<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ &#187; อยุธยา (บทความ)</title>
	<atom:link href="http://www.wisut.net/category/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.wisut.net</link>
	<description>Wisut Pinyowanichaka &#124; My Open Profile Online</description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Jan 2012 13:42:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.3</generator>
		<item>
		<title>พระหูยาน กรุวัดราชบูรณะอยุธยา</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 12:02:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>
		<category><![CDATA[Add new tag]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=206</guid>
		<description><![CDATA[พระหูยาน กรุวัดราชบูรณะอยุธยา รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ / วิทยา ปั้นแพทย์ ในบรรดาวัดเก่าทั้งในเกาะเมืองและนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาที่มีอยู่เป็นจำนวนนับร้อยวัดนั้น วัดที่มีพระมหาธาตุเจดีย์ เช่น วัดพุทไธสวรรย์ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ ฯลฯ นั้น จะพบว่าภายในองค์พระมหาธาตุเจดีย์ จะมีกรุ ซึ่งภายในกรุ นอกจากจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องบูชา เช่น แก้วแหวนเงินทองแล้ว ยังได้บรรจุพระพิมพ์ไว้เป็นจำนวนมากอีกด้วย ปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2518 วัดที่ปรากฏว่าได้พบพระพิมพ์มากมายมหาศาล เป็นจำนวนกว่าแสนองค์ในกรุปรางค์ ได้แก่วัดราชบูรณะซึ่งตั้งอยู่ฟากตะวันตกของถนนชีกุน ภายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา วัดนี้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เป็นผู้สถาปนาขึ้นเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 1967 เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเชษฐาธิราชทั้งสองพระองค์ คือเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ที่ทรงกระทำยุทธหัตถีกัน และสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ พระองค์ซึ่งเป็นอนุชาได้สืบราชสมบัติต่อมา &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>พระหูยาน กรุวัดราชบูรณะอยุธยา</h4>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ / วิทยา  ปั้นแพทย์</p>
<p>ในบรรดาวัดเก่าทั้งในเกาะเมืองและนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาที่มีอยู่เป็นจำนวนนับร้อยวัดนั้น  วัดที่มีพระมหาธาตุเจดีย์  เช่น วัดพุทไธสวรรย์  วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ  ฯลฯ นั้น จะพบว่าภายในองค์พระมหาธาตุเจดีย์ จะมีกรุ  ซึ่งภายในกรุ นอกจากจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องบูชา เช่น แก้วแหวนเงินทองแล้ว  ยังได้บรรจุพระพิมพ์ไว้เป็นจำนวนมากอีกด้วย</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/02/raburana.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1346" title="raburana" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/02/raburana.jpg" alt="" /></a></p>
<p><em>ปรางค์วัดราชบูรณะ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2518</em></p>
<p>วัดที่ปรากฏว่าได้พบพระพิมพ์มากมายมหาศาล เป็นจำนวนกว่าแสนองค์ในกรุปรางค์ ได้แก่วัดราชบูรณะซึ่งตั้งอยู่ฟากตะวันตกของถนนชีกุน ภายในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา</p>
<p>วัดนี้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่  2 (เจ้าสามพระยา) เป็นผู้สถาปนาขึ้นเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 1967  เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเชษฐาธิราชทั้งสองพระองค์  คือเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ที่ทรงกระทำยุทธหัตถีกัน และสิ้นพระชนม์ทั้งคู่  พระองค์ซึ่งเป็นอนุชาได้สืบราชสมบัติต่อมา  จึงได้ทรงสร้างสถูปขึ้น 2 องค์ ตรงบริเวณที่กระทำยุทธหัตถี  และทรงสร้างวัดราชบูรณะขึ้นในบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ  และเพื่อให้เป็นวัดที่สมบูรณ์แบบ พระองค์ได้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและสร้างโบสถ์วิหารอย่างงดงาม</p>
<p><span id="more-206"></span><br />
ภายในองค์พระมหาธาตุเจดีย์ ซึ่งสร้างเป็นทรงปรางค์   ทรงโปรดให้ช่างสร้างเป็นกรุสี่เหลี่ยม กว้าง ด้านละ 1.40  เมตร  ผนังกรุโปรดให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องอดีตพุทธ  ทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ  เครื่องบูชาที่เป็นเพชรนิลจินดา พระพุทธรูป มีทั้งพระพุทธรูปสมัยทวารวดี  อู่ทอง  อยุธยา และพระพิมพ์เนื้อชินกว่าแสนองค์</p>
<p>เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2  ในปี พ.ศ.  2310  พม่าได้เผาเมือง พระบรมมหาราชวัง  และวัดวาอารามเสียหายยับเยิน  ในพงศาวดารกล่าวไว้ชัดเจนว่า <em>“ ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ท่าทราย  ไหม้ลามมาสะพานช้าง ข้ามมาติดป่ามะพร้าว ป่าโทน ป่าทอง  ป่ายา จนถึงวัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ เพลิงได้ไปหยุดที่วัดฉัททันต์”</em> ซึ่งนับเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงของวัดราชบูรณะในครั้งแรก</p>
<p>เท่านั้นยังไม่พอ  ในราวปี พ.ศ. 2499-2500   นักลักลอบขุดกรุพระได้ทะลวงองค์พระปรางค์เข้าไปขนเอาสมบัติภายในกรุไปเป็นจำนวนมากหมายร้อยชิ้น รวมทั้งพระพิมพ์เนื้อชินจำนวนหนึ่ง  จนกระทั่งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2500  กรมศิลปากรได้เปิดกรุองค์ปรางค์วัดราชบูรณะ และจากการเปิดกรุครั้งนี้  ได้สร้างความตะลึงพรึงเพริดให้แก่ทั้งเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรและประชาชนชาวไทยทั่วไป  เนื่องจากได้พบพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปบูชาทองคำและสำริด   389  องค์  และเครื่องทองเพชรนิลจินดาเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังได้พบพระพิมพ์เนื้อชินในสภาพสมบูรณ์น้บร้อยพิมพ์ มีจำนวนกว่าแสนองค์</p>
<p>สิ่งของที่เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเก็บขึ้นมาได้จากวัดราชบูรณะนี้รวมทั้งสิ้น 2121  ชิ้น เฉพาะของที่ทำด้วยทอง นาค เงิน และเพชรนิลจินดา มีน้ำหนักถึง  10,919.5   กรัม  ส่วนของที่ยึดคืนได้จากคนร้ายนั้นมีราคาเฉพาะทองรูปพรรณ และค่าบำเน็จอย่างปานกลางก็มีราคาถึง 1,185,270. บาทแล้ว (นสพ พิมพ์ไทย 15  ตค.2501)</p>
<p>พระพุทธรูป เครื่องทอง ที่พบในกรุปรางค์วัดราชบูรณะ เป็นส่วนหนึ่งที่เหลือจากการลักลอบขุดของคนร้าย ก่อนที่กรมศิลปากรจะเปิดกรุ  อันนับว่ามีมูลค่าที่ประเมินมิได้  หากว่าสมบัติล้ำค่าของชาติในกรุไม่ถูกคนร้ายแตะต้องมาก่อนแล้ว  จะมีมากมายและมีค่ามหาศาลเพียงใด ก็เป็นสิ่งที่น่าจินตนาการเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>เนื่องจากได้พบพระพิมพ์ในกรุเป็นจำนวนมาก  ทางราชการจึงได้นำพระพิมพ์แบบที่ซ้ำกันซึ่งมีเป็นจำนวนมากให้ประชาชนเช่าไปบูชา  รายได้จากการเช้านั้นนำมาสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจต้าสามพระยาดังที่ท่านเห็นอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p>กรุปรางค์วัดราชบูรณะเมื่อถูกเปิดแล้ว  กรมศิลปากรได้ทำบันได  เพื่อให้สามารถเข้าไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังในกรุได้</p>
<p>ส่วนพระพิมพ์กรุวัดราชบูรณะมีความเก่าแก่กว่า 500 ปี  ในปัจจุบันสนนราคาเช่ายังอยู่ในระดับปานกลาง  ที่มีราคาแพงก็เฉพาะบางพิมพ์ เช่น พระยอดขุนพล  พระหูยาน  เป็นต้น  ทั้งนี้เพราะพระกรุวัดราชบูรณะมักมีขนาดใหญ่ บางพิมพ์ใหญ่มาก  เป็นพระแผงก็มี</p>
<p>ส่วนพระพิมพ์ขนาดเล็ก ่นิยมกันมากมายหลายชนิด  ในที่นี้ขอนำเสนอเพียง 1 ชนิด คือ  พระหูยาน</p>
<p>พระหูยาน</p>
<p>พระหูยานนั้น ได้มีเกจิอาจารย์ทางพระเครื่องได้กล่าวถึงพุทธลักษณะ ตลอดจนจุดสังเกตสำคัญๆ ไว้ ดังนี้ คือ เป็นพระพุทธรูปางมาร วิชัยทรงสามเหลี่ยมสูง  ประทับนั่งบนฐานกลีบบัว 5 กลีบ เป็นแบบบัวชั้นเดียวก็มี  บัวสองชั้นก็มี  พระเกศาทำเป็นเส้นขมวดอยู่ข้างบน บางแบบทำเป็นฝาละมีครอบ ด้านหลังพระเว้าเป็นแอ่งคล้ายกลายกล้วย ชนิดด้านหลังเรียบ เรียกว่าหลังต้นพุทธ โดยทั่วไปมี 3  ขนาด คือ ใหญ่  กลาง  เล็ก</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/02/hoo02.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1343" title="hoo02" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/02/hoo02.jpg" alt="" /></a></p>
<p>เนื้อพระหูยานส่วนใหญ่ทำด้วยเนื้อชิน  ส่วนเนื้ออย่างอื่น เช่น เนื้อดิน  พบแห่งเดียวที่วัดป่ามะม่วง  สุโขทัย  ส่วนเนื้อสำริดยังไม่เคยเห็น</p>
<p>คำว่าชิน คือแร่ตะกั่วชนิดหนึ่ง  ยังไม่มีใครแยกธาตุดูว่ามีธาตุอะไรบ้าง  ที่รู้ๆกันคือเป็นโลหะผสมจากหลายชนิด เช่น ตะกั่ว  ดีบุก พลวง สีขาว เรียกว่าชินเงิน  ส่วนชินเขียว  บางท่านเรียกว่า ชินสังฆวานร   เพราะสีไปตรงกับตะปูสังฆวานร  คำว่าสังฆะ  แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่  วานรแปลว่าลิง  คือสีคล้ายพญาลิงนั่นเอง<br />
พระหูยานมี  3  ประเภท<br />
1. ประเภทบัวชั้นเดียว  มี  3  ขนาด คือ พิมพ์ใหญ่  พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก (พิมพ์ใหญ่กว้างประมาณ 2.6 ซม. สูงประมาณ 5.6 ซม.)<br />
2. ประเภทบัวสองชั้น  มีขนาดเดียว<br />
3. ประเภทพิมพ์พิเศษ  มีลวดลายและเครื่องอลังการประกอบองค์พระ  มีหลายแบบหลายขนาด  แต่มีจำนวนน้อย  หาชมได้ยากมาก</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/02/hooyan1.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0]'><img class="alignnone size-medium wp-image-1344" title="hooyan1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2009/02/hooyan1-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p>จุดสังเกตพระหูยานวัดราชบูรณะ</p>
<p>1. มุ่มมวยพระเกศาคล้ายมอญโพกผ้า มีสองลอน</p>
<p>2. พระกรรณข้างซ้ายปลายล่างยาวลงมาต่อกับสังฆาฏิ</p>
<p>3. มีเส้นพิมพ์แตกภายในร่องสังฆาฏิ</p>
<p>4. มีเส้นพิมพ์แตกสองเส้นขนานกันคล้ายเขี้ยวงูในซอกรักแร้ด้านซ้าย</p>
<p>5. มีเส้นพิมพ์แตกจากปลายฝ่าพระบาทขวาลงมาในแนวดิ่งขนขอบด้านล่าง</p>
<p>6. มีเส้นพิมพ์แตก จากนิ้วนางพระหัตถ์ขวาลงมาเชื่อมต่อกับกลีบบัวด้านซ้ายมือ</p>
<p>7. มีเส้นพิมพ์แตกขนานกับเส้นรัดปะคต</p>
<p>8.เนื้อล้นแม่พิมพ์ในซอกแขนด้านขวาองค์พระ</p>
<p>9.มีเส้นพิมพ์แตกระหว่างริมฝีปากกับปลายคาง</p>
<p>10. มีเส้นพิมพ์แตกจากกรอบพระพักต์ด้านซ้ายมือผ่านปลายคิ้วลงมาที่โหนกแก้มเป็นเส้นโค้ง</p>
<p>จากที่นำเสนอมา  จะเห็นได้ว่า วัดราชบูรณะนั้นนอกจากจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อยุธยา  ซึ่งนอกจากจะพบพระบรมสารีริกธาตุ และเครื่องบูชาที่เป็นทองคำ เพชรนิลจินดาเป็นจำนวนมากมายมหาศาลแล้ว  ยังได้พบพระพิมพ์เนื้อชินอีกเป็นจำนวนมาก พระพิมพ์ดังกล่าว ส่วนหนึ่งได้นำออกมาให้ประชาชนเช่าเพื่อนำไปสังการะบูชา ซึ่งปัจจุบันพระพิมพ์บางพิมพ์มีราคาค่อนข้างสูง และมีจำนวนน้อย หาดูได้ยาก</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม  หากสนใจพระพิมพ์ตามที่กล่าวมาก็สามารถไปชมได้ที่ี่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา  ถนนโรจนะ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</p>
<p>ถ้าหากไปชม  ก็อย่าลืมไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุจากกรุปรางค์วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ แห่งเดียวกันนี้ด้วยนะครับ  เพราะการได้นมัสการพระบรมสารีริกธาตุนั้น ถือเป็นมงคลอย่างยิ่ง</p>
<p>เอกสารอ้างอิง</p>
<p>ประชุม  ชุ่มเพ็งพันธุ์ . เครื่องทองกรุงศรีอยุธยา. รุ่งเรื่องศิลป์การพิมพ์. ม.ป.ป.</p>
<p>หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย ฉบับที่ 15  ตุลาคม  2501.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มรดกโลก “พลาสติก” ที่อยุธยา รสนิยมที่ไร้สุนทรี</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 08:43:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=203</guid>
		<description><![CDATA[มรดกโลก “พลาสติก” ที่อยุธยา รสนิยมที่ไร้สุนทรี รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ มติชนรายวัน ปีที่ 18 ฉบับที่ 6450  วันจันทร์ที่ 6  พฤศจิกายน 2538 ในปัจจุบันการนำพลาสติกมาใช้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ นั้นได้รับความนิยมสูงขึ้นเป็นอันมาก ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติของพลาสติกมีค่อนข้างสูงสามารถนำมาใช้ได้อย่างกว้างขวาง เช่น ทำเครื่องใช้ เครื่องประดับตกแต่ง และเครื่องเรือน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม พลาสติกนั้นถึงแม้จะมีคุณสมบัติค่อนข้างสูง แต่มีคุณค่าค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับวัสดุชนิดอื่น เช่น จานที่ทำด้วยดิน ( จาน กระเบื้อง ) ย่อมมีคุณค่าสูงกว่าจากที่ทำด้วยพลาสติก เป็นต้น จึงอาจกล่าวได้ว่า คุณค่าของวัสดุนั้นมีความสำคัญไม่น้อยกว่าคุณสมบัติของวัสดุ ดังนั้นการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มรดกโลก “พลาสติก” ที่อยุธยา รสนิยมที่ไร้สุนทรี</strong></p>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>มติชนรายวัน ปีที่ 18 ฉบับที่ 6450  วันจันทร์ที่ 6  พฤศจิกายน 2538</p>
<p>ในปัจจุบันการนำพลาสติกมาใช้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ นั้นได้รับความนิยมสูงขึ้นเป็นอันมาก ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติของพลาสติกมีค่อนข้างสูงสามารถนำมาใช้ได้อย่างกว้างขวาง เช่น ทำเครื่องใช้ เครื่องประดับตกแต่ง และเครื่องเรือน เป็นต้น<br />
แต่อย่างไรก็ตาม พลาสติกนั้นถึงแม้จะมีคุณสมบัติค่อนข้างสูง แต่มีคุณค่าค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับวัสดุชนิดอื่น เช่น จานที่ทำด้วยดิน ( จาน กระเบื้อง ) ย่อมมีคุณค่าสูงกว่าจากที่ทำด้วยพลาสติก เป็นต้น<br />
จึงอาจกล่าวได้ว่า คุณค่าของวัสดุนั้นมีความสำคัญไม่น้อยกว่าคุณสมบัติของวัสดุ ดังนั้นการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องการให้มีคุณค่าการเลือกวัสดุจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะต้องคำนึงถึงคุณค่าของวัสดุที่นำมาสร้างสรรค์ด้วย และถ้าสิ่งที่จะสร้างนั้น มีคุณค่าอยู่ในตัวเอง เช่น สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่มีความสำคัญการเลือกวัสดุเพื่อใช้สร้างจะต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้สัญลักษณ์นั้นมีคุณค่าสูงยิ่งขึ้น</p>
<p><span id="more-203"></span><br />
กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นงานด้านอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม หรืองานประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจในคุณค่าความดีความงานของสิ่งต่าง ๆ        ฉะนั้นจึงถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่รับผิดชอบในการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของชาติ<br />
เกี่ยวกับเรื่องคุณค่ากับกรมศิลปากร มีเรื่องที่ขอนำเสนอให้พิจารณา 2 เรื่อง<br />
เรื่องแรก คือ สัญลักษณ์<br />
ตั้งแต่ปี 2534 นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ในการนี้ได้มีการจัดงานฉลอง และได้ทำเครื่องหมายสัญลักษณ์มรดกโลก เพื่อติดตั้งไว้ตามสถานที่สำคัญ ๆ เช่น วัดไชยวัฒนาราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา<br />
