พ.ศ. 2505  นั้น  มีอายุความหรือไม่  ถ้ามีอายุความ 10 ปี อย่างที่หลายคนว่า   ก็จะได้เลิกลาเรื่องนี้กันไป  ถ้าไม่มีอายุความ  ก็จะได้มาร่วมกันคิด ค้นหาหลักฐาน เพื่อหาทางนำเอาปราสาทพระวิหาร กลับคืนมาเป็นของเราให้ได้ต่อไป</p>
<p>                2.  เกี่ยวกับพื้นที่ 4.6  ตารางกิโลเมตร ที่อยู่รอบปราสาทพระวิหารนั้น หาข้อสรุปให้ได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของไทยหรือของกัมพูชากันแน่   เอากันให้ชัดเหมือนกัน  ถ้าเป็นของกัมพูชาก็จบ   จะได้เลิกลากันไป  แต่ถ้าเป็นของไทย  คงต้องมาคิดร่วมกันว่า  จะทำอย่างไรจึงจะผลัดดันให้ชาวกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามานั้น ถอยกลับออกไปให้ได้</p>
<p>                3.  ความจริงก็คงจะแค่นี้ก่อนให้ได้ข้อสรุปเสียก่อน  แล้วค่อยมาว่ากันใหม่  แต่อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า  หากได้ข้อสรุปว่า พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร นั้น เป็นของไทย  เราก็จะต้องมาช่วยกันคิดว่า เราจะทำอย่างไรกันดี</p>
<p>                ดังนั้น การเสวนา หรือ การสัมมนาที่จะจัดขึ้นต่อไปโดย  คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา  ก็จะเน้นไปที่การระดมสมองเพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  การเชิญประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมก็จะต้องเป็นประชาชนทุกหมู่เหล่า  ไม่มีกลุ่ม ไม่มีพวก  บรรยากาศก็จะมีแต่ความรัก  ความสมัครสมานสามัคคี  การเริ่มต้นก็ต้องไม่มีการพูดถึงเรื่องเก่า  ไม่ต้องพูดว่า  เราได้มาอย่างไร  เราเสียไปอย่างไร  จะไม่โทษคนโน้น โทษคนนี้  มีแต่คิดไปข้างหน้า เพื่อหาช่องทางที่จะดำเนินการเพื่อให้เราสามารถรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนบริเวณนั้นไว้ให้ได้ </p>
<p>                จริงอยู่ เราอาจจะไม่ค่อยลงรอยกันนัก   แต่<strong>เรื่องการรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศชาตินั้น  จะต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง  </strong><strong></strong></p>
<p>                ผมเชื่อว่าถ้างานนี้สำเร็จเรียบร้อย  <strong>เราก็จะรักกัน  และเมื่อรักกันแล้ว  ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมาทะเลาะกันอีกต่อไป</strong> </p>
<p align="center">………………….</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรณี ปราสาทพระวิหาร  คนไทยจะพูดจาเป็นเสียงเดียวกันมิได้เชียวหรือ</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 12:47:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/</guid>
		<description><![CDATA[กรณี ปราสาทพระวิหาร คนไทยจะพูดจาเป็นเสียงเดียวกันมิได้เชียวหรือ รศ. วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 22 กันยายน 2552 ผมมีคำถามที่ต้องตอบตัวเองว่า ในฐานะที่เป็นคนไทย จะทำอย่างไร และจะยืนอยู่ตรงไหน เกี่ยวกับกรณีข้อพิพาทเรื่องดินแดนปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ก็อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง ให้ได้รับรู้กันครับว่า ผมคิดอย่างไร แต่ก่อนจะเริ่ม ผมได้นำข้อเขียนของ ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เรื่อง กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ในหนังสือ &#8220;กรณีปราสาทพระวิหาร จากมรดกอาณานิคมสู่มรดกโลก&#8221; มาเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อน และนำมาเกือบทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องของข้อมูลทางกฏหมาย ไม่อยากให้ขาดตกบกพร่อง ก็ลองพิจารณา กันดูก่อน ครับ 1. &#8230; <a href="http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรณี ปราสาทพระวิหาร คนไทยจะพูดจาเป็นเสียงเดียวกันมิได้เชียวหรือ</strong><br />
รศ. วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 22 กันยายน 2552</p>
<p>ผมมีคำถามที่ต้องตอบตัวเองว่า ในฐานะที่เป็นคนไทย จะทำอย่างไร และจะยืนอยู่ตรงไหน เกี่ยวกับกรณีข้อพิพาทเรื่องดินแดนปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ก็อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง ให้ได้รับรู้กันครับว่า ผมคิดอย่างไร</p>
<p>แต่ก่อนจะเริ่ม ผมได้นำข้อเขียนของ ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เรื่อง กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ในหนังสือ <strong>&#8220;กรณีปราสาทพระวิหาร จากมรดกอาณานิคมสู่มรดกโลก&#8221;</strong> มาเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อน และนำมาเกือบทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องของข้อมูลทางกฏหมาย ไม่อยากให้ขาดตกบกพร่อง ก็ลองพิจารณา กันดูก่อน ครับ</p>
<p><span id="more-1848"></span></p>
<p><strong>1. คดีปราสาทพระวิหาร</strong><br />
เป็นคดีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในกรณีปราสาทพระวิหาร ระหว่าง พ.ศ. 2502 – 2505 โดยเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2502 กัมพูชาเป็นโจทย์ยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเพื่อฟ้องไทยเป็นจำเลย ขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่นั้นอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา<br />