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสร็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดงานฉลองมรดกโลก และทรงเจิมสัญลักษณ์มรดกโลก ณ วิหารมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า สัญลักษณ์มรดกโลกนี้มีความสำคัญอย่างไม่มีข้อสงสัย</p>
<p>แต่อนิจจาโครงการนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากรทำสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญนี้ด้วยพลาสติก ซึ่งเป็นวัสดุที่มีคุณค่าค่อนข้างต่ำ<br />
ดังนั้น ใครก็ตามที่นำพลาสติกมาทำสัญลักษณ์มรดกโลก จะทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะเพระขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องคุณค่า หรือไม่ก็มักง่าย ทำเอาสักแต่ว่าทำใช้วัสดุที่มีคุณค่าต่ำ และปลอมแปลงให้ดูเหมือนวัสดุที่มีคุณค่าสูง<br />
เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงได้ปรากฏให้เห็นว่า สัญลักษณ์มรดกโลกนั้นทำขึ้นจากพลาสติก เพราะทนสภาพอากาศร้อนหนาวไม่ไหวเกิดรอยแตก แสดงให้เห็นสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อลวงตาประชาชน<br />
และเมื่อพิจารณาถึงงบประมาณตามแผนแม่บทพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่มียอดงบสูงถึงสามพันกว่าล้านบาทแล้ว ก็ทำให้เกิดความสงสัยไปได้สารพัด</p>
<p>เรื่องที่สอง การสร้างนภศูล</p>
<p>เรื่องมีอยู่ว่า โครงการพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร ได้ทำนภศูลซึ่งเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมส่วนปลายสุดของเครื่องยอด แบบที่เรียกว่า ลำภุขัน หรือ ฟักเพกา ซึ่งเป็นโลหะที่ใช้ประดับยอดปรางค์ มีคลีบคล้ายใบมีด มีแฉกซ้อน 2 ชั้น หรือ 3 ชั้น ที่ปลายมีรูปคล้ายพระขรรค์ เพื่อนำไปติดตั้งบนยอดปรางค์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3 แห่ง  คือปรางค์ประธานวัดบูรณะ ปรางค์ประธานวัดพระราม และปราค์ประธานไชยวัฒนาราม ซึ่งได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยทำด้วยโลหะ ( ทองหลือง ) แต่ปรากฏว่ามีขนาดเล็กเกินไป ไม่สัมพันธ์กับขนาดขององค์ปรางค์ จึงได้ทำขึ้นใหม่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม แต่คราวนี้ทำด้วยพลาสติกโดยทำโครงเหล็กไว้ภายใน ใช้ท่อน้ำโลหะขนาด 4 นิ้วเป็นแกนมีน้ำหนักประมาณไม่น้อยกว่าอันละตันครึ่ง ขณะนี้ยังไม่ได้นำไปติดตั้ง คงเก็บไว้ที่สำนักงานโครงการนครประวัติศาสตร์ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทรา<br />
จากทั้งสองเรื่องที่กล่าวมา มีข้อสังเกตหลายประการ ดังนี้<br />
1.  สัญลักษณ์มรดกโลกนี้ โครงการนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากรทำด้วยพลาสติก ติดตั้งอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ 3 แห่งด้วยกัน คือ ที่ประตูทางเข้าด้านทิศใต้ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ที่ประตูทางเข้าวัดไชยวัฒนาราม และริมทางเดินในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเข้าใจไขว้เขวไปได้ว่า สถานที่ 3  แห่งนั้น ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก ซึ่งในความเป็นจริงมรดกโลกที่ได้รับ คือ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งประกอบด้วยอุทยานประวัติศาสตร์โบราณวัตถุสถานวัดวาอารามและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งก็คงหมายถึงเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาและบริเวณโดยรอบ<br />
ดังนั้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง และเห็นความสำคัญของนครประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์มรดกโลกนี้ควรมีชิ้นเดียว มีขนาดใหญ่พอสมควรใช้วัสดุที่มีคุณค่าและคงทนถาวร เช่น โลหะ และติดตั้งไว้ในที่ที่สามารถมองเห็นได้ง่าย มีความเด่นชัด เช่น ติดตั้งไว้บริเวณทางเข้าเกาะเมืองด้านทิศ-ตะวันออก เพื่อแสดงให้เห็นว่าเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาแห่งนี้ คือ นครประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นมรดกโลก<br />
2.  ยอดนภศูล เป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ประดับไว้ในส่วนที่สำคัญสูงสุด และหมายถึงโลกและจักรวาล รวมไปถึงพลังอำนาจของเทพเจ้า ซึ่งตามปกติจะทำด้วยโลหะ ฉะนั้น การใช้พลาสติกทำก็ชี้ให้เห็นว่าผู้ทำขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องคุณค่า เช่นเดียวกับการใช้พลาสติกทำสัญลักษณ์มรดกโลก เป็นที่น่าเสียดายว่า สำนักงานโครงการนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา มีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นจำนวนมาก แต่ทำไมถึงทำตัวเหมือนกับคนไม่มีความรู้ ขาดการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่คิดทำนภศูลจากพลาสติกเพื่อนำไป ติดบนยอดปรางค์ 3 แห่งนั้น ไม่มีความเคารพในสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเลย<br />
3.  ยอดปรางค์ทั้ง 3 แห่ง ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีอายุเก่าแก่ โครงสร้างคงไม่มีความมั่นคงแข็งแรง เท่ากับเมื่อแรกสร้าง อาจมีปัญหาในเรื่องการรับน้ำหนักนภศูลที่จะนำไปติดตั้ง หรือต้องการให้พังลงมา เพื่อจะได้ของบฯ มาซ่อนอีก<br />
4.  จากการที่โครงการพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร สร้างนภศูลถึง 2 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่ขาดการวางแผนที่รอบคอบรัดกุม ทำให้รัฐต้องเสียเงินเพื่อการนี้ไปเป็นจำนวนมากโดยไม่จำเป็น<br />
5.  ถ้าพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะทำนภศูลไปติดตั้งบนยอดปรางค์เปรียบเทียบความจำเป็นกับสิ่งอื่น ๆ ที่จะต้องทำ จะเห็นว่ายังมีงานสำคัญเร่งด่วนอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก แต่ไม่ทราบว่าเพราะอะไรถึงได้ไปเลือกทำสิ่งที่มีความจำเป็นน้อยกว่าได้ “ ก็เห็นจะต้องตรวจสอบกันดูบ้างเสียแล้วกระมัง”</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>ป้ายสัญลักษณ์มรดกโลก<br />
หน้าจดหมาย หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน<br />
วันศุกร์ที่ 24  พฤศจิกายน  2538 หน้า 29</p>
<p>ตามที่หนังสืออ้างอิงถึงคอลัมน์มติชนสุขสรรค์ โดยนายวิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ ประธานชมนมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ได้เสนอบทความเกี่ยวกับป้ายสัญลักษ์มรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา   ว่าทำด้วยพลาสติกซึ่งเป็นวัตดุที่ไม่คุณค่าและไม่คงทนถาวรนั้น<br />
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ขอเรียนชี้แจงว่าสำนักงาน ฯ ทำหน้าที่ประสานงานเรื่องมรดกโลกตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนี้มีมรดกโลกไทยที่ได้รับประกาศเป็นมรดกโลก จำนวนทั้งสิ้น 4 แห่ง ใน 7 พื้นที่ คือ<br />
1.  แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี<br />
2.  อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย – กำแพงเพชร จ. สุโขทัยและ กำแพงเพชร<br />
3.  อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา<br />
4.  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ – ห้วยขาแข้ง จ.กาญจนบุรี และ อุทัยธานี<br />
ในปีงบประมาณ 2538 ที่ผ่านมา สำนักงาน ฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำ ป้ายสัญลักษณ์มรดกโลก  ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันสำหรับติดตั้งที่แหล่งมรดกโลก 7 พื้นที่ และสำนักงานฯได้ประสานงานขอให้กรมศิลปากรรับเป็นเจ้าของเรื่องในการออกแบบ จัด สร้าง กำหนดจุดที่ตั้งที่เหมาะสม และดำเนินการติดตั้ง โดยมีเงื่อนไข<br />
สรุปได้ว่า มรดกโลกแต่ละพื้นที่จะติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ที่ละ 1 ป้าย ในจุดที่เหมาะสมบริเวณทางเข้าแหล่งมรดกโลกนั้น ๆ มีรูปแบบที่แสดงเอกลักษณ์ไทย มีขนาดใหญ่พอสมควร ( สูงไม่ต่ำกว่า 2 เมตร ) เพื่อให้มองเห็นเด่นชัดแต่ไกล และใช้วัสดุที่คงทนสวยงาม เช่น หินแกรนิค หินอ่อน ทั้งนี้ที่แท่นฐานของป้ายสัญลักษณ์ จะมีข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษอธิบายความสำคัญของแหล่งโลก และวันที่แหล่งมรดกโลกดังกล่าวได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ขณะนี้กรมศิลปากรโดยกองหัตถศิลป์ได้ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการจัดสร้างเพื่อนำไปติดตั้งต่อไป<br />
สำนักงานฯ  จึงใคร่ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์มติชน  และนายวิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ  ที่ให้ความสนใจต่อมรดกโลกของไทย  และเสนอแนวทางในเชิงสร้างสรรค์และโปรดแจ้งข้อเท็จจริงตามที่ได้กล่าวข้างต้นให้  นายวิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ  ทราบด้วยจักขอบคุณยิ่ง<br />
นางสาวจีรวรรณ  พิพิธโภคา<br />
รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทนเลขาธิการ<br />
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-%e2%80%9c%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e2%80%9d-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจดีย์อนุสรณ์การทำยุทธหัตถี ปี พ.ศ. 2135</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jul 2008 08:26:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=194</guid>
		<description><![CDATA[เจดีย์อนุสรณ์การทำยุทธหัตถี ปี พ.ศ. 2135 อยู่ที่ไหน รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ สยามอารยะ ปีที่ 2 ฉบับที่ 8 มิถุนายน 2537 : 4 – 6 จากบทความเรื่อง “เจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ที่อยุธยาไม่ใช่สุพรรณบุรี” โดยเทพมนตรี ลิมปพยอม ในสยามอารยะ ปีที่ 2 ฉบับที่ 13 ประจำเดือนมกราคม 2537 นั้น กล่าวได้ว่าเป็นการทำหน้าที่อย่างกล้าหาญในฐานะของนักประวัติศาสตร์คนหนึ่ง โดยการนำเสนอข้อมูล ที่ยืนยันถึงความจริงที่อาจถูกมองข้าม หรือปล่อยปะละเลยขาดความใส่ใจที่จะพิสูจน์ เพราะมักจะคิดกันว่า สิ่งเดิมที่ปรากฎอยู่จนกลายเป็นความเชื่อ ทางวิชาการนั้นแม้จะมีข้อมูลใหม่ ซึ่งอาจจะมีหลักฐานข้อเท็จจริงที่สามารถสนับสนุนอ้างอิงได้ ก็เสียเวลาเปล่าที่จะนำเสนอ เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไร &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เจดีย์อนุสรณ์การทำยุทธหัตถี ปี พ.ศ. 2135<br />
อยู่ที่ไหน</strong></p>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ<strong></strong></p>
<p>สยามอารยะ ปีที่ 2 ฉบับที่ 8 มิถุนายน  2537 : 4 – 6</p>
<p>จากบทความเรื่อง   “เจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ที่อยุธยาไม่ใช่สุพรรณบุรี”   โดยเทพมนตรี  ลิมปพยอม  ในสยามอารยะ ปีที่ 2 ฉบับที่ 13  ประจำเดือนมกราคม  2537 นั้น  กล่าวได้ว่าเป็นการทำหน้าที่อย่างกล้าหาญในฐานะของนักประวัติศาสตร์คนหนึ่ง  โดยการนำเสนอข้อมูล ที่ยืนยันถึงความจริงที่อาจถูกมองข้าม  หรือปล่อยปะละเลยขาดความใส่ใจที่จะพิสูจน์  เพราะมักจะคิดกันว่า  สิ่งเดิมที่ปรากฎอยู่จนกลายเป็นความเชื่อ  ทางวิชาการนั้นแม้จะมีข้อมูลใหม่  ซึ่งอาจจะมีหลักฐานข้อเท็จจริงที่สามารถสนับสนุนอ้างอิงได้  ก็เสียเวลาเปล่าที่จะนำเสนอ  เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไร  ไม่จำเป็นต้องขุดคุ้ยให้เกิดความวุ่นวาย  แต่ในฐานะนักประวัติศาสตร์หรือนักอะไรก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง  ควรจะมีความรับผิดชอบ  จำเป็นจะต้องใส่ใจในภูมิปัญญา  ศึกษาค้นคว้าให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นั้น ๆ นำเสนอต่อสาธารณชนเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง  จึงเห็นว่าการที่คุณเทพมนตรี  ลิมปพยอม  นำเสนอข้อมูลดังกล่าว  มีคุณค่าต่อประวัติศาสตร์ของชาติเป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งน่าจะดีกว่าการหลงอยู่ในความเชื่อ ภาคภูมิใจต่อข้อสรุปเก่า ๆ หรือขลาดกลัวในการนำเสนอสิ่งที่มีหลักฐานสามารถพิสูจน์ได้ เพราะถือกันว่าการนำเสนอความจริงนั้นเป็นหัวใจของนักประวัติศาสตร์</p>
<p><span id="more-194"></span><br />
แต่อย่างไรก็ตาม  จากบทความที่อ้างถึงดังกล่าว  ผู้เขียนเองมิได้เห็นคล้อยตาม  ไปด้วยในทุกประเด็น  บางประเด็นมีความเห็นที่แตกต่างและบางประเด็นก็เห็นสอดคล้องและได้เสริมให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่น่าจะเป็นเช่นนั้น<br />
ในประเด็นแรก  ผู้เขียนออกจะเห็นด้วยตามหลักฐานที่อ้างถึงว่า การทำสงครามระหว่างไทยกับพะโคหรือพม่าในปี พ.ศ. 2135  นั้น   กระทำกันที่กรุงศรีอยุธยา  มิใช่ทีดอนเจดีย์  จังหวัดสุพรรณบุรี  ทั้งนี้เพราะว่าในช่วงนั้น  พระนเรศวรได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระมหาธรรมราชา  พระมหากษัตริย์อยุธยา  พระราชบิดาของพระองค์ให้เป็นแม่ทัพยกทักไปปราบกัมพูชา  ดังข้อความในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต พ.ศ. 2182 (2523 : 89) ความว่า “พระเจ้าแผ่นดินสยาม  ไม่ทรงสามารถอดทนต่อการกระทำที่ผิดของกัมพูชาได้อีกต่อไป  จึงทรงรวบรวมกองทัพซึ่งไม่เพียงแต่หยุดยั้งทักเขมรเท่านั้น  แต่จะรบเอากัมพูชาเป็นเมืองขึ้นเช่นที่เคยเป็นมาในอดีตให้ได้  หลังจากที่ทรงแต่งตั้งพระราชโอรสพระนเรศเป็นแม่ทัพแล้ว  พระองค์จึงส่งกองทัพหน้าควบคุมโดยขุนพลหลายคนเดินทางโดยทางบกไปยังกรุงกัมพูชา  ทรงตั้งพระทัยให้กองทัพพระนเรศเป็นทัพหลังไปสมทบอีกสองสามวัน”    จากข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า      ช่วงนั้นพระนเรศวร   มิได้อยู่ในกรุงศรีอยุธยา  แต่เสด็จยกกองทัพไปปราบกัมพูชา  และต่อมาเมื่อทราบข่าวศึกพะโคก็ได้เสด็จกลับมา   ดังข้อความในพงศาวดารฉบับเดียวกัน (2523 : 90)  ความว่า    “ดังนั้นพระนเรศ   จึงทรงงดแผนการณ์ที่จะยกทัพไปที่พรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชา  และทรงเรียกทักพหน้ากลับเพื่อมาช่วยเสริมกำลังต้านทานทัพของพระมหาอุปราชา    พระเจ้าแผ่นดินพะโค   ยกแสนยานุภาพมา     กรุงศรีอยุธยา  พระนเรศเสด็จยกทัพกลับมาถึงวัดร้างแห่งหนึ่ง  (ซึ่งยังมีซากปรากฎอยู่จนทุกวันนี้)  ชื่อว่า แกรง (Crengh)  หรือหนองสาหร่าย  เพื่อจะพบกับกองทัพพะโค”<br />
จากข้อความที่ว่า  พระนเรศเสด็จยกทัพกลับมาถึงวัดร้างแห่งหนึ่ง  แสดงให้เห็นว่า    พระนเรศวรมิได้ยกกองทัพไปสุพรรณบุรี  เพราะถ้ายกกองทัพไปสุพรรณบุรี  จะต้องใช้คำว่าเสด็จยกทัพไปถึง แทนที่จะใช้คำว่าเสด็จยกทัพกลับมาถึง  ประเด็นนี้จึงอาจสรุปได้ว่ากองทัพพะโค  และกองทัพไทยมาพบกันที่วัดร้างแห่งหนึ่ง  ที่กรุงศรีอยุธยา  ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นบริเวณใด  แต่คงไม่ใช่ที่ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีอย่างแน่นอน<br />
ประเด็นที่สอง ตามที่บทความดังกล่าวสรุปว่า  เจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวร  โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีเมื่อปีพุทธศักราช 2135  (คริสต์ศักราช  1592)  จึงได้แก่เจดีย์ภูเขาทอง  ซึ่งตั้งอยู่ที่ทุ่งภูเขาทอง  (ทุ่งลุมพลี) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา    ซึ่งพิริยะ  ไกรฤกษ์  ได้นำเสนอแนวคิดนี้มาก่อนแล้วในบทความเรื่อง การปรับเปลี่ยนอายุเวลาของสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา (ภาคสอง)  ใน สยามอารยะ ปีที่ 2 ฉบับ 12 ธันวาคม 2536  แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป  ถึงแม้นว่าผู้เขียนบทความทั้งสองจะอ้างหลักฐานของแกมป์เฟอร์ความว่า “พระเจดีย์ภูเขาทอง (Pyramid Pukhathog)  ใกล้กรุงศรีอยุธยา (Juthia)  สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการที่ชาวสยามมีชัยชนะต่อชาวหงสาวดี (peguans)  และได้รับอิสระภาพกลับคืนมา” (Engebert Kaempfer. 1987 : Flg 13)  ก็ตาม  แต่หลักฐานดังกล่าวก็มิได้ระบุว่า  ชาวสยามที่มีชัยชนะต่อหงสาวดีนั้น  เป็นชัยชนะในปี พ.ศ. 2135  แต่อย่างใด  ส่วนหลักฐานคำให้การชาวกรุงเก่าที่กล่าวว่า  “ในเวลาเมื่อพระเจ้าหงสาวดียังประทับอยู่ที่พระนครศรีอยุธยานั้น ได้โปรดให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่องค์หนึ่ง   ที่ตำบลทุ่งภูเขาทอง     ขนานนามพระเจดีย์นั้นว่า เจดีย์ภูเขาทอง  ยังปรากฎอยู่ทุกวันนี้ (ศิลปากร. 2515 : 89)  กลับเป็นหลักฐานที่ผู้เขียนบทความไม่ยอมรับซึ่งความจริงแล้ว  ในประเด็นนี้ถ้าพิจารณาถึงรูปแบบของฐานเจดีย์  ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นรูปแบบของฐานเจดีย์แบบมอญนั้น ควรได้รับการพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง  ถึงแม้ว่าเจดีย์องค์นี้จะได้รับการปฏิสังขรณ์หลายครั้งในสมัยหลัง  แต่โครงสร้างของฐานเจดีย์คงมิได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก  และอีกประการหนึ่ง  การทำสงครามในสมัยอยุธยานั้น  ใช้ช้างเป็นพาหนะสำคัญ  ฉะนั้น  เมื่อเกิดการสู้รบ  คงจะต้องมีการชนช้าง  หรือทำยุทธหัตถี  ซึ่งคงจะเกิดขึ้นเป็นปกติ  และหลังจากได้รับชัยชนะแล้ว  อาจจะสร้างเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ก็ได้  ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า  ชัยชนะในแต่ละครั้งนั้นมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด  ดังนั้นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะหรือที่เรียกว่าเจดีย์ยุทธหัตถี  คงจะมีมากกว่าหนึ่งแห่งตามแต่ความสำคัญของการสงครามนั้น ๆ และเนื่องจากการทำยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  มีความสำคัญต่อชาติบ้านเมือง  เพราะเป็นการกอบกู้เอกราชและประกาศอิสระภาพ  ฉะนั้นจึงได้มีการสร้างเจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์  การสร้างเจดีย์ดังกล่าว  อาจจะสร้างไว้ ณ สถานที่ทรงกระทำยุทธหัตถี  หรืออาจจะเป็นที่หนึ่งที่ใดที่มีความเหมาะสม  ดังนั้น  จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่า  เจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์นี้  เป็นเจดีย์องค์ใด  ซึ่งอาจจะเป็นเจดีย์ที่วัดภูเขาทอง  เจดีย์ที่ วัดใหญ่ชัยมงคล  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เจดีย์ที่ดอนเจดีย์  จังหวัดสุพรรณบุรี  หรือเจดีย์ที่หนึ่งที่ใดก็ได้<br />
ประเด็นที่สาม  ในบทความดังกล่าว  ถึงแม้ว่าผู้เขียนบทความจะไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่า  สมเด็จพระนเรศวรและพระมหาอุปราชา  ทรงทำยุทธหัตถีกันที่ทุ่งภูเขาทอง  แต่ข้อความในบทความหลาย ๆ แห่งพยายามจะชี้ให้เห็นว่า  วัดร้าง  ที่วัน วลิต เรียกว่า แกรง (Crengh)  หรือหนองสาหร่ายนั้น คือทุ่งภูเขาทองหรือทุ่งลุมพลี  เป็นสถานที่กระทำยุทธหัตถี  ซึ่งในประเด็นที่ผู้เขียนออกจะไม่เห็นด้วย  เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กรุงศรีอยุธยามากเกินไป  ทั้งนี้เพราะกรุงศรีอยุธยานั้น  คงมิได้มีกำแพงเมืองเฉพาะแต่กำแพงที่มีแม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำลพบุรี  แม่น้ำเจ้าพระยา  และแม่น้ำป่าสักล้อมรอบเมืองเท่านั้นคงจะมีกำแพงชั้นนอก  นอกออกไปอีกดังเช่นกำแพงเมืองโดยทั่ว ๆ ไปในอดีตตามที่ราชบัณฑิตยสถาน (2526 : 41)  ได้อธิบายไว้ดังนี้  “สิ่งที่คู่กับกำแพงเมืองคือ คูรอบกำแพงเมือง เช่น กำแพงเมืองและคูเมืองเชียงใหม่  กำแพงเมืองหลวงบางแห่ง  มีกำแพงเมือง 3 ชั้น เช่น กำแพงเมืองสุโขทัย ฯลฯ”  ฉะนั้น ตามพงศาวดารพม่าฉบับอูกาลาที่กล่าวว่า  “พระนเรศวรจำต้องถอยร่น  และตะโดธรรมราชา (เจ้าเมืองแปร)  เห็นจอมทัพอยุธยาเพลี่ยงพล้ำร่นถอย  ก็กวัดแกว่งของ้าวขับช้าง  นำรี้พลตามติดเข้าตีช้างองค์นเรศวร เมื่อถอยถึงคูพระนคร  ก็รีบนำทัพเข้าภายในอาศัยพระนครนั้นตั้งรับ” (สุเนตร  ชุตินทรานนท์. 2535 : 27)  คำว่าคูพระนครนั้น คงมิได้หมายถึงแม่น้ำสายใดสายหนึ่งที่ล้อมรอบเกาะอย่างแน่นอน  เพราะการออกไปต่อสู้กับศัตรูตรงบริเวณที่ด้านหลังเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่นั้น  เป็นชัยภูมิที่เสียเปรียบในทุกด้าน  การที่กองทัพ  ซึ่งประกอบด้วยทหารเป็นจำนวนมากและต้องข้ามแม่น้ำกว้างใหญ่ในการถอยทัพนั้น  นับว่าเป็นอันตรายเป็นอย่างยิ่ง  ในประเด็นนี้ผู้เขียนมีความเป็นว่า  สถานที่ที่กระทำยุทธหัตถีกันนั้นน่าจะอยู่ไกลออกไป  แต่จะเป็นที่ใดนั้นคงต้องตรวจสอบกันอีก  ไม่น่าจะเป็นที่ทุ่งภูเขาทองอย่างที่เจ้าของบทความอยากจะให้เป็น  ประเด็นสุดท้าย  ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นประเด็นที่จะขจัดความคิดเห็นที่แตกต่างกันว่า  เจดีย์ยุทธหัตถีนั้นอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี  หรืออยู่ที่จังหวัดอยุธยา  ทั้งนี้  ถ้าหากได้พิจารณาดูตามหลักฐานที่ผู้เขียนบทความอ้างถึง  ซึ่งได้แก่เอกสารของฮอลันดาชื่อ The Short History of the Kings of Siam  ซึ่งเขียนโดย Jeremias Van Vliet (1975 : 80)  ความว่า “พระเจ้าแผ่นดินพะโค  กำลังยกพลพยุหยาตรามาล้อมกรุงศรีอยุธยา”  พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว  ความว่า “มหาพยุหยุทธนาครานี้  ได้ต่อยุทธกันใกล้พระนครศรีอยุธยา” (นราธิปประพันธ์พงศ์. 2517 ซ 281 – 282)  และพงศาวดารพม่าฉบับ อูกาลา ความว่า “ทัพมหาอุปราชานั้นเคลื่อนมาถึงกรุงศรีอยุธยา ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3” (สุเนตร  ชุตินทรานนท์. 2535 : 26)<br />
จากหลักฐานดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นอย่างค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า      สงครามยุทธหัตถีในปี พ.ศ. 2135  ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระมหาอุปราชานั้น  ได้เกิดขึ้นที่กรุงศรีอยุธยาอย่างแน่นอน  ไม่ใช่สุพรรณบุรีอย่างที่เข้าใจกัน  ส่วนเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ  ในการทำยุทธหัตถีหรือเจดีย์ยุทธหัตถีจะตั้งอยู่ที่ใดนั้น  ยังเป็นปัญหาอยู่  ส่วนเจดีย์ภูเขาทองก็ดี  เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคงก็ดี  เจดีย์ที่สุพรรณบุรีก็ดี  ล้วนเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้น  เพื่อเป็นอนุสรณ์การทำสงครามระหว่างพม่ากับไทยแทบทั้งสิ้น  แต่เจดีย์องค์ใดจะเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในสงครามปี พ.ศ. 2135  นั้น  เป็นเรื่องที่จะต้องหาคำตอบกันต่อไป<br />
จากแนวคิดและหลักฐานตามที่แสดงมานี้  จึงสามารถระบุถึงความเห็นที่สอดคล้องกับ  ผู้เขียนบทความ “เจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ที่อยุธยาไม่ใช่สุพรรณบุรี”  เพราะการทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่านั้น  หลักฐานชี้ให้ เห็นว่าน่าจะเกิดขึ้นที่กรุงศรีอยุธยาค่อนข้างแน่นอน  แต่ส่วนองค์เจดีย์อนุสรณ์นั้น   ยังไม่ปรากฎหลักฐานใด ๆ ที่ระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเจดีย์องค์ใด  ตั้งอยู่ในบริเวณใดแห่งกรุงศรีอยุธยา  เรื่องนี้คงจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะท้าทายเหล่าท่านผู้กล้าแห่งวงการประวัติศาสตร์ไทย  ได้มีการศึกษากันอย่างจริงจัง  เพราะได้มีนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ที่จุดชนวนขึ้นแล้ว  ไม่แน่ว่าข้อเท็จจริงใหม่ ๆ อาจจะพลิกปูมประวัติศาสตร์ไทยให้ตื่นตลึงกันอีกครั้งก็เป็นได้</p>
<p>เอกสารอ้างอิง</p>
<p>กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์, สมเด็จ.พงศาวดารพม่า เล่ม 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2507.<br />
เทพมนตรี  ลิมปพยอม. “เจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ที่อยุธยาไม่ใช่สุพรรณบุรี”, สยามอารยะ. 2(12) : 21 – 32 , 69 – 72 ; ธันวาคม 2536.<br />
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม. อักษร ก. กรุงเทพฯ  : คุรุสภา, 2526.<br />
วัน วลิต. พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.  2182.  แปลโดยวนาศรี  สามนเสน.  กรุงเทพฯ : แสงรุ้งการพิมพ์, 2523.<br />
ศิลปา กร, กรม. คำให้การชาวกรุงเก่า  คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับ หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2515.<br />
สุเนตรชุตินทรานนท์. “เมียนนา-สยามยุทธโนเมียนมายาสะวิน”, เอเซียปริทัศน์. 13(3) : 18 – 34 ; กันยายน – ธันวาคม 2535.<br />
Engebert Kaempfer. A Description of the Kingdom of Siam. Bangkok : White Orchid Press, 1987.<br />
Jeremias Van Vlite. The Shot  History of the Kings of Siam. Translated by Leonard Andaya Bangkok : The Siam Society, 1975.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดขุนแสน อยุธยา : วัดต้นตระกูลราชวงศ์จักรี</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jul 2008 08:23:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=193</guid>
		<description><![CDATA[วัดขุนแสน อยุธยา : วัดต้นตระกูลราชวงศ์จักรี รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ นสพ. แนวหน้ารายวัน ในช่วงนี้นอกจากปรากฏข่าวว่าองค์การยูเนสโกจะปลดกรุงศรีอยุธยาออกจากมรดกโลก และข่าวการบุกรุกทำลายโบราณสถาน สถานที่ทางประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ค่อนข้างจะมากแล้วยังมีข่าวว่า เจดีย์ใหญ่ซึ่งเป็นเจดีย์ประธานของวัดขุนแสนที่ตั้งอยู่กลางที่ชุมชนตลาดหัวรอ ซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก พร้อมที่จะพังลงมาเมื่อไรก็ได้จนเป็นที่เกรงกันว่า หากพังทลายลงมาแล้ว นอกจากจะสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของราษฏรที่อาศัยอยู่โดยรอบเจดีย์แล้ว สมบัติอันมีค่าทางประวัติศาสตร์จะพลอยถูกทำลายลงไปด้วย วัดขุนแสนเป็นวัดร้างตั้งอยู่ที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดนี้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 58 ตอนที่ 16 วันที่ 16 มีนาคม 2484 ปัจจุบันปรากฏเนินโบราณสถานที่มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ 1 องค์ ซากผนังอาคาร 1 แห่ง และพระพุทธรูปหินทรายที่ชำรุดมาก จำนวน 2 &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วัดขุนแสน อยุธยา : วัดต้นตระกูลราชวงศ์จักรี</strong></p>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ<strong></strong></p>
<p>นสพ. แนวหน้ารายวัน</p>
<p>ในช่วงนี้นอกจากปรากฏข่าวว่าองค์การยูเนสโกจะปลดกรุงศรีอยุธยาออกจากมรดกโลก และข่าวการบุกรุกทำลายโบราณสถาน สถานที่ทางประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ค่อนข้างจะมากแล้วยังมีข่าวว่า เจดีย์ใหญ่ซึ่งเป็นเจดีย์ประธานของวัดขุนแสนที่ตั้งอยู่กลางที่ชุมชนตลาดหัวรอ ซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก พร้อมที่จะพังลงมาเมื่อไรก็ได้จนเป็นที่เกรงกันว่า หากพังทลายลงมาแล้ว นอกจากจะสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของราษฏรที่อาศัยอยู่โดยรอบเจดีย์แล้ว สมบัติอันมีค่าทางประวัติศาสตร์จะพลอยถูกทำลายลงไปด้วย<br />
วัดขุนแสนเป็นวัดร้างตั้งอยู่ที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดนี้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 58   ตอนที่ 16   วันที่ 16 มีนาคม 2484  ปัจจุบันปรากฏเนินโบราณสถานที่มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ 1 องค์ ซากผนังอาคาร 1 แห่ง และพระพุทธรูปหินทรายที่ชำรุดมาก จำนวน 2 องค์ รอบ ๆ เจดีย์เป็นบ้านที่พักอาศัยของราษฏรที่บุกรุกเข้ามาจนชิดเจดีย์ และเนื่องจากองค์ระฆังของเจดีย์ ซึ่งก่อซ่อมในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่ก่อไม่เสร็จ มีรอยร้าวขนาดใหญ่ มีบางส่วนทรุดลงจนน่ากลัวว่าจะพังลงมา ซึ่งปัจจุบันกรมศิลปากรได้ใช้ลวดสลิงรัดยึดเอาไว้ถึง 4 เส้น<br />
วัดขุนแสนนั้น  มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน (2505 : 141) ในแผนดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา ความว่า “แลครอบครัวมอญซึ่งกวาดลงมานั้น ก็พระราชทานให้พระยาราม   พระยาเกียรติควบคุมว่ากล่าวด้วย   แลพระยาเกียรติพระยารามนั้น ให้อยู่ตำบลบ้านขมิ้นวัดขุนแสน”</p>
<p><span id="more-193"></span><br />
สาเหตุที่พระยาเกียรติ พระยาราม ซึ่งเป็นชาวมอญได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรเข้ามารับราชการในกรุงสรีอยุธยานั้น เรื่องมีอยู่ว่าพระเจ้าไงสาวดีทรงดำริว่า สมเด็จพระนเรศวรประกอบไปด้วยพระปัญญาหลักแหลมลึกซึ้ง ทั้งการสงครามก็องอาจกล้าหาญ นานไปเห็นจะเป็นเสี้ยนศัตรูต่อเมืองหงสาวดีจึงคิดกลอุบายมีศุภอักษรไปถึงสมเด็จพระนเรศวรว่า ขณะนี้กรุงบุรรัตนอังวะเป็นกบฏแข็งเมืองต่อหงสาวดี เชิญให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปช่วยการสงคราม สมเด็จพระนเรศวรสำคัญว่าจริง   จึงยกพยุหแสนยากรเสด็จไปถึงเมืองแครง    และพักอยู่ใกล้อารามของพระมหาเถรคันฉ่อง<br />
พระเจ้าหงสาวดีทรงทราบก็มีความยินดีที่จะสมคิดแล้ว ได้ตรัสให้พระยาเกียรติ พระยาราม ลงไปรับและหาทางจับสมเด็จพระนเรศวรประหารชีวิตเสียให้จงได้ พระยาเกียรติ พระยาราม ซึ่งเป็นศิษย์ของพระมหาเถรคันฉ่อง ได้แจ้งอุบายของพระเจ้าหงสาวดีให้พระอาจารย์ทราบ พระมหาเถรคันฉ่องซึ่งมีใจกรุราต่อสมเด็จพระนเรศวร จึงได้พาพระยาเกียรติ พระยารามเข้าเฝ้าแจ้งให้ทราบถึงอุบายของพระเจ้าหงสาวดีที่คิดประทุษร้ายต่อสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระนเรศวรเห็นว่าพระเจ้าหงสาวดีมิได้ทรงตั้งในทศพิธราชธรรม จึงได้ทรงประกาศอิสรภาพมิยอมอ่อนน้อมต่อกรุงหงสาวดีตั้งแต่บัดนั้น<br />
สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่าหากพระมหาเถรคันฉ่อง พระยาเกียรติ พระยาราม ยังอยู่ในเมืองแครงต่อไปจะเกิดอันตราย จึงได้พาเข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยา เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้โปรดให้พระมหาเถรคันฉ่องอยู่วัดมหาธาตุ ส่วนพระยาเกียรติ พระยารามให้อยู่ตำบลบ้านขมิ้น วัดขุนแสน<br />
ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 4 ในราชจักรีวงศ์ ) ทรงมีพระอักษรไปถึงเซอร์จอนเบาริ่ง ( 1969 : 62 – 63 ) เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของพระองค์เดิมเป็นชาวมอญอยู่ในกรุงหงสาวดี ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยา เมื่อตอนสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสระภาพ ท่านผู้นี้คือ กระยาเกียรติ ได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่วัดขุนแสน ได้มีลุกหลานสืบต่อมาจนถึงฏกษาปานในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ สมเด็จพระนารายณ์ได้ให้โกษาปานเป็นราชฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส ต่อมาลุกหลานคนหนึ่งได้รับราชการกับเจ้าพระยาพิษณุโลกเมื่อตอนกรุงศรีอยุธยาแตก และได้รับบรรดาสักดิ์เป็นพระอักษรสุนทรเสมียนตรา พระอักษรเสมียนตรามีลูกหลานหลายคน คนที่ 4 เป็นชาย ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาดลก วึ่งเป็นปู่ของพระองค์ท่าน”<br />
บันทึกของบรรพบุรุษที่ตกทอดมาถึง ม.ล.มานิจ  ชุมสาย ( 2530 : 54 ) บันทึกมีความว่า “ พระยาเกียรติแม่ทัพมอญได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรเข้ามารับราชการกับไทย ลุกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียรติได้แต่งงานกับเจ้าแม่ดุสิต ซึ่งเป็นพระนางที่มีตำแหน่งสูงในสำนักพระราชวัง เจ้าแม่ดุสิตมีบุตร 3 คน คือ นายเหล้กผู้พี่ใหญ่ คนที่สองเป็นหญิงชื่อแช่ม ต่อมาเป็นท้าวศรีสุดารักษ์ คนที่สามชื่อนายปาน คือคนที่สมเด็จพระนารายณ์ส่งไปเป็นฑูต ณ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2229.<br />