<strong></strong></p>
<p><strong>2. คำพิพากษาของศาล ฯ</strong><br />
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้พิจารณาพิพากษา ดังนี้<br />
2.1 ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา<br />
2.2 สืบเนื่องมาจาก 2.1 วินิจฉัยด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ว่าไทยมีพันธกรณีจะต้องถอนทหารและตำรวจหรือยามผู้รักษาการณ์ออกจากปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงที่อยู่บนดินแดนกัมพูชา<br />
2. 3 ด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 วินิจฉัยว่าไทยมีพันธะจะต้องคืนให้กัมพูชาบรรดาวัตถุที่กัมพูชาอ้างถึงในคำแถลงสรุปข้อ 5 ซึ่งอันตรธานไปจากปราสาทหลังจากวันที่ไทยเข้าครอบครอง เมื่อปี พ.ศ. 2497<br />
<strong></strong></p>
<p><strong>3. สถานภาพของแผนที่ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา</strong><br />
ศาลไม่เห็นความจำเป็นตามคำขอของกัมพูชาที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่อง<br />
3.1 สถานภาพของแผนที่ ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา หรือ<br />
3.2 เส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาท</p>
<p><img title="annex 1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/09/annex-11.jpg" alt="annex 1" width="598" height="450" /></p>
<p>แผนที่ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา หรือ Annex I<br />
<span style="color: #808080;">ที่มา : คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร.สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี. 2505. หน้า 241.</span></p>
<p>ดังนั้น ศาลฯ จึงงดเว้นการวินิจฉัยความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา รวมทั้งสถานภาพของแผนที่ผนวก 1 ทั้งฉบับ หรืออีกนัยหนึ่ง ศาลฯ ไม่ทำหน้าที่กรรมการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา<br />
<strong></strong></p>
<p><strong>4. คำพิพากษาของศาลฯ และทางปฏิบัติของรัฐคู่กรณี</strong><br />
4.1 ผลผูกพันของคำพิพากษา ข้อ 59 ของธรรมนูญศาลฯ กำหนดว่า<br />
“คำพิพากษาของศาลฯ ไม่มีผลผูกพันผู้ใด นอกจากคู่กรณีและในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้น”<br />
ฉะนั้น คำพิพากษาของศาลฯ จึงผูกพันเฉพาะไทยและกัมพูชา ใช้อ้างยันกับผู้อื่นมิได้ และไม่ผูกพันประเทศที่ 3 หรือองค์การระหว่างประเทศ อาทิ ยูเนสโกหรือคณะกรรมการมรดกโลก และไม่มีผลเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่อย่างใด เนื่องจากการขึ้นทะเบียนมิใช่ข้อพิพาทในคดีที่ศาล ฯ ตัดสิน<br />
4.2 ข้อ 60 ของธรรมนูญศาลฯ กำหนดว่า<br />
“คำพิพากษาของศาลนั้นถึงที่สุดและไม่มีการอุทธรณ์ ในกรณีที่มีการโต้แย้งเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลฯ จะเป็นผู้ตีความเมื่อคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ”</p>
<p>โดยที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีมาตรการบังคับคดี จึงสุดแต่ความสมัครใจของคู่กรณีที่จะพิจารณาดำเนินการ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วย และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลฯ ก็ไม่มีอำนาจดำเนินการบังคับคดีแต่ประการใด<br />
ฉะนั้น ถึงแม้คำพิพากษาของศาลฯ จะถึงที่สุด แต่ก็มิได้หมายความว่าจะมีผลในการระงับกาณีพิพาท หากคู่กรณีโต้แย้งคัดค้านและไม่ยอมรับคำพิพากษาเพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรม กรณีพิพาทนั้นๆก็ยังคงอยู่ต่อไป จนกว่าจะได้รับการพิจารณาใหม่ หรือจนกว่าจะระงับไปโดยสันติวิธีอื่นๆ อาทิ โดยการเจรจา การประชุมปรึกษาหารือ หรือตั้งคณะกรรมการสอบสวน ไกล่เกลี่ย กรรมการประนอม หรืออนุญาโตตุลาการ ฯลฯ ตามข้อ 33 แห่งกฏบัตรสหประชาชาติ<br />
<strong>5. จุดยืนและท่าทีของประเทศไทย</strong><br />
5.1 ประเทศไทยพิจารณาเห็นว่า ศาลฯมิได้วินิจฉัยคดีปราสาทพระวิหารตามกระบวนการที่ชอบ แต่ได้ตัดสินคดีโดยขัดต่อหลักความยุติธรรมและหลักกฏหมายระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม พ.ศ. 2505 ให้ประกาศจุดยืนของประเทศไทยให้ทราบทั่วกันว่าไทยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลฯ แต่ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติจึงได้ปฏิบัติตามพันธะ ข้อ 94 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ทั้งนี้ โดยยื่นคำประท้วงคัดค้านไปยังสหประชาชาติและตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนว่าไทยสงวนสิทธิที่มีอยู่หรือพึงมีในอนาคตที่จะดำเนินการเรียกคืนซึ่งการครอบครองปราสาทพระวิหารโดยสันติวิธี<br />
5.2 รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ยืนยันจุดยืนดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 และในวันรุ่งขึ้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แจ้งให้ประชาชนทราบทั่วกัน<br />
5.3 ฯพณฯ ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือลงวันที่ 6 กรกฏาคม 2505 ถึง ฯพณฯ อู ถั่น รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ค อ้าง<br />
ถึงคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประกาศจุดยืนและท่าทีของไทยว่าไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านคำพิพากษาซึ่งขัดต่อสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 นอกจากนั้นยังขัดโดยตรงต่อหลักความยุติธรรมและหลักกฏหมายระหว่างประเทศ แต่จะปฏิบัติตามพันธกรณีในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ นอกจากนั้น ไทยยังได้ตั้งข้อสงวนเกี่ยวกับสิทธิที่มีอยู่และจะพึงมีในการครอบครองปราสาทพระวิหารในอนาคตตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฏหมาย อนึ่ง ข้อสงวนดังกล่าวมีผลตลอดไปโดยไม่จำกัดเวลา<br />
5.4 ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญที่ 17 พ.ศ. 2505 นายสมปอง สุจริตกุล ผู้แทนไทยในคณะกรรมการที่ 6 (กฏหมาย) ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นผู้แถลงย้ำให้ผู้แทนประเทศสมาชิกสหประชาชาติในคณะกรรมการกฏหมายให้ทราบถึงจุดยืนของประเทศไทยตลอดจนเหตุผลทางกฏหมายในการคัดค้านคำพิพากษาโดยละเอียด ทั้งนี้ ไม่ปรากฏว่าผู้แทนจากประเทศอื่นรวมทั้งกัมพูชาได้แสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้งแต่ประการใด</p>
<p>5.5 ไทยได้ดำเนินการถอนบุคลากรจากปราสาทพระวิหาร และได้ล้อมรั้วรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบตัวปราสาทตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย และได้ย้ายเสาธงไทยออกจากบริเวณปราสาทโดยไม่มีการลดธง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กัมพูชาส่งบุคลากรเข้าไปในบริเวณปราสาท โดยไทยมิได้สละอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ซึ่งปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ หรือยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาแต่อย่างใด บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่เดียวซึ่งอาจจะเรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อน”</p>
<p>จากคำพิพากษาของศาลฯ ก็มาถึงคำถามแรกว่า เราเป็นคนไทย กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนี้ เราควรจะมีความเป็นชาตินิยมหรือไม่<br />
สำหรับคำว่าชาตินิยม หรือลัทธิชาตินิยม (nationalism ) มีคนเขียนกันไว้เยอะแยะ ผมหยิบเอาของศาสตราจารย์ ดร. ธงชัย วินิจจะกุล www.BioLawCom.De มาอันเดียว คือ “กล่าวอย่างกว้างที่สุดก็คือ การถือมั่นพึงพอใจในอัตลักษณ์หรือตัวตนรวมหมู่ (collective identity) ชนิดหนึ่ง หากถือมั่นพอใจมากก็จะกลายเป็นการยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูชนิดหนึ่ง เรียกว่าหลง (ชาติพวก) ตัวเอง หากหลงหนักกว่านั้นก็อาจกลายเป็นความคลั่งชาติ”<br />
ส่วนผมเองคิดเอาง่ายๆว่า ทุกคนเกิดมาต้องมีชาติ ถ้าคุณไม่มีชาติคุณจะมีความรู้สึกแย่มาก เหมือนบางคน กลับบ้านไม่ได้ ต้องร่อนไปร่อนมาไม่รู้จะไปไหน น่าสงสารจริงๆ ฉะนั้นเมื่อมีชาติ ก็ต้องมีความนิยมในชาติ ถ้าไม่นิยมในชาติก็ดูจะผิดปกติไป เหมือนเราเกิดมามีพ่อมีแม่ ก็ต้องนิยมในพ่อแม่ อ้ายพวกที่ด่าแม่ล่อพ่อนั้น ก็ไม่ควรคบหาสมาคมด้วย เพราะขนาดพ่อแม่ของมันมันยังไม่เคารพ ไม่นิยมเลย มันจะมานิยมเราหรือนิยมอย่างอื่นได้อย่างไร ฉะนั้น คำตอบข้อนี้ของผมก็คือ <strong>คนไทยต้องมีความเป็นชาตินิยม</strong> ใครก็ตามที่เป็นคนไทย และไม่มีความนิยมในความเป็นไทย ก็ไม่น่าจะเสวนาด้วยอย่างยิ่ง และไม่ควรจะอยู่ในประเทศไทยด้วย ส่วนที่ถึงกับหลงชาติ หรือคลั่งชาตินั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งไม่เกี่ยวกัน<br />
สืบเนื่องมาจากคำตอบข้อแรกก็โยงมาถึงคำถามข้อที่สองที่ว่า เมื่อเป็นคนไทย ถ้าต้องตีความข้อกฏหมายใดๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ก็ต้องตีความเข้าข้างคนไทย หรือชาติไทย ไม่ควรทำหรือพูดอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตรงข้ามเป็นอันขาด ตัวอย่างเช่น การตีความเรื่องที่ไทยสงวนสิทธิที่มีอยู่หรือพึงมีในอนาคตที่จะทำการเรียกคืนซึ่งการครอบครองปราสาทพระวิหารโดยสันติวิธี นั้น มีคนไทยหลายคนรวมทั้งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ ตีความในข้อกฏหมายว่า หมดอายุความแล้ว</p>
<p>ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยคนปัจจุบัน นายกษิต ภิรมย์ ก็พูดในทำนองเดียวกัน ท่านได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 เมื่อคืนวันที่ 7 กันยายน 2552 ซึ่งขัดแย้งกับทัศนะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้กล่าวไว้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ในการอภิปราย เมี่อวันที่ 24 มิถุนายน 2551 ความตอนหนึ่งว่า <strong>“ตราบเท่าที่ไม่มีการกระทำอะไรไปลบล้างข้อสงวนในปี 2505 สิทธิของประเทศไทยก็จะยังดำรงอยู่ แต่แน่นอนการจะได้คืนมาหรือไม่ ย่อมต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่จะปรากฏขึ้นในอนาคต และการใช้สิทธิตามกฏหมายและกฏหมายระหว่างประเทศ”</strong> และยังตอกย้ำ</p>
<p>ในการอภิปรายคราวเดียวกันอีกว่า <strong>“ผมเองนึกไม่ถึงครับ ผมนึกไม่ถึงว่าคนที่จะหยิบยกเรื่องอายุความ 10 ปีนั้นจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย ถ้ามาจากทนายของรัฐบาลกัมพูชาผมจะเชื่อ เพราะคนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยนั้น ต้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทย หยิบยกเฉพาะข้อกฏหมายที่เป็นประโยชน์กับไทยขึ้นมา”</strong> <span style="color: #808080;">( กรณีปราสาทพระวิหาร . 2551 : 33-37 )</span></p>