วัดขุนแสนนี้ก็คงเช่นเดียวกับวัดโบราณทั่ว ๆ ไป ซึ่งคงมีการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมาแต่ไม่ปรากฏหลักฐาน เพิ่งมาปรากฏหลักฐานการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 4 ความปรากฏในประชุมพงศาวดาร ( 2507 : 27 – 28 ) ความว่า    “วัดขุนแสนนั้น    ทรงพระราชดำริว่า พระบุรพการีของพระบรมจักรีวงศ์ได้ตั้งนิวาสถานอยู่ใกล้เคียง เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้พระยาราชสงครามเป็นนายงานสถาปนาอีกพระอาราม 1 ได้ก่อพระเจดีย์ใหญ่สวมเจดีย์ของเดิม และสร้างพระวิหารหลวง ยังไม่ได้ยกเครื่องบนคงค้างอยู่เพียงนั้น”</p>
<p>จากหนังสือกราบบังคมทูล เรื่องระยะทางเสด็จพระราชดำเนินทรงบวงสรวงอดีตมหาราช ณ พระราชวังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลที่ 6 ของพระยาโบราณราชธานินทร์ อุปนายกมณฑลอยุธยา ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2464 ความว่า “ เมื่อทรงสถาปนาพระราชวังจันทรเกษมได้ทรงปฏิสังขรณ์และก่ออิฐหุ้มพระเจดีย์ของเดิมขึ้นไว้เพียงองค์ระฆัง กับก่อพระอุโบสถและศาลาโถงไว้อีก 2 หลัง ขุดคูรอบวัดผ่าสันกำแพงเมืองไปออกคลองเมือง  2 สาย แต่การยังมิทันเสร็จก็เสร็จสวรรคต วัดนี้จึงร้างมา ภายหลังมาในรัชกาลที่ 5 เมื่อโปรดให้ตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้นแล้ว มีการที่จะทำถนนรอบกรุง จึงกลับถมคูตรงที่ขุดผ่ากำแพงเมืองทั้ง 2 สายนั้นเป็นถนนเสีย”</p>
<p>ศิลปกรรมที่ปรากฏอยู่ที่วัดขุนแสน ได้แก่<br />
ก.  พระเจดีย์<br />
พระเจดีย์ที่วัดขุนแสนเป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นล่างมีขนาดประมาณ 20.00 เมตร สูงประมาณ 2.00 เมตร ชั้นบนมีขนาดประมาณ 16.00  เมตร สูงประมาณ 2.00 เมตร เหนือฐานแต่เดิมคงจะเป็นฐานเจดีย์และมาลัยเถาแต่เนื่องจากได้มีการซ่อมส่วนนี้ โดยใช้อิฐก่อพอกออกมาโดยรอบ  มีความหนาประมาณ 2.50 เมตร ก่อสูงขึ้นไปจนเกือบถึงส่วนที่เรียกว่าบัลลังก์ ส่วนที่ก่อซ่อมนี้คือ ส่วนที่แตกชำรุดมาก มีรอยร้าวขนาดใหญ่โดยรอบ บางส่วนทรุดเลื่อนไหลลงมา ซึ่งทางกรมศิลปากรได้ใช้ลวดสลิงขนาดใหญ่รัดไว้ จำนวน 4 เส้น ส่วนที่เป็นบัลลังก์เป็นของเดิม มีลักษณะเป็นฐานบัวสี่เหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นก้านฉัตรและปล้องไฉนซึ่งเป็นส่วนยอดของเจดีย์ ส่วนนี้ชำรุดแตกร้าวเช่นกัน<br />
ข.  พระพุทธรูป<br />
พระพุทธรูปที่ปรากฏอยู่ในบริเวณโบราณสถานแห่งนี้ เป็นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยหินทรายอยู่ในสภาพชำรุด เหลือแต่ส่วนฐานทั้ง 2 องค์ จากส่วนที่เหลืออยู่สามารถบอกได้ว่า เป็นพระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก ตั้งไว้ที่ฐานก่ออิฐฉาบปูนที่ราษฏรทำขึ้น ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์เจดีย์<br />
ค.  ซากอาคาร<br />
ซากอาคารที่ปรากฏอยู่เป็นส่วนของมุมผนังอาคารก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ขององค์เจดีย์ และไม่ปรากฏส่วนอื่น ๆ ที่จะทำให้บอกไว้ว่าเป็นอาคารประเภทใด<br />
ง.  ศาลพระภูมิ<br />
บนมุมฐานเจดีย์ชั้นล่างด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีราษฏรสร้างศาลพระภูมิไว้ 1 หลัง มีขนาดกว้างประมาณ 1.00 เมตร ยาว 1.50 เมตร มุงด้วยสังกะสี ภายในมีรูปหล่อสมัยใหม่ตั้งอยู่ การกำหนดอายุโบราณสถานวัดขุนแสน อาจพิจารณาจากข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพนที่ว่า “แลพระยาเกียรติ พระยารามนั้น ให้อยู่ตำบลบ้านขมิ้น &#8211; วัดขุนแสน” แสดงให้เห็นว่า วัดขุนแสนนั้นมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ( 2112 – 2133 ) และจากรูปแบบของเจดีย์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน มีลักษณะเช่นเดียวกับรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆัง ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ( 2034 – 2072 ) จึงอาจกำหนดอายุเจดีย์วัดขุนแสนไว้เป็นเบื้องต้นได้ว่า คงจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21<br />
จากการเข้าไปสำรวจของผู้เขียน ปรากฏข้อสังเกตหลายประการดังนี้<br />
1.  วัดขุนแสนนี้เป็นวัดขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญมากวัดหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระทัยเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นวัดที่พระบุรพการีของพระบรมจักรีวงศ์ได้ตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้เคียง และได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์แต่ยังบูรณะไม่เสร้จก็เสด็จสวรรค์คตเสียก่อน ต่อจากนั้นไม่มีใครสนใจวัดนี้อีกเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมศิลปากรที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติบ้านเมือง ก็ทิ้งให้ชำรุดทรุดโทรมไม่บูรณะปฏิสังขรณ์ และปล่อยให้ราษฏรบุกรุกเข้าไปตั้งที่อยู่อาศัยจนแน่นชิดกับโบราณสถานทั้ง ๆ ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้วจนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานถึง 54 ปี และที่น่าเกลียดมากคือ ในอดีตนั้นได้ปล่อยให้มีการประกอบธุรกิจทางเพศ ในบริเวณนี้จนเป็นที่เลื่องลือกันโดยทั่วไป และถึงแม้ว่าธุรกิจทางเพศดังกล่าวจะเลิกลาไปนานแล้ว แต่ยังเป็นที่กล่าวถึงจนทุกวันนี้ และเนื่องจากกรมศิลปากรมิได้เห็นความสำคัญของวัดขุนแสนดังกล่าว จึงปรากฏว่าในแผนแม่บทโครงการนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ของกรมศิลปากร ซึงคณะรับมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2536 จึงไม่มีรายชื่อวัดขุนแสนอยู่ในกลุ่มโบราณสถานที่จะทำการบูรณะปฏิสังขรณ์แต่อย่างใด<br />
2.  ปัจจุบันเจดีย์วัดขุนแสนอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก และพร้อมที่จะพังลงมา ทางผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ นายบรรจง  กันติวิรุฒ ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษและมิได้นิ่งนอนใจ พยายามดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันเหตุอันไม่พึงปรารถนาที่อาจเกิดขึ้น แต่เพราะความสลับซับซ้อนทางด้านตัวบทกฏหมาย กล่าวคือ ตัวโบราณสถานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 ส่วนสถานที่ที่โบราณสถานตั้งอยู่นั้น อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการศาสนา ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 และเพราะวัดขุนแสนเป็นวัดร้างที่มีกฏหมายควบคุมอยู่ 2 ฉบับ มีหน่วยราชการดูแลรับผิดชอบ 2 แห่ง ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารและการจัดการหลายประการ จึงทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ได้ดังคำปรารภของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการสัมมนาเรื่องพระนครศรีอยุธยา : นครประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2537 ณ วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา ความตอนหนึ่งว่า “ ถ้าหากปล่อยให้พัง คนก็จะบาดเจ็บล้มตายกันกลางเมือง บ้านเรือน เจดีย์ คนจะบาดเจ็บ ทรัพย์สินจะเสียหาย ถ้าเจดีย์พังทลายลงมา ช่วยการถอนอยุธยาออกจากเป็นมรดกโลกก็จะยิ่งรุนแรงมากกว่าเดิม ขณะนี้ระยะเวลาเดือนเศษ ๆ เกือบสองเดือนแล้วผมยังจัดการเรื่องนี้ไม่ได้”<br />
วัดขุนแสนนั้นนับเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นวัดที่สมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้จัดให้พระยาเกียรติ พระยาราม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการช่วยเหลือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้รอดพ้นจากความไม่ซื่อตรงของพระเจ้าหงสาวดีทำให้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ผลิกผันไปในการที่ดีงามเกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเป็นอันมากและที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในเวลาต่อมาลูกหลานของพระยาเกียรติ พระยารามา ได้สร้างคุณงามความดีในแผ่นดิน เช่น เจ้าพระยาโกษา-ธิบดี ( เหล็ก ) ผู้เป็นกำลังสำคัญในการป้องกันชาติในสมัยพระนารายณ์หรือเจ้าพระยาโกษาธิบดี –<br />
( ปาน ) ได้ทำหน้าที่ราชทูต ไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศฝรั่งเศษสร้างชื่อเสรียงจนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป และที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีซึ่งสืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลนี้ ได้ทรงทำประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเป็นเอนกอนันต์จนถึงปัจจุบัน<br />
จากตัวอย่างที่กล่าวมาได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า วัดขุนแสงนี้มีความสำคัญเป็นอันมาก ซึ่งนอกจากจะเป็นวัดสำคัญของราชจักรีวงศ์แล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก ควรที่พี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ และดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ทันกาล ก่อนที่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เป็นประธานของวัดจะพังลงมา<br />
ผู้เขียนมีความเห็นว่า ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539 ที่จะถึงนี้น่าที่หน่วยราชการ พ่อค้า ประชาชน จะได้ร่วมมือร่วมใจกันหาทางบูรณะปฏิสังขรณ์วัดขุนแสง ให้กลับสู่สภาพที่สง่างามสมกับเป็นวัดที่สำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคลนี้ ซึ่งผู้เขียนหวังว่าแนวคิดนี้จะเป็นที่ยอมรับ และนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในที่สุด</p>
<p>เอกสารอ้างอิง</p>
<p>ประชุมพงศาวดาร. เล่มที่ 15 ( ประชุมพงศาวดารภาคที่ 25 – 27 ) . องค์การค้าคุรุสภา , 2507</p>
<p>พระยาโบราณราชธานินทร์. ระยะทางเสด็จพระราชดำเนินประภาส<br />
ทรงบวงสรวงอดีตมหาราช ณ พระราชวังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลที่ 6.</p>
<p>มานิจ  ชุมสาย. “ เรื่องของพระนารายณ์และโกษาปาน”.<br />
สมเด็จพระนารายณ์และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14. อมรินทร์ พรินติ้ง กรุ๊ฟ , 2530<br />
ศิลปากร , กรม. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน.<br />
คลังวิทยา . 2505.<br />
Bowring , Sir John. The Kingdom and People of Siam. Vol 1 , Oxford University Press , 1969.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดโคกแสง : สถานที่หลบภัยของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jul 2008 08:21:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=192</guid>
		<description><![CDATA[วัดโคกแสง : สถานที่หลบภัยของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ สยามอารยะ ปีที่ 3 ฉบับที่ 26 มีนาคม 2538 : 104 – 108 บทนำ ในสมัยอยุธยา วัดมิได้เป็นเพียงศูนย์รวมทางด้านจิตใจของชาวเมืองเท่านั้น แต่วัดยังเป็นสถานที่ในการศึกษา เป็นสถานที่ประกอบพิธีและราชพิธีต่าง ๆ และในบางครั้งยังใช้เป็นสถานที่หลบภัยทางการเมืองอีกด้วย เนื่องจากในมัยอยุธยานั้น มีปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในระหว่างญาติพี่น้องในราชวงศ์เดียวกัน หรือราชวงศ์เก่าที่สูญเสียอำนาจ และราชวงศ์ใหม่ที่อาจมีอำนาจมากขึ้น การที่พระบรมวงศานุวงศ์หลบหนีออกไปทรงผนวช จึงเป็นวิธีหลบภัยทางการเมืองวิธีหนึ่งที่ทำให้สามารถรักษาชีวิตของตนไว้ได้ วัดที่ปรากฏหลักฐานว่าเป้นสถานที่หลบภัยทางการเมืองที่สำคัญวัดหนึ่ง คือ วัดโคกแสง ซึ่งเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ( พ.ศ. 2256 – 2298 &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วัดโคกแสง : สถานที่หลบภัยของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์</strong></p>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ<strong></strong></p>
<p>สยามอารยะ ปีที่ 3 ฉบับที่ 26 มีนาคม 2538 : 104 – 108</p>
<p>บทนำ<br />
ในสมัยอยุธยา วัดมิได้เป็นเพียงศูนย์รวมทางด้านจิตใจของชาวเมืองเท่านั้น แต่วัดยังเป็นสถานที่ในการศึกษา เป็นสถานที่ประกอบพิธีและราชพิธีต่าง ๆ และในบางครั้งยังใช้เป็นสถานที่หลบภัยทางการเมืองอีกด้วย เนื่องจากในมัยอยุธยานั้น มีปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในระหว่างญาติพี่น้องในราชวงศ์เดียวกัน หรือราชวงศ์เก่าที่สูญเสียอำนาจ และราชวงศ์ใหม่ที่อาจมีอำนาจมากขึ้น การที่พระบรมวงศานุวงศ์หลบหนีออกไปทรงผนวช จึงเป็นวิธีหลบภัยทางการเมืองวิธีหนึ่งที่ทำให้สามารถรักษาชีวิตของตนไว้ได้<br />
วัดที่ปรากฏหลักฐานว่าเป้นสถานที่หลบภัยทางการเมืองที่สำคัญวัดหนึ่ง คือ วัดโคกแสง ซึ่งเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์   หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ( พ.ศ. 2256 – 2298 )   รัตนกวีเอกในสมัยอยุธยาตอนปลาย พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศใช้เป็นที่ทรงผนวช เพื่อหลบหนีภัยจากพระราชบิดาของพระองค์เอง</p>
<p><span id="more-192"></span></p>
<p>วัดโคกแสง<br />
วัดโคกแสง หรือวัดชุมแสง (ร้าง)      ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง   (วังโบราณ) และอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ริมถนนนเรศวรด้านทิศเหนือ  ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา<br />
วัดโคกแสง เป็นวัดที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใดแต่ชื่อวัดมีปรากฏในพระราชพงศาวดากรุงศรีอยุธยาฉบับพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ( 2514. 612 – 613 ) ความว่า “ ครั้ง ณ เดือนเจ็ด ปีเถาะ สัปตศก พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ เสด็จเข้ามาอยู่วัดโคกแสงเวียนมาเยี่ยมพระเจ้าอยู่หัวเนือง ๆ วันหนึ่งเวลาเพลาค่ำพระเจ้าลูกเธอกรมขุนเสนาพิทักษ์ให้พระองค์ชื่น พระองค์เทศ โอรสออกไปเชิญเสด็จกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ว่า มีพระราชโองการให้เชิญเสด็จไป กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์สำคัญว่าจริง ก็เสด็จมาขึ้นหน้าพระชัยเข้าไปถึงในที่ประตูที่กรมขุนเสนาพิทักษ์แอบประตูอยู่ ฟันด้วยพระแสงดาบถูกจีวรสังฆาฏิขาดหาเข้าไม่ กรมขุนสุเรนทร พิทักษ์วิ่งเข้าไปข้างใน<br />
กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เสด็จเข้าไปที่พระเจ้าอยู่หัวประชวร ทอดพระเนตรเห็น  ตรัสถามว่า เป็นไรผ้าสังฆาฏิจึงขาด   กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ถายพระพรว่า   กรมขุนเสนาพิทักษ์หยอก  ครั้นกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ถวายพระพรลาออกมา กรมหลวงอภัยนุชิต พระชนนีกรมขุนเสนาพิทักษ์เสด็จตามไปอ้อนวอนว่า  ถ้าพ่อมิช่วยก็เห็นน้องจะตาย กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ว่า จะช่วยได้ก็แต่     กาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยพระอรหันต์  กรมหลวงอภัยนุชิตได้สติขึ้น ก็เสด็จเข้าไปทรงพระวอ  ซ่อนพากรมขุนเสนาพิทักษ์ออกทางประตูฉนวนไปให้ทรงผนวช  ณ วัดโคกแสง   อยู่ด้วยกรมขุน   สุเรน ทรพิทักษ์นั้น พระเจ้าอยู่หัวให้ค้นหาไม่พบ ได้แต่พระองค์เทศ พระองค์ชื่นก็ให้ประหารเสียด้วยท่อนจันทร์” ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า วัดโคกแสงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา คือเป็นที่หลบภัยของเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์หรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ( กุ้ง ) ซึ่งเป็นกวีเอกของชาติ ให้รอดพ้นจากภัยการเมืองในสมัยนั้น หลังจากนั้นชื่อวัดโคกแสงก็ไม่ปรากฏในพระราชพงศาวดารอีกเลย<br />
วัดโคกแสงในปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 60 ตอนที่ 39 วันที่ 20 กรกฏาคม 2486</p>
<p>เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์<br />
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์  ไชยเชษฐสุริยวงค์ กรมพระราชวังวรมหาเสนาพิทักษ์ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศกับสมเด็จพระพันวัสสาใหญ่กรมหลวงอภัยนุชิต ประสูติเมื่อปีพุทธศักราช 2256 ณ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)    หรือ วังจันทรเกษม      กรุงศรีอยุธยา และสิ้นพระชนม์เพื่อปีพุทธศักราช 2298 เนื่องจากได้รับพระราชอาญาโบย รวมพระชนมายุได้ 42 พรรษา<br />
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ทรงเป็นกวีเอกในสมัยอยุธยา บทพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือ กาพย์เห่เรื่องกากี กาพย์ห่อโครงนิราศธารโศก กาพย์ห่อโครงนิราศธารทองแดง นันโทปนันทสูตรคำหลวง ฯลฯ ผลงานที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นอัฉริยะ มีความรู้เรื่องศาสนาขนบธรรมเนียมประเพณี กฏมณเฑียรบาลต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่ในสมัยนั้นเป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังเชี่ยวชาญทางด้านศิลปกรรม โดยได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าให้เป็นแม่กองดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน พระที่นั่ง<br />
ต่าง ๆ เช่น การบูรณะพระมงคลบพิตร วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ วัดพระราม เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศน์ทรงเป็นศิลปินที่สำคัญในสมัยอยุธยาตอนปลาย มีความเชี่ยวชาญทั้งทางด้านทัศนศิลป์ และโสตศิลป์<br />
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศน์ได้รับพระราชอาญาครั้งแรก    จากการลอบปรงพระชนม์กรมขุน     สุเรนทรพิทักษ์ โอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พระเจ้าหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และได้ทรงหลบภัยโดยการหนีไปทรงผนวช ณ วัดโคกแสง ต่อมาได้ลาผนวชออกมาปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยสถาปนาให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่สุดท้ายได้รับพระราชอาญาโบยจนสิ้นพระชนม์ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับเจ้าฟ้าสังวาลย์ สมเด็จตำหนักกลาง พระสนมของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ</p>
<p>ศิลปกรรม<br />
ในปัจจุบันวัดโคกแสง อยู่ในสภาพปรักหักพังปรากฏพระมหาธาตุเจดีย์ทรงระฆัง 1 องค์ เนินโบราณ 1 เนิน   พระพุทธรูปปูนปั้น 1 องค์    นอกนั้นเป็นชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทราย  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้<br />
1.  พระมหาธาตุเจดีย์<br />
พระมหาธาตุเจดีย์ซึ่งเป็นประธานของวัด เป็นเจดีย์กลมทรงระฆังก่อด้วยอิฐถือปูน ฐานของพระเจดีย์ชำรุดมาก   ไม่สามารถบอกได้ว่ามีลักษณะเช่นไร   องค์ระฆังเป็นแบบเดียวกับพระเจดีย์ทรงกลมวัดใหญ่ชัยมงคล ที่นิยมสร้างกันในสมัยอยุธยาตอนกลางทั่วไป เหนือองค์ระฆังเป็นบัลลังก์ทำเป็นฐานบัวลูกฟัก 8 เหลี่ยม ระหว่างบัลลังก์และปล้องไฉน ไม่ปรากฏเสาหานคงมีแต่ก้านฉัตร<br />
2.  เนินโบราณสถาน<br />
ด้านหน้าพระมหาธาตุเจดีย์ เป็นเนินโบราณสถานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 13.00 เมตร ยาวประมาณ 15.00 เมตร บนพื้นเนินปรากฏเสาฐานอาคาร เป็นเสากลมเส้นผ่าศูนย์กลาง .70 เมตร จำนวน 4 ฐาน แต่ไม่พบหลักฐานที่บอกได้ว่าอาคารหลังนี้เป็นพระอุโบสถหรือพระวิหาร จากฐานเสากลมที่ปรากฏบนเนินโบราณสถานทำให้มั่นใจได้ว่ารูปแบบของอาคารบนเนินโบราณสถานแห่งนี้ ใช้เสากลมขนาดใหญ่รองรับโครงสร้างหลังคา และใช้ผนังก่ออิฐหนารองรับชายคา ซึ่งเป็นรูปแบบอาคารที่นิยมสร้างกันในสมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลางมีลักษณะเช่นเดียวกับพระวิหารรายทั่วไปในวัดพระศรีสรรเพชญ์</p>
<p>3.  พระพุทธรูป<br />
พระพุทธรูปเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ประดิษฐานอยู่บนฐานสูง บนเนินโบราณสถานด้านทิศตะวันตก ด้านหน้าพระมหาธาตุเจดีย์ ขนาดพระพุทธรูปหน้าตักกว้างประมาณ 3.00 เมตร หันพระพักต์ไปทางทิศตะวันออก มีพุทธลักษณะของพระพุทธรูปที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยา ที่มีสัดส่วนงดงาม น่าเสียดายที่พระพุทธรูปองค์นี้เหลือแต่ เพียงพระชานุและพระวรกายเท่านั้น ส่วนแขนและพระเศียรหักหายไป<br />
4.  ศิลปวัตถุอื่น ๆ<br />
ศิลปวัตถุอื่น ๆ ที่พบได้แก่ ส่วนพระโสนีของพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ 1 องค์ ส่วนพระวรกายของพระพุทธรูปหินทรายขนาดเล็ก 1 องค์ เศียรพระพุทธรูปหินทรายพอกด้วยปูนชำรุดมาก 2 เศียร</p>
<p>บทสรุป<br />
จากการสำรวจศึกษาสภาพของวัดโคกแสงในปัจจุบัน พ.ศ. 2537 วัดอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก มีประชาชนบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านพักอาศัยหลายครอบครัว และได้ขนอิฐของวัดไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นเป็นจำนวนมาก ส่วนรูปแบบศิลปกรรมซึ่งได้แก่ซากอาคารบนเนินโบราณสถาน และเจดีย์ทรงระฆัง ตลอดจนพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ มีรูปแบบที่น่าจะกำหนดอายุคร่าว ๆ ไว้เป็นเบื้องต้นก่อนว่า   วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง หรือในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 – 22  แต่อย่างไรก็ตามการขุดแต่งทางโบราณคดี คงจะทำให้พบหลักฐานทางด้านศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ จนสามารถกำหนดอายุที่แน่นอนได้ แต่เท่าที่ปรากฏหลักฐานอยู่ในปัจจุบัน ถือได้ว่า วัดโคกแสงเป้นวัดสำคัญวัดหนึ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับเจ้าฟ้าธรรมธิเบศน์ รัตนกวีเอกในสมัยอยุธยาตอนปลาย   ที่ทรงผนวชที่วัดนี้เพื่อหลบหนีภัย     สมควรที่จะได้มีการขุดแต่งอนุรักษ์ไว้ทั้งรูปแบบศิลปกรรม สถานที่ทางประวัติศาสตร์    ทั้งนี้เพื่อเป็นส่วนช่วยรักษาความเป็นนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ในฐานะมรดกโลกของมวลมนุษยชาติเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาต่อไป</p>
<p>หนังสืออ้างอิง</p>
<p>เทพมนตรี  ลิมปพยอม. เจ้าฟ้าธรรมธิเบศน์ ( กุ้ง ) เป็นทั้งชู้เป็นทั้งกบฏ. อยุธยา : ชมรมอนุรักษ์<br />
โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. 2536.<br />
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน . กรุงเทพ ฯ : คลังวิทยา ,<br />
2514.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดชัยวัฒนาราม : ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jul 2008 08:19:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=191</guid>
		<description><![CDATA[วัดชัยวัฒนาราม : ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ สยามอารยะ ปีที่ 2 ฉบับที่ 20 สิงหาคม 2537 : 75 – 79 บทนำ ในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีพระราชนิยมในการสร้างศาสนสถาน ซึงได้แก่วัดวาอารามต่าง ๆ โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาหรือสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสาวรีย์สำหรับบรรจุอัฐิของวงศ์สกุล และบางครั้งเป็นการสร้างเนื่องในเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ จนถือเป็นพระราชประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา พระราชนิยมดังกล่าวได้แพร่หลายไปสู่ข้าราชบริพารและพสกนิกรทั่วไป ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2516 : 15) ได้ทรงนิพนธ์ถึงเรื่องนี้ว่า “ในกรุงศรีอยุธยานั้นมีการสร้างวัดเป็นจำนวนมากทั้งวัดหลวงและวัดราษฎร์ จนเป็นคำกล่าวกันในสมัยรัตนโกสินทร์ว่า เมื่อครั้งบ้านเมืองดีเขาสร้างวัดเป็นลูกเล่น ที่จริงนั้น คือใครตั้งวงศ์สกุลได้เป็นหลักฐาน ก็สร้างวัดเป็นอนุสาวรีย์สำหรับบรรจุอัฐิธาตุของวงศ์สกุล มักสร้างเจดีย์ขนาดเขื่อง &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วัดชัยวัฒนาราม : ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป</strong></p>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>สยามอารยะ ปีที่ 2 ฉบับที่ 20 สิงหาคม  2537 : 75 – 79</p>
<p>บทนำ<br />
ในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น  พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์  มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา  มีพระราชนิยมในการสร้างศาสนสถาน ซึงได้แก่วัดวาอารามต่าง ๆ โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาหรือสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสาวรีย์สำหรับบรรจุอัฐิของวงศ์สกุล  และบางครั้งเป็นการสร้างเนื่องในเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ จนถือเป็นพระราชประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา  พระราชนิยมดังกล่าวได้แพร่หลายไปสู่ข้าราชบริพารและพสกนิกรทั่วไป  ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2516 : 15) ได้ทรงนิพนธ์ถึงเรื่องนี้ว่า “ในกรุงศรีอยุธยานั้นมีการสร้างวัดเป็นจำนวนมากทั้งวัดหลวงและวัดราษฎร์  จนเป็นคำกล่าวกันในสมัยรัตนโกสินทร์ว่า เมื่อครั้งบ้านเมืองดีเขาสร้างวัดเป็นลูกเล่น  ที่จริงนั้น คือใครตั้งวงศ์สกุลได้เป็นหลักฐาน ก็สร้างวัดเป็นอนุสาวรีย์สำหรับบรรจุอัฐิธาตุของวงศ์สกุล  มักสร้างเจดีย์ขนาดเขื่อง 2 องค์ไว้ข้างหน้าโบสถ์  เป็นที่บรรจุอัฐิธาตุหรือต่อบิดาองค์หนึ่ง  มารดาองค์หนึ่ง  ส่วนสมาชิกในสกุลนั้น  เมื่อใครตายลง เผาศพแล้วก็สร้าง สถูปเจดีย์ขนาดย่อมลงมาเป็นที่บรรจุอัฐิธาตุรายไปรอบโบสถ์เรียกกันว่าเจดีย์ราย  ครั้นถึงเวลานักขัตฤกษ์เช่นตรุษสงกรานต์พากันออกไปทำบุญให้ทานอุทิศเปตพลี  ที่วัดของสกุล  พวกชั้นเด็ก ๆ ได้โอกาสออกไปด้วย  ก็ไปวิ่งเล่นในลานวัด  เมื่อเวลานักขัตฤกษ์เช่นนี้  จึงเกิดคำที่กล่าวว่าสร้างวัดให้ลูกเล่น”</p>
<p><span id="more-191"></span></p>
<p>ความนิยมในการสร้างวัดดังกล่าว  สะท้อนให้เห็นถึงความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาทั้งขององค์พระมหากษัตริย์  และประชาชนในกรุงศรีอยุธยาทั่วไป  ซึ่ง มานิจ ชุมสาย (2523 : 6)  ได้รวบรวมความคิดเห็นของชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการ หรือทำมาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาจากเอกสารต่าง ๆ ไว้ในบทความประกอบการสัมมนาประวัติศาสตร์อยุธยา ณ วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2523  เกี่ยวกับเรื่องราวของวัด ความว่า  “ในเมืองมีวัดประมาณ 500 วัด (จากแยร์แวส)  วัดสวยงามมีเจดีย์สูงยอดแหลมประดับทอง  เวลาถูกแสงแดดเป็นประกายสะท้อนบาดนัยต์ตาไปจนระยะไกลจนถึง 2  และ 3 ไมล์ (จากแอมมิลตัน) วัดใหญ่ ๆ มีพระพุทธรูปจำนวนมาก  วัดหนึ่งมีรูปจัสตุรัส 4 อัน แต่ละอันมีพระพุทธรูป 100 องค์ แต่ละองค์ใหญ่เท่าตัวคน  บางองค์ทำด้วยทองคำ  บางองค์ทำด้วยทองแดงและทองเหลือง  บางองค์เป็นเงินและบางองค์ทำด้วยอิฐและปูน  วัดหนึ่งมีพุทธรูปกะว่าในกรุงมีทั้งสิ้น 4000 องค์ (จากกลานิอุส) ในจำนวนวัดที่มีมากมายและกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในเขตกำแพงเมืองและนอกเขตกำแพงเมืองนั้น  วัดที่มีขนาดใหญ่  และมีความสำคัญอย่างยิ่ง  ในสมัยอยุธยาตอนปลาย  ที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมืองของกรุงศรีอยุธยานั้นได้แก่  วัดชัยวัฒนาราม  หรือที่ชาวต่างชาตินิยมเรียกว่า Golden  Pagola</p>
<p><!--more--></p>
<p>ประวัติความเป็นมา<br />
วัดชัยวัฒนาราม  เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 24  แห่งกรุงศรีอยุธยา  (พ.ศ. 2172 – 2199) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ปราสาททอง  สร้างขึ้นตรงบริเวณที่เคยเป็นบ้านของพระพันปีหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2173<br />
การก่อสร้างวัดนั้นมีหลักปรากฎในพงศาวดารหลายฉบับ  ดังเช่นฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (2512 : 111 – 112) ได้กล่าวไว้ความว่า “ในศักราช 992 ปีมะเมียศก (พ.ศ. 2173) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นผ่านถวัลยราชพิภพกรุงเทพทวารดีศรีอยุธยา  มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศมหาสถาน  และที่บ้านพระพันปีหลวงนั้นพระเจ้าอยู่หัวให้สถาปนาสร้างพระมหาธาตุเจดีย์มีพระระเบียงรอบและมุมพระระเบียงนั้น<br />
กระทำเป็นทรงเมรุทิศเมรุรายอันรจนาและกอบด้วยพระอุโบสถและพระวิหารการเปรียญ  และสร้างกุฏิถวายพระสงฆ์เป็นอันมาก  เสร็จแล้วให้นามชื่อ วัดชัยวัฒนาราม เจ้าอธิการนั้นถวายเป็นนิรันดรมิได้ขาด”<br />
ในสมัยที่พระเจ้าปราสาททองทรงครองราชย์อยู่นั้น  ได้ทรงเสด็จมาที่วัดนี้เสมอ ๆ ดัง ปรากฎ หลักฐานตามพงศาวดาร ดังนี้<br />
เมื่อปีกุน จ.ศ. 997 (พ.ศ. 2178)  เสด็จพระราชทานเพลิงศพพระเจ้าลูกเธอฝ่ายใน ได้เนื้อในท้องเผาไม่ไหม้สงสัยต้องคุณ<br />
เมื่อปีชวด จ.ศ. 998 (พ.ศ. 2179)  เสด็จออกไปปฏิบัติพระสงฆ์ ณ วัดนี้  ในวันปัณรสีเพ็ญเดือนแปด (วัน 15 ค่ำ เดือนแปด)<br />
เมื่อปีมะแม จ.ศ. 1005  (พ.ศ. 2186) โหรทำนายว่าจะเกิดเพลิงไหม้ในพระราชวัง มีรับสั่งให้ ขนของในพระราชวังออกไปอยู่ ณ วัดนี้ (สังข์  พันธโนทัย. 2526 : 120)<br />
วัดชัยวัฒนาราม  เป็นวัดขนาดใหญ่  มีความสำคัญมาตลอดสมัยอยุธยาตอนปลาย  ปรากฎชื่อในพงศาวดารต่อมาอีกหลายครั้ง เช่น ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275 – 2301)  วัดนี้ใช้เป็น ที่พระราชทานเพลิงศพและฌาปณกิจศพข้าราชบริพารและพระบรมวงศานุวงศ์หลายครั้ง ดังนี้<br />
ณ ปีมะแม โทศก จ.ศ. 1112 (พ.ศ. 2293)  กรมหมื่นอินทรก็ถึงแก่พิราลัย ให้ตั้งถวายพระเพลิง ณ วัดชัยวัฒนาราม<br />
ครั้นปีระกา เบญจศก จ.ศ. 1112 (พ.ศ. 2293)  กรมหมื่นอินทรก็ถึงแก่พิราลัย  ให้ตั้งถวายพระเพลิง ณ วัดชัยวัฒนาราม<br />
ครั้นปีระกา เบญจศก จ.ศ. 1115 (พ.ศ. 2296)  เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ป่วยเป็นลมอัมพาต 4 เดือนเศษถึงอนิจกรรม  พระราชทานให้ใส่โกศใส่ชฏาเรียกว่า พระศพ ฌาปนกิจ ณ วัดชัยวัฒนาราม (พันจันทนุมาศ (เจิม). 2512 : 226 – 267)  นอกจากนั้นยังเป็นสุสานฝังศพของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ  กวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลายกับเจ้าฟ้าสังวาลซึ่งถูกพระราชอาญาสิ้นพระชนม์  ปรากฎความตามพงศาวดาร ดังนี้ “ณ เดือน 6 ปีกุน สัปตศก จ.ศ. 1117 (พ.ศ. 2298) &#8230;&#8230;ให้นาบพระนลาฏเจ้าฟ้าสังวาลนั้นให้เฆี่ยนยกหนึ่ง 30 ที อยู่ 3 วัน ก็ถึงแก่พิราลัย กรมพระราชวัง (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์) นั้นเฆี่ยนอีก 4 ยก เป็น 180 ก็ดับสูญสิ้นพระชนม์ จึงให้นำเอาศพไปฝัง ณ วัดชัยวัฒนารามทั้งสองพระองค์ (พันจันทนุมาศ (เจิม). 2512 : 268 – 271)<br />
วัดชัยวัฒนารามปรากฎชื่อในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ  พันจันทนุมาศ (เจิม) ครั้งสุดท้ายใน สมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (พ.ศ. 2301 – 2310) ก่อนเสียกรุง ในฐานะเป็นค่ายทหาร และคงเป็นค่ายทหารที่เข้มแข็งพอสมควร  เพราะกว่าพม่าจะตีค่ายแตก  ก็ต้องใช้เวลาถึง 9 คืน  ความปรากฎใน พงศาวดาร ดังนี้ (2512  : 293-295) “&#8230;.ฝ่ายข้างในกรุงเกณฑ์กันไปตั้งค่ายที่วัดชัยวัฒนาราม และ อีกตอนหนึ่งความว่า &#8230;.ฝ่ายพม่าก็ยกมารบค่ายวัดชัยวัฒนาราม 9 คืนก็แตก”<br />