<p>ท่านนายกครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลท่านยังรักษาผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยอยู่หรือเปล่าครับ สำหรับคุณกษิต ภิรมย์ ทีแรกมีคนขับไล่ท่าน ผมก็ว่าไม่มีเหตุผลอะไร แต่ตอนนี้ผมกลับเห็นว่า ท่านควรจะลาออกไป ครับ<br />
หรืออีกกรณีหนึ่ง เกี่ยวกับเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา กัมพูชาอ้างแผนที่ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา ที่ฝรั่งเศสทำไว้ แต่เราใช้เขาปันน้ำ ตามหนังสือสัญญา ระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส ทำเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 122 ( คศ. 1904)  <span style="color: #000000;">ข้อ 1 เขตร์แดนในระหว่างกรุงสยามกับกรุงกัมพูชานั้น&#8230;ทิศเหนือขึ้นไปจนบันจบถึงภูเขาพนมดงรัก (คือภูเขาบันทัด) ต่อนั้นไป เขตร์แดนเนื่องไปตามแนวยอดภูเขาปันน้ำในระหว่างดินแดนน้ำตกน้ำเสนและดินแดนน้ำตกแม่น้ำของฝ่ายหนึ่ง กับดินแดนน้ำตกน้ำมูลอีกฝ่ายหนึ่ง และ “สัญญาว่าด้วยปักปันเขตร์แดน ติดท้ายหนังสือสัญญา ลงวันที่23 มีนาคม ร.ศ. 125 (คศ. 1907) ข้อ 1 เขตร์แดนในระหว่างกรุงสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสนั้น &#8230;ตั้งแต่ที่เขาดงแรก (ดงรัก) ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เขตร์แดนต่อไปตามเขาปันน้ำที่ตกทะเลสาบแลแม่น้ำโขงฝ่ายหนึ่ง กับที่ตกน้ำมูนอีกฝ่ายหนึ่ง” ( กรณีปราสาทพระวิหาร . 2551 :4-7 )</span></p>
<p>ดังนั้น เมื่อเรายืนยันตามหนังสือสัญญานี้ ที่ทับซ้อนจึงไม่มี เพราะมันเป็นที่ของเรา และเมื่อใครบุกรุกเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเรา มีวิธีเดียวก็คือ ต้องไล่ออกไป ต้องกดดันให้ชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ให้ได้ จะด้วยวิธีการใดก็ตาม<br />
ส่วนที่กัมพูชา อ้างแผนที่ผนวก 1 ก็ต้องไปว่ากันในศาล กรณีนี้ ใครพูดถึงที่ทับซ้อน แสดงว่าไม่เข้าใจ ไม่มีความเป็นชาตินิยม ไม่น่าคบ แต่ถ้าต้องพูดถึงที่ทับซ้อน ก็มีแห่งเดียวคือ บริเวณที่ปราสาทตั้งอยู่นั่นแหละ เพราะเรายังสงวนสิทธิการครอบครองอยู่ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้<br />
ดังนั้น พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร จึงไม่ใช่ที่ทับซ้อน แต่เป็นที่ของเรา คนไทยต้องพูดอย่างนี้ เหมือนกัมพูชา เขาไม่เคยพูดถึงที่ทับซ้อนเลย เขาพูดแต่ว่าเป็นที่ของเขา&#8230;. <strong>เราก็ต้องพูดให้เป็นเสียงเดียวกันว่า พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น เป็นที่ของเรา</strong> เราต้องมั่นคงในหลักฐานของเรา</p>
<p>สุดท้ายก็มาถึงคำถามที่ว่า เมื่อพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ดังกล่าวเป็นของเรา เราปล่อยให้ชาวกัมพูชาบุกรุกเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเราได้อย่างไร คำตอบง่ายๆก็คือ เราปล่อยปละละเลย (หมายถึงทุกหน่วยงาน) ถ้าว่าตามนิทาน ก็ตรงกับเรื่องม้าอารี หรือ ตรงกับเรื่อง การซื้อที่ดิน แล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่เคยไปดูเลย ปรากฏว่ามีคนเข้าไปอยู่ อยู่นานเข้า ก็เลยกลายเป็นของเขาไป ไล่เขาออกไม่ได้ ตอนนี้เราก็ทำท่าจะไล่ชาวกัมพูชาออกไปไม่ได้เหมือนกัน (อย่างนี้เขาเรียกเสียดินแดนหรือเปล่า ครับ)</p>
<p>ในระยะนี้ ปรากฏว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เตรียมระดมพลไปที่ชายแดน เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย เรื่องนี้ ท่านฟังคุณสุเทพ พูดซิครับ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เตรียมระดมพลวันที่ 19 กันยายนนี้ เพื่อขับไล่ชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร ว่า ไม่ทราบว่ากลุ่มคนที่จะไปเขาพระวิหารจะไปทำไม ถ้าไปเพียงเพื่อแสดงออกถึงความรักหวงแหนแผ่นดินก็แสดงได้ แต่ควรระมัดระวังอย่าไปกระทบกับทางกัมพูชา พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น ทั้งไทยและกัมพูชาก็ตกลงกันแล้วว่า จะให้คณะกรรมการปักปันเขตแดนไปศึกษา ไม่ควรจะเข้าไปวุ่น” (มติชนรายวัน 16 กย.52:1)</p>
<p>ชาวกัมพูชาบุกรุกเข้ามาในแผ่นดินของเรา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยังไม่รู้เลยว่ากลุ่มคนที่จะไปเขาพระวิหารนั้น เข้าไปทำไม และยังปรามอีกว่าอย่าเข้าไปวุ่น&#8230;. ฮ่วย ! (เรามีนักการเมืองที่หลากหลายคุณภาพแบบนี้ ก็ต้องทำใจหน่อยครับ )</p>
<p>เรื่องข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร เราหลงประเด็น ปล่อยปละละเลยมานานแล้ว ตอนเปิดให้ประชาชนขึ้นไปชมความงามของปราสาท ผมยังจำได้แม่นยำว่า ไปครั้งแรกนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2541 บริเวณที่เป็นร้านค้าด้านล่างยังไม่มี ชาวกัมพูชาขายของกันที่บริเวณข้างทางดำเนินจากโคปุระชั้นที่ 1 ไปยัง โคปุระชั้นที่สอง และปีถัดมา ผมไปอีกครั้ง ปรากฏว่าพวกร้านค้าย้ายลงมาอยู่ข้างล่างหมดแล้ว เราปล่อยให้เขาเข้ามาเอง เพราะขาดการใส่ใจ เดี๋ยวนี้ทำเป็นหมู่บ้าน แถมมีวัดวาอารามเสียด้วยผมมีข้อสังเกต เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารอยู่หลายประการ คือ</p>
<ol>
<li>เมื่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา เราไม่ยอมรับคำวินิจฉัยนั้น แต่จำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในฐานะที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ล้อมรั้วลวดหนามรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบตัวปราสาท และย้ายเสาธงไทยออกจากบริเวณปราสาทโดยไม่มีการลดธง เกียรติประวัติอันนี้ผมชื่นชมจริงๆ แต่ที่สงสัยก็คือ เมื่อเราล้อมรั้วและย้ายเสาธง ทำไมเราไม่ปักเสาธงไว้ในพื้นที่ของเราบนเขาพระวิหาร แต่เราอุตสาห์ขนไปปักไว้ถึงบน ผามออีแดง คำถามก็คือ ทำไมเราถึงทำอย่างนั้น</li>
<li>ถ้าใครเคยไปเที่ยวชมปราสาทพระวิหาร หรือได้ดูข้อมูลภาพถ่ายจากนักวิชาการต่างๆนำมาเสนอกัน ท่านจะเห็นว่า ตรงบริเวณทางขึ้นบันไดนาค สุดบันไดทางขึ้นปราสาท จะมีรั้วลวดหนาม และ ประตูเหล็กทางเข้า ข้างประตู ด้านทิศตะวันตกจะมีเก้าอี้สองตัว ด้านบน 1 ตัว ด้านล่าง 1 ตัว มีทหารนั่งอยู่ ผมยังไปนั่งพักเหนื่อยตรงบริเวณนั้นเลย แสดงให้เห็นว่า ส่วนที่เป็นบันไดนาคขึ้นไปเป็นเขตที่เรากำหนดให้ตามคำวินิจฉัยของศาลฯ ส่วนที่เป็นบันไดทางขึ้นปราสาทลงมาทั้งหมดเป็นของไทย ตอนผมไปทีแรก ผมซื้อบัตรผ่านประตูจากซุ้มจำหน่ายบัตรข้างล่าง และมีเจ้าหน้าที่เก็บบัตรที่ประตู เหล็กระหว่างตีนบันไดนาคกับสุดบันไดทางขึ้นปราสาท ไปคราวหลังปรากฏว่า กัมพูชาลงมาเก็บบัตรผ่านประตูที่ตีนบันไดทางขึ้นปราสาทเสียแล้ว เอาบันไดทางขึ้นของเราไปดื้นๆ ทำไมเราถึงปล่อยให้เขาทำอย่างนั้น</li>
<li>ช่วงหลังๆที่ผมไปปราสาทพระวิหาร นอกจากผมต้องเสียค่าบัตรผ่านประตูเข้าชมปราสาทแล้ว ยังต้องเสียค่าผ่านทางให้กับอุทยานประวัติศาสตร์เขาพระวิหารอีกต่อหนึ่งด้วย และยังเสียค่าธรรมเนียมอย่างอื่นอีก ผมไม่อยากบอก</li>
</ol>
<p>และในขณะนี้ กรณีพิพาทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารกำลังเข้มข้นดุเดือดรุนแรงขึ้นเรื่องๆ ยิ่งมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังเดินทางไปที่ปราสาทเพื่อประกาศเจตนารมย์ที่จะขับไล่ชาวกัมพูชาที่บุกรุกออกไปจากเขตแดนประเทศไทย โดยมี คุณวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น เป็นแกนนำ ยิ่งน่าเป็นห่วง ผมได้ฟังข่าวแล้วอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเกิดเสียงปืนดังขึ้นสัก 1 ครั้ง อะไรจะเกิดขึ้น ผมจะไม่พูดถึงผู้คนที่อาจจะล้มตายกันเป็นจำนวนมาก เพราะหวาดเสียวเกินไป แต่จะพูดถึงธุรกิจของคนไทยที่อยู่ในเสียมเรียบ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ จะเป็นอย่างไร และรถบรรทุกสินค้าที่จอดกันเป็นแถวยาวเหยียดรอด่านเปิดเพื่อขนสินค้าออกไปทางด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จะทำอย่างไร คิดแล้วก็หวาดวิตก แต่ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็คือ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2552 ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังเดินทางไปยังผามออีแดงเพื่อประกาศเจตนารมย์ ได้มีกลุ่มชาวบ้าน ต. ภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ ออกมาต่อต้าน มีการทำร้ายกัน ทั้งฝ่ายพันธมิตรฯและฝ่ายชาวบ้านบาดเจ็บกันไปหลายคน เห็นภาพแล้วก็สลดใจ เพราะยังไม่ทันไร พวกเราคนไทยก็ตีกันเองเสียแล้ว มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร<br />
ผมอยากจะจบด้วย วรรคสุดท้ายคำปราศรัย ของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหารทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 4<br />
กรกฎาคม 2505 ซึ่งผมยังจำได้อย่างแม่นยำว่า <strong>“พี่น้องชาวไทยที่รัก ในวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้จงได้ “</strong><br />
“แต่พอมาถึงวันนี้ เราคนไทยก็มาตีกันเองเสียแล้ว”<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong><br />
ทำเนียบนายกรัฐมนตรี,สำนัก.คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.2505.<br />
ธงชัย วินิจจะกูล. ประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย อันตรายของลัทธิชาตินิยมไทย .เผยแพร่บนเว็ปไซท์ ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน. www.BioLawCom.De<br />
สมปอง สุจริตกุล. กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ใน กรณี ปราสาทพระวิหาร จากมรดกอาณานิคมสู่มรดกโลก.(อานันท์ หาญพาณิชย์พันธ์ บก). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรังสิต.2551.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทับหลังปราสาทบ้านน้อย อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Mar 2009 10:50:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=1534</guid>