ตั้งแต่นั้นมาวัดชัยวัฒนารามก็ถูกลืม  ปล่อยทิ้งไว้ให้จมอยู่ในป่ารกชัฏ  ไม่ปรากฎความสำคัญอีกต่อไป  จนกระทั่งในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรวัดนี้สองครั้ง คือเมื่อ พ.ศ. 2420  และเมื่อ พ.ศ. 2444<br />
ชื่อของวัดชัยวัฒนารามมีปรากฎอีกครั้งใน คำอธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยากับคำวินิจฉัยของพระยาโบราณราชธานินทร์  ในฐานะที่เป็นท่าเรือจ้าง  ดังความต่อไปนี้ (2514  : 39) “ด้านชื่อประจิมทิศ  เรือจ้างบ้านชัยข้ามออกไปวัดไชยราม (วัดชัยวัฒนาราม) หนึ่ง  เรือจ้างวังหลังออกไปวัดลอดฉอง (วัดลอดช่อง) หนึ่ง  เรือจ้างด่านข้ามออกไปกษัตราหนึ่ง เรือจ้างข้ามออกไปวัดธาระมาหนึ่ง ด้านชื่อประจิมทิศ มีเรือจ้าง 4 ตำบล”<br />
ในปัจจุบัน วัดชัยวัฒนารามมีสภาพเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  ฝั่งทิศตะวันตกของเกาะ เมืองพระนครศรีอยุธยา  ตำบลบ้านป้อม  อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และเป็นวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเช่นเดียวกับวัดสำคัญอื่น ๆ  โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75  วันที่ 8 มีนาคม 2478</p>
<p>ศิลปกรรม<br />
สิ่งก่อสร้างในวัดที่กล่าวไว้ในพงศาวดาร  ในเขตพุทธาวาสนั้น  ยังปรากฎให้เห็นอยู่บางส่วน  โดยเฉพาะพระมหาธาตุเจดีย์ซึ่งสร้างเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดปรางค์  หรือที่นิยมเรียกกันว่าพระปรางค์  ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่  สูงประมาณ 35.00 เมตร  ตั้งอยู่บนบานทักษิณสี่เหลี่ยมจตุรัส  มีบันไดทางขึ้นไปยังเรือนธาตุทุกด้าน  แต่มีทางเข้าคูหาปรางค์ทางด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว  ภายในคูหาปรางค์  แต่เดิมอาจจะประดิษฐานองค์พระพุทธรูป  แต่ปัจจุบันไม่ปรากฎมีอะไรเหลืออยู่  ที่มุมฐานทักษิณมีเจดีย์ทรงปราสาทยอดปรางค์ขนาดเล็กตั้งอยู่ทั้ง 4 มุม  ถัดออกไปเป็นระเบียงคตล้อมรอบ  มีเมรุทิศประจำทุกทิศ จำนวน 4 องค์  และเมรุรายหรือเมรุมุมจำนวน 4 องค์  ประจำอยู่ที่มุมระเบียงคตทุกด้าน  ภายในเมรุนั้นประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นทรงเครื่องใหญ่  ปางมารวิชัยเมรุละ  1 องค์ สวนเมรุรายหรือเมรุมุม  ภายในคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปแบบเดียวกัน  เมรุมุมละ 2 องค์  รวมเป็น 12 องค์  และไม่ปรากฎว่ามีองค์ใดอยู่ในสภาพสมบูรณ์  ผนังด้านนอกของเมรุทิศและเมรุราย  ประดับด้วยภาพปูนเป็นแบบนูนสูง  เรื่องพระพุทธประวัติ  แต่ได้หักหายไปจนเกือบจะหมดแล้ว  เหลือตัวอย่างที่พอเป็นแบบอย่างได้ คือ เมรุรายองค์ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ภาพนูนสูงที่ยังปรากฎเหลืออยู่  นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงฝีมือการปั้นปูนที่ประณีตงดงามของช่างแล้ว  ยังแสดงให้เห็นถึงความเด่นชัดของรูปแบบงานปูนปั้นในสมัยอยุธยาตอนปลายได้อีกด้วย  ภายในระเบียงคต  แต่เดิมมีหลังคาแต่หักพังหมดแล้ว  ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ตั้งเรียงกันเป็นแถวโดยรอบ  มีทั้งหมด 120 องค์  เป็นที่น่าสังเกตว่าพระพุทธรูปเหล่านี้ไม่ปรากฎว่า มีพระเศียรเหลืออยู่แม้แต่องค์เดียว<br />
ระหว่างปรางค์ประธานกับระเบียงคตเป็นลานกว้าง สามารถเดินได้รอบองค์ปรางค์  ทางด้านทิศตะวันออกหรือด้านหน้าของปรางค์ประธาน  ซึ่งหันหน้าลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยานั้น  นอกระเบียงคตเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถขนาดใหญ่  แต่ปัจจุบันเหลือแต่เพียงฐานสูง  บนฐานชุกชีมีพระพุทธรูปหินทรายเหลืออยู่ 2 องค์ ปรากฎว่าไม่มีพระเศียรเหลืออยู่เช่นกัน  ปัจจุบัน (พ.ศ. 2537) กรมศิลปากรได้ต่อเศียรขึ้นใหม่แล้ว) ตรงมุมด้านหน้าของพระอุโบสถ  เป็นที่ตั้งของเจดีย์ย่อมุมใหญ่ด้านละ 1 องค์ เจดีย์ดังกล่าวมีลักษณะ แบบเดียวกับเจดีย์ศรีสุริโยทัย  วัดสวนหลวงสบสวรรค์ ในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา  แต่ส่วนยอดระหว่างบัลลังก์กับปล้องไฉนนั้น  ตามหลักฐานภาพถ่ายเดิมไม่มีเสาหาน  ในการบูรณะโดยกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ. 2533  ได้มีการเพิ่มเสาหานลงไป  ไม่ทราบว่าเพื่อจุดประสงค์อะไร<br />
ทางทิศเหนือด้านนอกระเบียงคต  ปรากฎซากเจดีย์  และเหลือเจดีย์ทรงระฆัง 1 องค์  เชื่อกันว่า  เป็นเจดีย์บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศและเจ้าฟ้าสังวาล  ถัดออกไปนอกกำแพงแก้วชั้นใน  มีเจดีย์ ทรงปราสาทยอดปรางด์ขนาดเล็ก 1 องค์ มีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า มีบันไดทางขึ้น ปรางค์องค์นี้ยัง เหลือลวดลายปูนปั้นประดับตกแต่งอยู่บ้างเล็กน้อย  ด้านหลังทางตะวันตก  เป็นเขตสังฆาวาส  ไม่ปรากฎสิ่งก่อสร้างเหลืออยู่  รอบบริเวณวัดมีซากฐานกำแพงแก้วล้อมรอบ</p>
<p>ความสำคัญ<br />
อาจกล่าวได้ว่า  วัดชัยวัฒนารามเป็นโบราณสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็นพระอารามหลวงที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์ทรงอำนาจและสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ จึงเป็นวัดที่มีความสำคัญต่อเนื่องมาจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสำคัญดังกล่าวสามารถสรุปได้ดังนี้<br />
เป็นวัดที่สร้างขึ้นบริเวณบ้านเดิมของพระพันปีหลวง  ซึ่งเป็นพระราชมารดาของพระองค์ผู้สร้าง  การสร้างวัดในบริเวณบ้านเดิมนี้  เป็นประเพณีที่กระทำสืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น จนถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง  ทรงสร้างวัดพุทไธสวรรย์ ที่ตำหนักเวียงเหล็ก  บริเวณที่ประทับเดิมของพระองค์ หรือพระเพทราชา  ทรงสร้างวัดบรมพุทธารามที่ย่านป่าตอง  (อยู่ในวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา)  อันเป็นพระนิเวศน์เดิมของพระองค์<br />
วัดชัยวัฒนารามนี้เป็นพระอารามหลวง  เป็นวัดประจำรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง  หรืออาจถือเป็นวัดประจำราชวงศ์ปราสาททองก็เป็นได้ เพราะปรากฎว่าในราชวงศ์นี้ไม่ได้สร้างวัดขนาดใหญ่ในกรุงศรีอยุธยาอีกเลย<br />
วัดชัยวัฒนารามนับเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม  โดยหันหน้าวัดไปทางทิศตะวันออก  ในขณะเดียวกันก็หันหน้าลงสู่แม่น้ำด้วยลักษณะเช่นนี้สามารถประสานคติความเชื่อเรื่องแม่น้ำของชาวพุทธในกรุงศรีอยุธยาได้อย่างดี  เกี่ยวกับคติความเชื่อเรื่องแม่น้ำนั้น เชื่อกันว่า  ขณะที่พระพุทธองค์ตรัสรู้พระสัมโพธิญาญ  ทรงหันพระพักตร์ไปทางแม่น้ำ  ฉะนั้น เวลาสร้างวัด สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร หรือพระพุทธรูป  จะหันหน้าไปทางแม่น้ำ  ตัวอย่างเช่น พระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ริมคลองสระบัว  หันหน้าลงสู่แม่น้ำลพบุรี  แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อในเรื่องแม่น้ำ  ส่วนคติความเชื่อเรื่องทิศนั้น เชื่อกันว่า  เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้นั้น ทรงหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก  การสร้างวัด  สร้างพระอุโบสถ  พระวิหารหรือพระพุทธรูป  จึงนิยมสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  คติความเชื่อเรื่องทิศนี้ยังเป็นที่นิยมกันจนถึงปัจจุบัน<br />
สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ตลอดจนพระพุทธรูปและลวดลายปูนปั้น  ประดับตกแต่งต่าง ๆ ในวัดชัยวัฒนารามนี้  มีคุณค่าทางด้านความหมาย  มีความเด่นชัดทางด้านศิลปวัฒนธรรม  การสร้างปรางค์ขนาดใหญ่เป็นประธานของวัดนั้น ถือเป็นการหันกลับมานิยมคติความเชื่อเดิมที่ได้รับอิทธิพลของขอมอีก  ซึ่งความนิยมในการสร้างปรางค์ขนาดใหญ่เป็นประธานของวัดนั้น  นิยมสร้างกันในสมัยอยุธยาตอนต้น  ตัวอย่างเช่นการสร้างปรางค์วัดราชบูรณะ โดยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เป็นต้น<br />
อย่างไรก็ตาม  การสร้างปรางค์ประธานของวัดชัยวัฒนารามนี้  มีลักษณะที่แตกต่างจากเดิมเล็กน้อย  ในเรื่องการวางผัง  เพราะได้มีการนำเอาคติการสร้างเขาพระเมรุ  อันเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาลแบบที่ขอมสร้างปราสาทในเมืองพระนครหลวงมาผสมผสาน  ทั้งนี้ก็เนื่องจากในรัชกาลนี้  อาณาจักรอยุธยาได้แผ่อำนาจทางการเมืองเข้าไปยังเมืองพระนครหลวงของขอม จึงเอาแบบอย่างศิลปกรรมของขอมโบราณมาสร้างไว้ที่ปราสาทนครหลวง    หรือวัดนครหลวงริมแม่น้ำป่าสัก  บนเส้นทางเสด็จทางชลมาคไปนมัสการพระพุทธบาท (ศรีศักร  วัลลิโพดม. 2533 : 25)<br />
การถ่ายแบบของศิลปขอมโบราณนั้น มิได้หมายความว่า คัดลอกเอามาทั้งหมด  แต่ได้มีการผสมผสานศิลปกับสถาปัตยกรรมอยุธยาจนเกิดรูปแบบที่เหมาะสม  มีความสง่างามทั้งในเรื่องส่วนสัด  และองค์ประกอบ ตลอดจนลวดลายตกแต่ง  แสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระเจ้าประสาททองนั้นทรงมีความรู้ความเข้าใจในศิลปะ  มีความละเอียดอ่อนในเรื่องของศิลปะ  และมีสุนทรียะอยู่ไม่น้อยทีเดียว  เพราะทรงให้ความสนใจในเรื่องของความงาม  มีความพิถีพิถันในเรื่องฉลองพระองค์เป็นพิเศษ  ดังข้อความในพงศาวดาร ฉบับ วัน วลิต พ.ศ. 2182  (2523 :136)  ความว่า “ทรงฉลองพระองค์สวยงามสีฉูดฉาด”</p>
<p>บทสรุป<br />
หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อปี พ.ศ. 2310  โบราณสถานและวัดวาอารามถูกปล่อยปละละเลย ทิ้ง ไว้ให้รกร้างว่างเปล่า วัดชัยวัฒนารามนั้นจมอยู่ในป่ารกชัฏ  เป็นที่หลบซ่อนของพวกเหล่ามิจฉาชีพ  และถูกรื้อทำลายเพื่อขุดค้นหาของมีค่า  มีการรื้อกำแพงเมืองเพื่อนำอิฐไปขาย  ไม่มีใครสนใจหรือเห็นคุณค่า  ไม่ว่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ  และโบราณคดีอีกต่อไป<br />
ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2499  เป็นต้นมา  ทางราชการได้หันมาสนในบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  มีการขุดแต่งโบราณสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระศรีสรรเพชญ์  เป็นต้น  แต่วัดชัยวัฒนารามก็ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร  เนื่องจากเป็นวัดที่อยู่นอกเกาะเมือง  นอกเขต  อุทยานประวัติศาสตร์  การบูรณะก็กระทำเฉพาะเท่าที่จำเป็น  ทั้งยังขาดการดูแลเอาใจใส่  โบราณวัตถุสถานจึงถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก<br />
ในปัจจุบัน  วัดชัยวัฒนารามเป็นวัดหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ วัด  ที่สมเด็จพระนางเจ้า     สิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ  ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรถึง 4 ครั้ง  ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน คือครั้งที่หนึ่ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2534  ครั้งที่สอง  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2534 ครั้งที่สามนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปเมื่อวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2534  และครั้งสุดท้ายเมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม 2534  โดยตามเสด็จพระราชดำเนินไปพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  แสดงให้เห็นถึงความสนพระทัยที่มีต่อวัดชัยวัฒนาราม  และความสนพระทัยดังกล่าวได้รวมไปถึงโบราณสถานต่าง ๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย<br />
การที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ทรงให้ความสนพระทัยโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพิเศษนั้น นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะได้เห็นการบูรณะปฏิสังขรณ์และการอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานที่จะได้กระทำกันอย่างจริงจัง  เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน  เปรียบเสมือนแสงเทียนที่กำลังจะดับมอดลง  ได้ถูกจุดขึ้นให้เกิดประกายสุกใสโชติช่วงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  ภาพของวัดชัยวัฒนารามที่ปรากฎให้เห็นในปัจจุบัน  เป็นภาพของโบราณสถานที่สง่างาม  มีพลังของการสร้างสรรค์ความงามทางศิลปะ  และพลังของความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์  มีสัดส่วนและลวดลายปูนปั้นประดับอ่อนช้อยงดงามกลมกลืนกันอย่างเหมาะสม  ในยามที่พระอาทิตย์ใกล้อัศดง  ความงามจากแสงสีทองที่ลูบไล้  พื้นผิวอันมีเสน่ห์ของอิฐและปูน  ยอดปรางค์ที่สูงตระหง่านลดหลั่นกันลงมา  สร้างความประทับใจไหลหลงจับจิตจับใจเป็นอย่างยิ่ง  ไกลออกไปเป็นบ้านช่องที่อยู่อาศัยของผู้คนในระแวกนั้น  สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ช่วยเสริมสร้างความมีชีวิตจิตใจให้แก่โบราณสถานแห่งนี้อย่างแท้จริงสมแล้วที่สถานที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนครประวัติศาสตร์  มรดกโลกทางวัฒนธรรม  ที่ควรแก่การภาคภูมิใจของประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง<br />
อิบปูนป่นสูญหาย เคยละลาย ลงโลมดิน<br />
ไร้คนมายลยิน แทบสูญสิ้น เหลือเพียงนาม<br />
พระบารมีทรงแจ่มชัด ชุบ “วัดชัยวัฒนาราม”<br />
ห้มลังเมลืองตาม อดีตทองผ่องอำไพ<br />
ปลื้มเอย เคยปลื้มปรางค์ อารามร้างพิเลิศพิไล<br />
จะฟูฟื้นคืนมาใหม่ สู่ผองไทย..ตราบนิรันดร์.</p>
<p>บรรณานุกรม</p>
<p>กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ. “มูลเหตุแห่งการสร้างวัดในประเทศไทย”  ศิลปะไทย รวม<br />
บทความทางศิลป. กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2516.<br />
กองบัญชาการทหารสูงสุด. พระราชพิธีสมโภชพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.<br />
กรุงเทพฯ  : อมรินทร์พรินติ้งกรุ๊ฟ, 2534.<br />
เฉลิม  สุขเกษม. “กรุงศรีอยุธยา” อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยากับคำวินิจฉับของพระยาโบราณ<br />
ราชธานินทร์ เรื่องศิลปและภูมิสถานอยุธยาและจังหวัดพิจิตร.กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์<br />
สามมิตร, 2514.<br />
โบราณราชธานินทร์, พระยา.  อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยากับคำวินิจฉัยของพระยาโบราณ<br />
ราชธานินทร์ เรื่องศิลปและภูมิสถานอยุธยาและจังหวัดพิจิตร. กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์<br />
สามมิตร, 2514.<br />
ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ 39 (ภาคที่ 64) พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ พันจันทนุมาศ (เจิม).<br />
กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2512.<br />
มานิจ  ชุมสาย. บทความประกอบการสัมมนาประวัติศาสตร์อยุธยา. อยุธยา : วค.พระนครศรีอยุธยา,<br />
2511.<br />
วัน  วลิต. พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2182.  กรุงเทพฯ  : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ<br />
ประสานมิตร, 2523.<br />
ศิลปากร, กรม, พระราชวังและโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์<br />
สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2511.<br />
ศรีศักร  วัลลิโภดม. “พระนครศรีอยุธยาในฐานะราชธานี” ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา.<br />
กรุงเทพฯ  : อัลลายด์พรินต์เตอร์ส, 2533.<br />
สังข์  พันธโนทัย. พระเจ้าปราสาททอง. กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2526.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดไชยชุมพล  เหยื่อรายต่อไปของกรมการศาสนา  และความล่าช้าของกรมศิลปากร</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/wat-chaichumpol/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/wat-chaichumpol/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jul 2008 08:16:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=190</guid>
		<description><![CDATA[วัดไชยชุมพล เหยื่อรายต่อไปของกรมการศาสนา และความล่าช้าของกรมศิลปากร รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน ปีที่ 43 ฉบับที่ 14361 วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคาม 2534 เมื่อปลายปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2534 ได้ตีพิมพ์บทความในคอลัมน์ข้างวัด ซึ่งเขียนโดยประสก เรื่อง “กรมศิลปากรกับคณะสงฆ์จะร่วมมือกันจริงแค่ไหน” โดยในบทความกล่าวถึงอธิบดีกรมการศาสนาออกมาให้ข่าวว่า จะมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์บางมาตราเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย โดยจะมีการให้ความสำคัญแก่งานอนุรักษ์ในการพิจารณายกย่องพระสงฆ์ ซึ่งได้แก่การตั้งหรือเลื่อนสมณศักดิ์ แทนที่จะพิจารณาแต่ผลงานก่อสร้างด้านเดียวอย่างที่เป็นมาแต่ก่อน ในบทความดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า งานอนุรักษ์นั้นมีความละเอียดลึกซึ้ง และเห็นว่าคงจะไม่เป็นการเพียงพอที่จะปลูกฝังงานอนุรักษ์ด้วยการคิดถึงแต่การออกคำสั่ง หรือทำเป็นนโยบายออกมาอย่างที่คณะสงฆ์กำลังกระทำอยู่ แต่งานอนุรักษ์มีความลึกซึ้งเกินกว่าที่จะฝากไว้กับมาตรการในการยกย่องเชิดชูพระสงฆ์ เพราะถ้าคิดกันเพียงแค่นั้น งานอนุรักษ์ของสงฆ์ก็จะฉาบฉวยไร้วิญญาณโดยสิ้นเชิง การเริ่มต้นในเรื่องนี้ กรมการศาสนากับกรมศิลปากรน่าจะนัดพบกันอย่างจริงจัง หรือถ้าจะให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/wat-chaichumpol/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #003366;">วัดไชยชุมพล  เหยื่อรายต่อไปของกรมการศาสนา  และความล่าช้าของกรมศิลปากร</span></h4>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>เผยแพร่ใน  สยามรัฐรายวัน ปีที่ 43 ฉบับที่ 14361 วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคาม  2534</p>
<p>เมื่อปลายปีที่แล้ว  หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน  ฉบับวันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2534  ได้ตีพิมพ์บทความในคอลัมน์ข้างวัด  ซึ่งเขียนโดยประสก เรื่อง  “กรมศิลปากรกับคณะสงฆ์จะร่วมมือกันจริงแค่ไหน”  โดยในบทความกล่าวถึงอธิบดีกรมการศาสนาออกมาให้ข่าวว่า  จะมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์บางมาตราเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย  โดยจะมีการให้ความสำคัญแก่งานอนุรักษ์ในการพิจารณายกย่องพระสงฆ์  ซึ่งได้แก่การตั้งหรือเลื่อนสมณศักดิ์  แทนที่จะพิจารณาแต่ผลงานก่อสร้างด้านเดียวอย่างที่เป็นมาแต่ก่อน  ในบทความดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า  งานอนุรักษ์นั้นมีความละเอียดลึกซึ้ง  และเห็นว่าคงจะไม่เป็นการเพียงพอที่จะปลูกฝังงานอนุรักษ์ด้วยการคิดถึงแต่การออกคำสั่ง  หรือทำเป็นนโยบายออกมาอย่างที่คณะสงฆ์กำลังกระทำอยู่  แต่งานอนุรักษ์มีความลึกซึ้งเกินกว่าที่จะฝากไว้กับมาตรการในการยกย่องเชิดชูพระสงฆ์  เพราะถ้าคิดกันเพียงแค่นั้น  งานอนุรักษ์ของสงฆ์ก็จะฉาบฉวยไร้วิญญาณโดยสิ้นเชิง<br />
การเริ่มต้นในเรื่องนี้  กรมการศาสนากับกรมศิลปากรน่าจะนัดพบกันอย่างจริงจัง  หรือถ้าจะให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ก็น่าจะเป็นการประสานกันระหว่างคณะสงฆ์  ซึ่งได้แก่มหาเถรสมาคม  กรมการศาสนาและกรมศิลปากรประสานกันเพื่อจะได้วางแผนร่วมกัน  ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่  ต่างคนต่างไป  งานอนุรักษ์ก็จะมีเจ้าของรับผิดชอบร่วมกันหลายฝ่าย  ฉะนั้นการขยับตัวของคณะสงฆ์ในเรื่องนี้  น่าจะเป็นโอกาสอันดีของกรมศิลปากรในอันที่จะทำอะไร  สักอย่าง  เพื่อช่วยให้ความคิดอันทันสมัยของวงการสงฆ์ครั้งนี้  เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้</p>
<p><span id="more-190"></span><br />
จากการที่ได้สรุปบทความข้างต้นมาให้ทบทวนกันอีกครั้ง  เพราะรู้สึกมีความยินดีเช่นเดียวกับคุณประสก  ที่อยากจะเห็นสองหน่วยงาน คือ กรมการศาสนาและกรมศิลปากรได้นำเอาความคิดในอันที่จะร่วมมือกันอนุรักษ์ทั้งโบราณสถานและวัดวาอาราม  ไปสู่การปฏิบัติจริง  ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  มีประโยชน์สูงสุดแก่ชาติบ้านเมือง แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับความร่วมมือกันสักที มีแต่ข่าวความขัดแย้งระหว่างสองหน่วยงานอยู่เสมอ ๆ ตัว อย่างเช่น  กรณีวัดมอญ  เป็นต้น<br />
วัดมอญ (น่าจะเป็นวัดสิงห์นารายณ์)  เป็นวัดร้าง  ตั้งอยู่ในเขตอโยธยาเหนือ  และอยู่ระหว่างวัดกุฏีดาวกับวัดมเหยงคณ์  อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งทางกรมศาสนาเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ในที่ดินและได้ให้เอกชนเช่าเพื่อทำประโยชน์  แต่ปรากฏว่าในบริเวณดังกล่าวมีโบราณสถาน คือ วัดมอญ ตั้งอยู่  และยังมีซากเจดีย์และเนิน  โบราณสถานที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นพระอุโบสถของวัด  เพราะได้พบใบเสมาหลายใบ<br />
ในกรณีนี้ ทางกรมศิลปากร   ตลอดจนองค์กรเอกชนที่สนใจในเรื่องอนุรักษ์เห็นว่า วัดมอญ เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่  มีคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี  ควรจะได้มีการขุดแต่งเพื่อศึกษาละอนุรักษ์เอาไว้  ซึ่งในขณะเดียวกันเอกชนผู้เช่าที่ดินของกรมศาสนาถือว่าได้เช่าที่ดินแล้ว  ได้มีการไถถมที่ที่ได้รับสิทธิ์ในการเช่า  การไถ กลบดังกล่าวจึงเป็นโอกาสไถกลบวัดมอญไปด้วย  ซึ่งปรากฎเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เมื่อเร็ว ๆ นี้  สร้างความสะเทือนใจให้แก่นักอนุรักษ์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป<br />
สิ่งสำคัญที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในขณะนี้ก็คือ  วัดไชยชุมพล  โบราณสถานที่ตั้งอยู่ในป่าละเมาะทางด้านทิศเหนือของวัดมอญ ซึ่งเกรงกันว่าจะถูกไถกลบทิ้งในไม่ช้านี้  เพราะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน<br />
จากการที่ได้เข้าไปสำรวจโบราณสถานวัดไชยชุมพล    ปรากฎว่าเป็นวัดเก่าแก่    พบฐานเจดีย์ขนาดใหญ่ 1 ฐาน    เนินโบราณสถาน 2  เนิน  เข้าใจว่าเป็นพระอุโบสถและพระวิหาร  รอบ ๆ บริเวณเนิน  พบเศษกระเบื้องเชิงชาย  ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหลายชิ้น  จากหลักฐานที่ปรากฎพอจะสันนิษฐานเป็นเบื้องต้นไว้ก่อนว่า  วัดไชยชุมพลคงมีอายุอยู่ในราวสมัยอยุธยาตอนต้นต่อเนื่องกับสมัยอโยธยา  ซึ่งเป็นทราบกันดีอยู่แล้วว่า เนื้อที่บริเวณนั้นทั้งหมด  เป็นเขตเมืองอโยธยา  เมืองโบราณที่ปรากฎมีมาก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี    ที่ตำบลหนองโสน เมื่อปี พ.ศ. 1893<br />
จากตัวอย่างกรณีวัดมอญนี้ จะเห็นว่าเกิดขึ้นจากการทำงานที่ขาดการประสานงาน  และความร่วมมือกันระหว่างสองหน่วยงานคือ กรมการศาสนาและกรมศิลปากร ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานทั้งสองอยู่ในกระทรวงเดียวกัน  ซึ่งถ้าหากยังทำงานกันอยู่ในลักษณะนี้  ไม่ช้าไม่นาน  โบราณสถานอันเป็นสมบัติของชาติก็คงจะค่อย ๆ ถูกทำลายไปจนหมด  นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา  ที่เพิ่งได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกในปีนี้  ก็คงจะต้องถูกยกเลิกไป  เพราะไม่สามารถรักษาสภาพความเป็นนครประวัติศาสตร์เอาไว้ได้  และเมื่อถึงเวลานั้น พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน<br />
ตอนนี้ก็อยากจะป่าวประกาศให้ทราบทั่วกันว่า  โบราณสถานของชาติ  โดยเฉพาะวัดร้างต่าง ๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งมีอยู่กระจัดกระจายทั่วไป  ไม่ว่าจะเป็นที่ทุ่งขวัญ  ทุ่งแก้ว  ทุ่งประเชด  หรือที่สำเภาล่ม ฯลฯ  กำลังถูกแอบไถกลบทิ้ง  เพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดิน  เพราะกรมการศาสนาที่มุ่งแต่จะหาประโยชน์จากที่ดินโดยไม่คำนึงถึงโบราณสถานที่อยู่บนที่ดินเหล่านั้น ในขณะเดียวกัน  กรมศิลปากรซึ่งมีหน้าที่ดูแลโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในที่ดินของกรมการศาสนา  ก็ต้องคอยเฝ้าดู  เผลอเมื่อไรก็ถูกไถกลบทิ้ง ทำงานแบบแมวไล่หนู  อยู่อย่างนี้ไม่ช้าโบราณสถานก็หมด  ตอนนี้ไม่ว่าเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรหรือนักอนุรักษ์ได้ยินเสียงรถไถก็สะดุ้งผวาไปตาม ๆ กัน เพราะกลัวโบราณสถานจะถูกไถทิ้ง<br />
ก็อยากจะขอร้องให้กรมการศาสนาได้หันมาสนใจโบราณสถานหรือวัดวาอารมกันบ้าง  ร่วมไม้ร่วมมือกันดูแลรักษาสมบัติของชาติ  มรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลกได้ดำรงอยู่ต่อไป  ส่วนกรมศิลปากรเองก็น่าจะใจกว้าง ไม่หลงตัวเองว่ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการอนุรักษ์แต่เพียงผู้เดียว  ได้หาทางประสานร่วมมือกัน  ทั้งกรมการศาสนา  หน่วยงานในท้องถิ่น  โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีโบราณสถานตั้งอยู่  ตลอดจนประชาชนที่อาศัย อยู่ใกล้โบราณสถาน  จะได้ช่วยกันดูแลให้มรดกอันมีคุณค่าเหล่านี้ให้ลูกหลานได้มีโอกาสชื่นชม  ในความเจริญรุ่งเรืองของชาติในอดีต  ทำอย่างนี้จะไม่ดีกว่าหรือ<br />
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/wat-chaichumpol/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/wat-chaichumpol/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดพระศรีสรรเพชญ์ : สุสานกษัตริย์อยุธยา</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jul 2008 07:25:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=189</guid>
		<description><![CDATA[วัดพระศรีสรรเพชญ์ : สุสานกษัตริย์อยุธยา รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ บทนำ พระมหากษัตริย์ในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ทรงมีพระราชนิยมในการสร้าง ศาสนสถาน ซึ่งได้แก่ วัดวาอารามต่าง ๆ เสมอมา วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างนั้น เรียกว่า พระอารามหลวง จึงปรากฏพระอารามหลวงมากมายหลายแห่ง ทั้งในและนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา อาทิเช่น วัดพุทไธสวรรย์ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระราม เป็นต้น พระอารามหลวงเหล่านี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี ซากปรับหักพังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นประจักษ์พยาน แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองในอดีตได้เป็นอย่างดี พระอารามหลวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ตลอดสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้แก่ “ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ” วัดพระศรีสรรเพชญ์ ตั้องอยู่ที่ ต. ประตูชัย อ. พระนครศรีอยุธยา &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #333300;"><strong>วัดพระศรีสรรเพชญ์ : สุสานกษัตริย์อยุธยา</strong></span></h3>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>บทนำ<br />
พระมหากษัตริย์ในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี   ทรงมีพระราชนิยมในการสร้าง  ศาสนสถาน ซึ่งได้แก่  วัดวาอารามต่าง ๆ เสมอมา วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างนั้น   เรียกว่า    พระอารามหลวง จึงปรากฏพระอารามหลวงมากมายหลายแห่ง ทั้งในและนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา อาทิเช่น วัดพุทไธสวรรย์ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระราม เป็นต้น พระอารามหลวงเหล่านี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี ซากปรับหักพังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นประจักษ์พยาน แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองในอดีตได้เป็นอย่างดี พระอารามหลวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ตลอดสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้แก่ “ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ”<br />
วัดพระศรีสรรเพชญ์ ตั้องอยู่ที่ ต. ประตูชัย อ. พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิมเคยเป็นพระบรมมหาราชวังของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นใหม่ ทางด้านทิศเหนือของพระราชวังองค์เดิมติดกับแม่น้ำลพบุรี และถวายพระบรมมหาราชวังองค์เดิมให้เป็นวัด ซึ่งได้แก่วัดพระศรีสรรเพชญ์ ความสำคัญในอดีตนั้น เทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในกรุงเทพมหานคร คือเป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีถือน้ำระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น วัดนี้ปรากฏพระมหาธาตุเจดีย์องค์ใหญ่สามองค์เรียงกันจนถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน</p>
<p><span id="more-189"></span></p>
<p>ประวัติความเป็นมา</p>
<p>ประวัติความเป็นมาของวัดพระศรีสรรเพชญ์นั้น อาจแบ่งออกได้เป็นสองช่วง คือ ช่วงแรกในฐานะเป็นพระบรมมหาราชวังและช่วงหลังในฐานะเป็นพระอารามหลวง<br />
1.  ในฐานะเป็นพระบรมมหาราชวัง<br />
ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทอง ( 1893 – 1912 ) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 1893 และทรงโปรดให้สร้างพระที่นั่งขึ้น 3 องค์ คือ พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท พระที่นั่งไพยนต์มหาปราสาท และพระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาท ณ ตำบลหนองโลม<br />
ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระราเมศวร ( พ.ศ. 1912 – 1913  และ 1931 – 1938 ) ปรากฏชื่อพระที่นั่งมังคลาภิเษกเพิ่มขึ้นอีก 1 องค์ และในรัชกาลพระบรมราชาธิราชที่ 2 ( พ.ศ. 1967 – 1991 ) ปรากฏพระที่นั่งตรีมุขอีก 1 องค์ แต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏตำแหน่งของพระที่นั่งดังกล่าวมานั้นเลย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพระที่นั่งเหล่านั้นสร้างด้วยเครื่องไม้ ซึ่งอาจถูกไฟไหม้หรือพังทลายสูญหายไปหมดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์ปรากฏพระที่นั่งจอมทอง 1 องค์ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระวิหารหลวง แต่ไม่พบหลักฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเป็นพระที่นั่งองค์ใดองค์หนึ่งตามที่กล่าวนานมาแต่ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นพระที่นั่งจอมทองในสมัยหลัง<br />
2.  ในฐานะพระอารามหลวง<br />
ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ( 1991 – 2031 ) ได้ถวายพระบรมมหาราชวังเป็นวัด ต่อจากนั้นมาไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการสร้างสิ่งก่อสร้างใด ๆ ขึ้นอีก   จนกระทั่งถึง       รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ( 2034 – 2072 ) ทรงโปรดให้สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น 2 องค์ องค์แรกสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราชบิดา (องค์ด้านทิศตะวันออก) องค์ที่สอง สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 ( 2031 – 2034 ) พระเชษฐาธิราช ส่วนองค์ที่สาม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4           (2072 – 2076) เพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 อันเป็นพระราชบิดาของพระองค์<br />
เมื่อปี พ.ศ. 2042 ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้โปรดให้สร้างพระวิหารหลวงขึ้นองค์หนึ่งทางด้านทิศตะวันออกของพระเจดีย์ และต่อมาในปี พ.ศ. 2043 ได้โปรดให้สร้างพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ ประดิษฐานพระวิหารหลวง พระราชทานนามว่า “ พระศรีสรรเพชญ์”<br />