		<description><![CDATA[ทับหลังปราสาทบ้านน้อย อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ ทับหลังปราสาทบ้านน้อย อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เนื่องมาจากคุณอรพิน คงหมุน ได้อ่านบทความของผม เรื่อง “ทับหลังจำลอง : เจตนาที่แฝงเร้น ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจำลองทับหลังจากปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ และตั้งแสดงไว้ที่บริเวณทางเข้าปราสาท ส่วนทับหลังของจริงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา“ และคงมีความสนใจเกี่ยวกับทับหลัง ได้ถามมาว่า “ทับหลังปราสาทบ้านน้อยห้วยพะใย อ วัฒนานคร จ. สระแก้ว เก็บรักษาไว้ที่ไหน ได้ไปดูที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรีก็บอกไม่มี ได้เรียนถามไปที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครก็บอกว่าไม่มี ดิฉันสงสัยจริงๆว่าอยู่ที่ไหน” เมื่อมีคำถามมา ผมก็ต้องพยายามหาคำตอบให้ได้ การหาคำตอบของผมก็ทำเช่นเดียวกับคุณอรพิน คือสอบถามไปที่ พช.ปราจีนบุรี ได้คำตอบว่าไม่มี ถามไปที่ พช.พระนคร &#8230; <a href="http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทับหลังปราสาทบ้านน้อย อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว<br />
วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/c92.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1540" title="c92" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/c92-300x89.jpg" alt="" width="586" height="172" /></a></p>
<p><em>ทับหลังปราสาทบ้านน้อย อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว</em></p>
<p>เนื่องมาจากคุณอรพิน  คงหมุน  ได้อ่านบทความของผม เรื่อง “ทับหลังจำลอง : เจตนาที่แฝงเร้น ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจำลองทับหลังจากปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ และตั้งแสดงไว้ที่บริเวณทางเข้าปราสาท ส่วนทับหลังของจริงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา“ และคงมีความสนใจเกี่ยวกับทับหลัง ได้ถามมาว่า</p>
<p><span id="more-1534"></span></p>
<p>“ทับหลังปราสาทบ้านน้อยห้วยพะใย  อ วัฒนานคร  จ. สระแก้ว  เก็บรักษาไว้ที่ไหน  ได้ไปดูที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรีก็บอกไม่มี  ได้เรียนถามไปที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครก็บอกว่าไม่มี ดิฉันสงสัยจริงๆว่าอยู่ที่ไหน”<br />
เมื่อมีคำถามมา ผมก็ต้องพยายามหาคำตอบให้ได้   การหาคำตอบของผมก็ทำเช่นเดียวกับคุณอรพิน คือสอบถามไปที่ พช.ปราจีนบุรี  ได้คำตอบว่าไม่มี  ถามไปที่ พช.พระนคร ที่แรกก็บอกว่าไม่มี  น่าจะอยู่ที่ปราจีนบุรี  ผมบอกว่าได้ตรวจสอบไปที่ พช. ปราจีนบุรีแล้ว ได้รับคำยืนยันว่าไม่มี  น่าจะอยู่ที่ พช. พระนคร เมื่อผมยืนยันอย่างนี้     ฝ่ายวิชาการของ พช. พระนครก็บอกว่าจะตรวจสอบให้ ขอเวลาประมาณ 20  นาที  ตรงนี้ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ จากการตรวจสอบปรากฏว่า มีทับหลังจาก อ. วัฒนานคร จัดแสดงอยู่ที่ห้องลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาถ  1  ชิ้น  แต่ไม่ได้ระบุว่ามาจากปราสาทบ้านน้อยห้วยพะใย บอกแต่เพียงว่า เป็นทับหลังจาก อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว<br />
และคงเนื่องจากข้อมูลที่อธิบายไว้ใต้ทับหลังมิได้ระบุว่าเป็นทับหลังจากปราสาทบ้านน้อย  เจ้าหน้าที่เลยไม่ทราบ  เมื่อถามไปก็มักจะบอกว่าไม่มี</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/c101.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1536" title="c101" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/c101.jpg" alt="" /></a><br />
ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจ  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม  2552  ผมก็เลยไปดู  ก็เข้าชมฟรีครับ  เพราะเป็นผู้สูงอายุ  เริ่มต้นจากหน้าพิพิธภัณฑ์ฯ เดินตรงตามถนนเข้าไปเลยครับ  ตรงหน้าจะเป็นศาลาสำราญมุขมาตย์ ด้านซ้ายจะเป็นตำหนักแดง  บริเวณนี้มีเจ้าหน้าที่จำหน่ายบัตรเข้าชมครับ จากนั้นเดินแยกซ้ายไปตามถนน อาคารที่อยู่ซ้ายมือนี่แหละ คือ อาคารมหาสุรสิงหนาถ  มีที่สังเกตได้ง่ายๆ คือ บริเวณระเบียงของอาคารทางเดิน จะมีรูปแกะสลักหินทรายศิลปะแบบเขมรจัอแสดงอยู่  ทับหลัง อ.วัฒนานครจะอยู่ชั้นล่างนี่แหละครับ  เดินไปทางซ้านมือ ประตูที่ 3  แล้วเปิดเข้าไปก็จะพบรูปแกะสลักศิลปะเขมรจัดแสดงอยู่เป็นจำนวนมาก เดินเลยเข้าไปในส่วนที่ 3 ก็จะเป็นบริเวณที่จัดแสดงทับหลัง</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/lopburi1jpeg1.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1537" title="lopburi1jpeg1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/lopburi1jpeg1.jpg" alt="" width="300" height="210" /></a></p>
<p><em>ทับหลังจากวัดทองทั่ว อ.เมือง จ. จันทบุรี</em></p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/suantang.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1542" title="suantang" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/suantang-300x124.jpg" alt="" width="300" height="124" /></a></p>
<p><em>ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์  กู่สวนแตง อ. บ้านใหม่ไชยพจน์  จ.บุรีรัมย์</em></p>
<p>บริเวณนี้มีทับหลังที่สำคัญๆหลายชิ้น เช่น ทับหลังแกะสลักภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์  จากกู่สวนแตง  จ. บุรีรัมย์  ทับหลังแกะสลักเรื่องพระกฤษณะต่อสู้กับนาคกาลียะ  จากปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์  ทับหลังจากปราสาทพระโค  จังหวัดนครราชสีมา  ทับหลังจากปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา ทับหลังจากวัดทองทั่ว จังหวัดจันทบุรี และทับหลังจาก อ.วัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/c82.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1538" title="c82" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/03/c82.jpg" alt="" /></a><br />
ทับหลังจาก อ. วัฒนานคร  แกะสลักด้วยหินทรายแกร่งสีเทาอ่อน  ขนาดสูง  42  ซม.  ยาว  175  ซม. การออกแบบลวดลายเป็นแบบซ้ายขวาเท่ากัน  โดยแกะสลักเป็นลายท่อนพวงมาลัยจากกึ่งกลางทับหลังปลายแยกออกไปทั้งสองข้างและม้วยเข้าหากัน  บนท่อนพวงมีวงกลมรูปเหรียญ วางอยู่ 3 วง  เหนือท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้  ใต้ท่อนพวงมาลัย ทำเป็นลายพวงมาลัยห้อย ภายในพวงมาลัยและระหว่างลายพวงมาลัยเป็นพวงอุบะห้อย ถัดจากท่อนพวงมาลัยทั้งซ้ายและขวา ทำเป็นรูปหงส์นั่งแท่นหันหน้าออก คาบพวงอุบะ เหนือหงส์ทำเป็นลายดอกไม้ 8 กลีบ ครึ่งซีก<br />
นักวิชาการระบุว่า  เป็นศิลปะเขมร แบบไพรกเม็ง มีอายุราว พุทธศตวรรษที่ 13 และได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “รูปหงส์หันหน้าออกคาบพวงอุบะเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในกัมพูชา” (สมิทธิ ศิริภัทร์ และมยุรี วีระประเสริฐ.2533.72.<br />
ปัญหาก็คือ ทับหลังชิ้นนี้มาจากปราสาทบ้านน้อยใช่หรือไม่  ผมได้ตรวจสอบจากข้อมูลที่มีอยู่ คือ<br />
ภาพในหนังสือ ปราสาทหินและทับหลัง  มรดกไทย โครงการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย ศ.ดร.มรว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ บรรณาธิการ ที่หน้า 23  ภาพทับหลัง มีคำบรรยายว่า “ ทับหลังแบบ ไพรกเมง ปราสาทบ้านน้อย จังหวัดสระแก้ว<br />
หนังสือ ทับหลัง การศึกษาเปรียบเทียบทับหลังที่พบในประเทศไทยและประเทศกัมพูชา โดย อ.สมิทธิ  ศิริภัทร์ และ ผศ. มยุรี  วีระประเสริฐ หน้า 73 รูปที่ 27 มีคำบรรยายในหน้า  72 ว่า ทับหลังจากปราสาทบ้านน้อย อำเภอวัฒนานคร ศิลปะแบบไพรกเมง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13<br />
ฉะนั้น  ผมจึงขอสรุปไว้ในเบื้องต้นว่า  ทับหลังจาก อ. วัฒนานคร จ.สระแก้ว  ที่จัดแสดงอยู่ที่ห้องลพบุรี  อาคารมหาสุรสิงหนาถ  พช.พระนคร  เป็นทับหลังที่มาจากปราสาทบ้านน้อย อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว  แต่จะให้แน่จริงๆ ก็คงต้องตรวจสอบจากทะเบียนของกรมศิลปากร  ซึ่งกรมศิลปากรจะช่วยอนุเคราะห์ตรวจสอบให้ก็จะเป็นประโยชน์มากครับ  จะได้หายสงสัยกันเสียที<br />
และเนื่องจากผมยังไม่เคยไปชมปราสาทบ้านน้อย จึงของดที่จะพูดถึง แต่จากข้อมูล กล่าวว่าปราสาทบ้านน้อย เป็นอโรคยาศาล เป็นสถาปัตยกรรมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 เมื่อเทียบกับทับหลัง  ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 มีอายุแตกต่างกันมากกว่า 450  ปี ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ครับ<br />
ก็ขอขอบคุณ คุณอรพิน ครับ  ที่ถามมา  ทำให้ผมพลอยได้รู้เรื่องนี้ไปด้วย  มีอะไรก็ถามมาได้เลย ตอบแน่ ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับเวลา ครับ<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
เอกสารอ้างอิง<br />
สมิทธิ ศิริภัทร์ และ มยุรี วีระประเสริฐ.ทับหลัง : การศึกษาเปรียบเทียบทับหลังที่พบในประเทศไทย<br />
และประเทศกัมพูชา.กรมศิลปากร.2533.<br />
สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์.ปราสาทหินและทับหลัง.จัดพิมพ์โดย มรดกไทย โครงการสืบสานมรดก<br />
ทางวัฒนธรรมไทย.2542.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2009 14:23:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=1304</guid>
		<description><![CDATA[รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ เผยแพร่ในสารประชาสัมพันธ์ สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ ฉบับที่ 8 26 กรกฏาคม -1 สิงหาคม 2543 &#8220;อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่ระลึกถึงคุณงามความดีของมิตรสหายที่ได้ร่วมแรงร่วมใจก ันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นประจักษ์พยานว่า ครั้งหนึ่ง เขาหล่านั้นมีอุดมการณ์ร่วมกันในการต่อสู้เพื่อให้อำนาจการปกครองคืนมาสู่ปร ะชาชน&#8221; หากท่านขับรถมาจากอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ไปทางอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ตามทางหลวงหมายเลข 2119 ขับไปประมาณ 20 กิโลเมตร ทางซ้ายมือจะเป็นวัดโคกเขา มองไปจะเห็นยอดอาคารสีขาวสูงเด่นเป็นสง่าเหนือทิวไม้ ถ้าแวะเข้าไปก็จะรู้้ว่า สิ่งที่เห็นแต่ไกลนั้น คืออนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของประชาชนที่เสียชีวิตจากการต่อสู้ในเขตป่าเขา เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ในช่วงปี พ.ศ. 2519-2523 ประชาชนที่เสียชีวิตเหล่านี้ มีทั้งขาวนา &#8230; <a href="http://www.wisut.net/article/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b2/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>เผยแพร่ในสารประชาสัมพันธ์ สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ ฉบับที่ 8 26 กรกฏาคม -1 สิงหาคม 2543<br />
<a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/02/cars1183.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b2]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1305" title="cars1183" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/02/cars1183.jpg" alt="" width="170" height="256" /></a><br />
&#8220;อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่ระลึกถึงคุณงามความดีของมิตรสหายที่ได้ร่วมแรงร่วมใจก ันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นประจักษ์พยานว่า ครั้งหนึ่ง เขาหล่านั้นมีอุดมการณ์ร่วมกันในการต่อสู้เพื่อให้อำนาจการปกครองคืนมาสู่ปร ะชาชน&#8221;<br />
<span id="more-1304"></span><br />
หากท่านขับรถมาจากอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ไปทางอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ตามทางหลวงหมายเลข 2119 ขับไปประมาณ 20 กิโลเมตร ทางซ้ายมือจะเป็นวัดโคกเขา มองไปจะเห็นยอดอาคารสีขาวสูงเด่นเป็นสง่าเหนือทิวไม้ ถ้าแวะเข้าไปก็จะรู้้ว่า สิ่งที่เห็นแต่ไกลนั้น คืออนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้</p>
<p>อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของประชาชนที่เสียชีวิตจากการต่อสู้ในเขตป่าเขา เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ในช่วงปี พ.ศ. 2519-2523  ประชาชนที่เสียชีวิตเหล่านี้ มีทั้งขาวนา ชาวไร่ นิสิตนักศึกษา ที่หลบหนีภัยเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท) ในการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ</p>
<p>ในเขตอีสานใต้ กองทัพปลดแอกประชาชน (ทปท) และกองกำลังของ พคท ได้ต่อสู้กับทหารฝ่ายรัฐบาลเป็นเวลายาวนาน และทั้งสองฝ่ายได้สูญเสียทรัพย์สินและชีวิตผู้คน ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันไปเป็นจำนวนมาก จนถึงปี พ.ศ. 2523 อำนาจการปกครองประเทศได้ถูกถ่ายโอนจากรัฐบาลเผด็จการมาสู้รัฐบาลประชาธิปไตย ทำให้การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธยุติลงอย่างสิ้นเชิง ขนวนการผู้รักชาติรักประชาธิปไตย นักเรียนนักศึกษา ประชาชน ชาวไร่ ชาวนา ได้พากันออกจากป่าและแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ เมื่อตั้งหลักปักฐานได้ พวกเขาได้ตั้งคณะทำงานเพื่อขุดหาศพของผู้เสียชีวิตจากการต่อสู้ซึ่งได้ฝังไว้ในเขต ป่า</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2538 ญาติมิตรของผู้เสียชีวิตและคณะทำงานขุดค้นหาศพ ได้ร่วมกันนำอัฐิที่ขุดหามาได้ทำพิธีฌาปณกิจ และได้ร่วมกับประชาชนทั่วไปบริจากทรัพย์สร้างเป็นสถูป หรืออนุสรณ์สถาน เสร็จสมบูรณ์เมื่อ ปี พ.ศ. 2539</p>
<p>อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดโคกเขา ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมตัดมุมเป็นแปดเหลี่ยม ก่อด้วยอิฐถือปูน ตั้งอยู่บนฐานแปดเหลี่ยมที่ทำเป็นบันไดทางขึ้น ตังอาคารทำเป็นห้องมีประตูทางเข้า ภายในเก็บรักษาอัฐิที่แยกไว้ในโถเคลือบ และจารึกนาม ผนังด้านนอกจารึกนามผู้เสียชีวิต ส่วนยอดทำเป็นทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมสอบขี้นไปคล้ายคอขวด ยอดสุดทำเป็นรูปโดมทรงปราสาท มีความสูงประมาณ 18 เมตร บริเวณโดยรอบเป็น ลานกว้าง พื้นปูด้วยหินทราย ขอบลานด้านหนึ่งสร้างเป็นอัฒจันทร์ สำหรับนั่งพักผ่อนหรือชมกิจกรรม ส่วนด้านอื่นปลูกไม้ดอกไม้ประดับ</p>
<p>อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ เกิดขึ้นจากกลุ่มบุคคลที่ระลึกถึงคุณงามความดีของมิตรสหายที่ได้ร่วมแรงร่วม ใจกันต่อสู้เพืื่อประชาธิปไตย เป็นประจักษ์พยานว่า ครั้งหนึ่งเขาเหล่านั้นมีอุดมการณ์ร่วมกันในการต่อสู้เพื่อให้อำนาจการปกครอ ง คืนมาสู่ประชาชน ขอคารวะอย่างจริงใจ แด่ดวงวิญญาณของผู้กล้า ที่สละชีพเพื่อชาติและประชาชน</p>
<p>ที่ที่ มีเพื่อน มีญาติมิตร</p>
<p>มีเลือดเนื้อ ชีวิต ยิ่งใหญ่</p>
<p>เก็บฝัง อดีตไว้ ในดวงใจ</p>
<p>หว่านฝัน เราไป ให้งอกงาม</p>
<p>กองทุนอนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้</p>
<p>หนังสืออ้างอิง</p>
<p>จังหวัดบุรีรัมย์ 223 ปี บุรีรัมย์. ต่อเขตการพิมพ์.2543.</p>
<p>Brochure กองทุนอนุสรณ์สถาน-อีสานใต้</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b2/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เส้นทางทรราช</title>
		<link>http://www.wisut.net/article/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/article/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Dec 2008 01:00:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=884</guid>
		<description><![CDATA[วิสุทธิ์ ตูน 8 ธันวาคม 2551 Share on Facebook]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วิสุทธิ์ ตูน 8 ธันวาคม  2551</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/12/cars58.jpg" rel='lytebox[%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a]'><img class="alignnone size-medium wp-image-883" title="cars58" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/12/cars58.jpg" alt="" width="301" height="435" /></a></p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/article/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/article/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