พระวิหารหลวงนี้” นอกจากเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์แล้ว ข้างหลังพระศรีสรรเพชญ์ มีฐานชุกชีใหญ่อันหนึ่งว่าเป็นที่เก็บพระพุทธรูปสำคัญ ๆ ของหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา แม้พระพุทธองค์ก็ได้เคยประดิษฐานอยู่ในวิหารนี้” ( หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ . 2511 : 28 )<br />
ส่วนที่ท้ายจระนำของพระวิหารหลวงยังใช้เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์อีกหลายพระองค์   เช่น   พระบรมอัฐิของสมเด็จพระเพทราชา   ดังความปรากฏในพงศาวดาร    กรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ ( 2512 . 235 ) ความว่า “ ณ เดือน 5 ปีมะแม ตรีศก ศักราช 1063 (พ.ศ. 2244 ) จึงให้เชิญพระบรมศพขึ้นบนพระมหาพิชัยราชรถ แห่แหนเป็นกระบวนไปเข้าพระเมรุมาศ มีการมหรสพและพระสงฆ์ 10,000 สดับปกรณ์ครบ 3 วัน ตามอย่างทุกครั้ง แล้วถวายพระเพลิง เชิญพระอัฐิใส่พระโกศน้อยแห่เป็นกระบวนเข้าบรรจุไว้จระนำพระวิหาใหญ่วัดพระศรีสรรเพชญ์”</p>
<p>การบูรณะปฏิสังขรณ์<br />
การบูรณ์ปฏิสังขรณ์วัดพระศรีสรรเพชญ์นั้น คงจะได้กระทำต่อเนื่องกันมาตลอดสมัยอยุธยา ซึ่งปรากฏฐานในพงศาวดาร 2 ครั้ง ครั้งแรกในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ( 2172 – 2199 ) ปรากฏหลักฐานของพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ( 2512 : 235 ) ความว่า “ในปีที่สร้างพระนครหลวงนั้น ( พ.ศ. 2174 ) ก็สถาปนาพระศรีสรรเพชญ์เสร็จแล้วทำการฉลอง มีมหรสพเป็นอเนกประการ” และครั้งที่สองในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ( 2275 – 2301 ) โดยโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมขุนเสนาพิทักษ์ ( เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ) ปฏิสังขรณ์ในปี พ.ศ. 2284 ปรากฏในพงศาวดารฉบับเดียวกัน ( 2512 : 259 ) ความว่า “ ครั้งพร้อมกันเห็นสมควรพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดให้เจ้าฟ้ากรมขนเสนาพิทักษ์ ดำรงฐานะอุปราชโดยประเพณีแล้ว ทรงพระกรุณาสั่งกรมพระราชวังให้ปฏิสังขรณ์วัดพระศรีสรรเพชญ์ขึ้นใหม่”<br />
ในปี พ.ศ.  2475 ราชบัณฑิตสภา ( ต่อมาเปลี่ยนเป็นกรมศิลปากร ) ได้ทำการขุดสถูปองค์ทิศตะวันออกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2475 โดยขุดหลังจากที่สถูปองค์นี้ถูกลักขุดแล้ว แต่ไม่พบพระโกศบรรจุอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หากได้พบสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกับศิลปวัตถุอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก (หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ . 2511 : 28)<br />
ในปี พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดศรีสรรเพชญ์ เป็นโบราณสถานของชาติโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478 ประกอบด้วยเจดีย์ 38 องค์ วิหาร 1 หลัง โบสถ์ 1 หลัง หอระฆัง 1 หอ มณฑป 3 หลัง<br />
ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ได้ดำเนินการขุดสมบัติกรุในเจดีย์ พบพระพุทธรูปและเครื่องทองมากมาย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2499 ทางราชการจึงได้บูรณะพระเจดีย์สามองค์ขึ้นใหม่ ( กรมศิลปากร . 2533 : 14 )</p>
<p>ศิลปกรรม<br />
วัดพระศรีสรรเพชญ์นั้น ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก การวางผังเป็นแบบซ้ายขวาเท่ากัน มีพระมหาธาตุเจดีย์สามองค์เป็นประธานของวัด โดยมีระเบียงคตล้อมรอบ ด้านหน้าพระมหาธาตุเจดีย์มีพระวิหารหลวงขนาดใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์ ด้านซ้ายพระวิหารหลวงเป็นพระวิหารที่ประดิษฐานพระโลกนาถ ส่วนวิหารด้านขวาของพระวิหารหลวงเป็นวิหารที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปปรางปาลิไลยก์ ส่วนพระอุโบสถตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวนออกเฉียงใต้ของพระวิหารหลวง ตรงหน้าพระวิหารหลวงมีหอระฆัง 1 หอ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ตั้งพระที่นั่งจอมทอง บริเวณรอบ ๆ ติดกับกำแพงแก้ว มีเจดีย์รายสลับกับพระวิหารรายขนาดเล็กโดยรอบอาคารต่าง ๆ ที่กล่าวมาปัจจุบันมีสภาพปรักหักพังเป็นส่วนใหญ่</p>
<p>ศิลปกรรมที่สำคัญ<br />
1.  พระมหาธาตุเจดีย์<br />
ได้แก่พระเจดีย์สามองค์    ซึ่งเป็นประธานของวัดทำเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เชื่อกันว่า ฐานไพทีนี้คงเป็นฐานพระที่นั่งต่าง ๆ เมื่อคราวสถาปนากรุงศรีอยุธยา ลักษณะของเจดีย์ประกอบด้วยฐานเชียงกลมซ้อนกันสามชั้น เหนือขึ้นไปเป็นฐานปัทม์ 1 ชั้น รองรับมาลัยเถาเหนือชั้นมาลัยเถาเป็นฐานปัทม์อีกชั้นหนึ่ง ถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆังทรงลังกาที่นิยมสร้างกันในสมัยสุโขทัย เหนือองค์ระฆังเป็นบนลังก์รูปสี่เหลี่ยมจตุรัสทำเป็นฐานปัทม์ ระหว่างปล้องไฉนซึ่งเป็นส่วนยอดกับบัลลังก์มีเสาหานรองรับแกนก้านฉัตร   ข้างองค์พระเจดีย์ทำเป็นซุ้มทิศทั้งสี่ทิศ   มีบันไดทางขึ้นเหนือซุ้มประดับด้วยเจดีย์ทรงกลม   ซึ่งคงได้รับอิทธิพลของศิลปะสมัยศรีวิชัย ระหว่างองค์พระเจดีย์มีพระมณฑปองค์ด้านทิศตะวันออกประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ตัวอาคารยังปรากฏส่วนของผนังอยู่บ้างส่วนอีกสององค์เหลือแต่ส่วนฐาน<br />
พระสถูปองค์ด้านทิศตะวันออก ซึ่งราชบัณฑิตสภา ได้ขุดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2475 นั้น ได้พบพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งบรรจุไว้ในสถูปถึง 7 ชั้น คือชั้นที่ 1 นอกสุดเป็นสถูปหิน ในเข้าไปชันที่ 2 เป็นเบ้าหิน ชั้น 3 – 4 เป็นสถูปสำริด ชั้น 5 เป็นสถูปเงิน ชั้น 6 เป็นสถูปทอง ชั้น 7 เป็นสถูปแก้วผลึก ภายในองค์สถูปแก้วเป็นพระบรมสารีริกธาตุ ( หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ . 2511 . 28)<br />
รอบพระเจดีย์ทังสามองค์นี้มีระเบียงคต ซึ่งหักพังเหลือแต่ฐานราก ภายในระเบียงคตเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปั้นประทับนั่งเรียงกันเป็นแถว ปัจจุบันเหลืออยู่ให้เห็น 3 องค์<br />
2.  พระเจดีย์ราย<br />
พระเจดีย์รายรอบวัดพระศรีสรรเพชญ์นั้นเป็นที่สำหรับบรรจุอัฐิของเจ้านายในพระราชองค์ มีพระอัฐิบรรจุไว้ทุกองค์ (เฉลิม  สุขเกษม. 2514 . 107) ลักษณะของพระเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงลังกาทั้งหมด มี 4 องค์ ที่แตกต่างไปจากองค์อื่น ๆ คือมิซุ้มทิศ ได้แก่องค์มุมกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก 2 องค์ และมุมกำแพงด้านทิศตะวันตก  2 องค์ พระเจดีย์เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นรูปแบบของเจดีย์กลมในสมัยอยุธยาตอนกลาง ซึ่งสร้างขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 1991 – 2172<br />
3.  พระวิหาร<br />
ในวัดพระศรีสรรเพชญ์มีพระวิหารทั้งวิหารหลวงและวิหารราย แต่ส่วนใหญ่มีรูปแบบโครงสร้างลักษณะเดียวกัน คือใช้เสากลมขนาดใหญ่ รับน้ำหนักโครงหลังคา ใช้ฝาผนังก่ออิฐหนารับน้ำหนักชายคา และใช้เสานางเรียงรับน้ำหนักชายคาปีกนก ซึ่งเป็นรูปแบบของอาคารที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น ส่วนพระวิหารที่มีลักษณะแตกต่างไปจากนี้ ได้แก่ วิหารจตุรมุข  ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านหลังของพระเจดีย์สามองค์  คือ ทางด้านทิศตะวันตก มุขทั้งสี่ของพระวิหารจตุรทิศประดิษฐานพระพุทธรูปนั่ง นอน ยืน เดิน อันเป็นอิทธิพลการสร้างพระพุทธรูปในสมัยสุโขทัย ที่แพร่กระจายลงมาในช่วงนี้<br />
ตรงกลางพระวิหารจตุรทิศ ปรากฏซากสถูป 1 องค์ ข้าง ๆ สถูปทั้งสี่ด้าน ทำเป็นช่องบรรจุอัฐไว้หลายช่อง ซึ่งสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า สมเด็จพระบรมราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้ทรงเอาแบบอย่างมาสร้างพระเจดีย์ทองขึ้นที่วัดมหาธาตุ อันเป็นวัดที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ในกรุงเทพมหานคร และวัดมหาธาตุนี้เคยมีนามว่า วัดพระศรีสรรเพชญ์มาก่อน (บริบาลบุรีภัณฑ์ . 2511 : 28)<br />
4.  พระอุโบสถ<br />
พระอุโบสถนั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับพระวิหาร ปรากฏใบเสมาแกะสลักจากหินชนวนขนาดใหญ่หนา รูปใบเสมาไม่มีลวดลาย เป็นแบบที่พบตามพระอุโบสถที่สร้างในสมัยอยุธยาตอนต้นทั่วไป<br />
5.  หอระฆัง<br />
หอระฆังเป็นหอระฆังก่ออิฐถือปูน ฐานรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุม ตั้งอยู่ด้านหน้าพระวิหารหลวง<br />
6.  พระพุทธรูป<br />
6.1.  พระศรีสรรเพชญ์ เป็นพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างเมื่อปี พ.ศ. มีความสูง ตั้งแต่พระบาทถึงพระรัศมี 16 เมตร พระพักตร์ยาว 2 เมตร กว้าง 1.50 เมตร พระอุระกว้าง    เมตร  ใช้ทองสำริดหนัก 58,000 ชั่งหล่อเป็นแกน ภายนอกหุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง ( ประมาณ 171 กรัม ) คราวเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. 2310 นั้น พม่าได้ใช้ไฟเผาลอกทองคำองค์พระศรีสรรเพชญ์จนหมด คงเหลือส่วนที่ทำด้วยสำริด เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอัญเชิญพระศรีสรรเพชญ์มาที่วัดพระเชตุพน ฯ  กรุงเทพมหานครเมื่อปี 2332 นั้นทรงเห็นว่าชำรุดมากเกินกำลังที่จะซ่อมให้ดีได้ จึงโปรดให้สร้างพระมุมองค์ใหญ่องค์หนึ่ง ในวัดพระเชตุพน ฯ ( คือองค์กลางในเจดียใหญ่ทีเรียงกัน 3 องค์ ) แล้วเชิญพระศรีสรรเพชญ์เข้าบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์นั้น ถวายนามว่า พระเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ ซึ่งยังปรากฏให้เห็นอยู่ในพระวิหาร ( หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ . 2531 . 254 )<br />
6.2.  พระโลกนาถ แต่เดิมประดิษฐานอยู่ในพระวิหารด้านทิศเหนือของพระวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชญ์  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารด้านทิศตะวันออก วัดพระเชตุพน ฯ กรุงเทพมหานคร<br />
พระโลกนาถเป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย สูง 10 เมตร ยกพระหัตถ์เบื้องซ้ายหันฝ่าพระหัตถ์ข้างหน้า พระหัตถ์ข้างขวาห้อยลงมาแนบพระวรกาย เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนกลางต่อจากสมัยตอนต้นหรืออู่ทอง ปรากฏอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย เชื่อกันว่าพระโลกนาถคงมีพุทธลักษณะเช่นเดียวกับพระศรีสรรเพชญ์ เพราะเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในระยะใกล้เคียงกัน ตัวอย่างพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนต้นอีกองค์หนึ่ง คือพระมงคลบพิตรซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระวิหารมงคลบพิตรข้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ด้านทิศใต้<br />
7.  พระที่นั่งจอมทอง<br />
เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมสามหลังแผด ก่ออิฐถือปูน ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันดูแต่ส่วนผนังของอาคารภายในมีพระพุทธรูปหินทราย ( ชำรุด ) ประดิษฐานอยู่สองสามองค์</p>
<p>บทสรุป<br />
จากการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาและรูปแบบศิลปกรรมภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์ครั้งนี้ มีข้อค้นพบข้อคิดเห็นบางประการ ดังนี้<br />
1.  วัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นพระอารามหลวงแห่งเดียวในกรุงศรีอยุธยา ที่เคยดำรงฐานะเป็นพระบรมมหาราชวังมาก่อน ฉะนั้น ภายในบริเวณวัดยังปรากฏพระที่นั่งจอมทองเหลืออยู่ 1 องค์ และเชื่อแน่ว่า ตลอดจนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น คงใช้วัดนี้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ฯ เสมอมาเพราะอยู่ติดกับพระมหาราชวัง<br />
2.   การก่อสร้างวัดที่ใช้พระมหาธาตุเจดีย์ทรงลังกาสามองค์เรียงกันเป็นประธานของวัด เพิ่งปรากฏที่วัดแห่งแรกในสมัยอยุธยา<br />
3.  การสร้างพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ เช่น พระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์ และพระโลกนาถ ตลอดแบบเจดีย์ทรงลังกาที่ปรากฏอยู่ในบริเวณวัดทั้งหมด ไม่มีเจดีย์เหลี่ยมหรือพระปรางค์เลย แสดงให้เห็นว่าวัดพระศรีสรรเพชญ์นี้ เป็นศูนย์รวมของอิทธิพลศิลปะสุโขทัยที่แพร่กระจายเข้ามาสู่ราชสำนักของกรุงศรีอยุธยา ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงลัทธิลังกาวงศ์ หรือหินยาน ที่มีอิทธิพลค่อนข้างสูงในช่วงนั้น<br />
4.  การวางผังอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตลอดจนรูปแบบอาคารที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งหมดอาจเชื่อได้ว่าวัดพระศรีสรรเพชญ์นี้สร้างขึ้นเสร็จเรียบร้อย ต่อเนื่องในคราวเดียวกันแต่อย่างไรก็ตาม พระวิหารที่ตั้งอยู่หลังพระเจดีย์สามองค์ ลักษณะของอาคาร รูปแบบของกรอบประตูหน้าต่างที่ปรากฏเหลืออยู่ในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าคงสร้างหรือซ่อมขึ้นใหม่ในสมัยหลังอย่างแน่นอน และบริเวณด้านหลังของวัดนี้ การวางตำแหน่งขององค์เจดีย์บางองค์เริ่มจะขาดระเบียบแล้ว<br />
5.  อาจกล่าวได้ว่า วัดพระศรีสรรเพชญ์นั้นเป็นสุสานของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาเพราะเท่าที่ปรากฏหลักฐานในพงศาวดาร พระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ไม่น้อยกว่า 8  พระองค์ บรรจุไว้ที่วัดนี้ เช่น พระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สมเด็จพระเจ้าปราสาทอง สมเด็จพระนารายณ์ สมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเจ้าเสือ และสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ<br />
จึงเห็นได้ว่า วัดพระศรีสรรเพชญ์นั้นเป็นพระอารามหลวงที่สำคัญ เป็นศูนย์รวมความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนชาวไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซากปรับหักพังที่ปรากฏอยู่นั้น นอกจากจะเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ ศิลปะ    และโบราณคดีแล้ว   ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ได้คิดว่า  ยามใดที่ประชาชนในชาติมีความสมัครสมาน รู้รักสามัคคี ก็สามารถรังสรรค์ศิลปกรรมที่เพียบพร้อมไปด้วยสุนทรียะ แต่ยามใดที่ประชาชนในชาติแตกความสามัคคี ประเทศชาติบ้านเมืองก็จะย่อยยับพังทลายลงอย่างน่าอเนจอนาถใจ</p>
<p>หนังสืออ้างอิง</p>
<p>เฉลิม  สุขเกษม . “กรุงศรีอยุธยา” อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยากับคำวินิจฉัย ของพระยา โบราณ    ราชธานินทร์  เรื่องศิลปและภูมิสถานอยุธยาและจังหวัดพิจิตร.  กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์<br />
สามมิตร. 2514.<br />
บริบาลบุรีภัณฑ์ , หลวง.”วัดพระศรีสรรเพชญ์” พระราชวังและโบราณสถานในจังหวัด    พระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักนายรัฐมนตรี, 2511.<br />
. เรื่องโบราณคดี. กรุงเทพฯ : สำนักราชเลขาธิการ , 2531.<br />
ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ 39 ( ภาคที่ 64 ) พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)<br />
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา , 2512.<br />
ศิลปากร, กรม.   แผนแม่บทนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ : สำนักงานพิมพ์         สมาพันธ์ , 2533.<br />
. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน. กรุงเทพ ฯ :<br />
คลังวิทยา , 2514.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%aa%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การขุดแต่งแหล่งโบราณคดีวัดสังขแท้อยุธยา : บันทึกไว้เพื่อความทรงจำ</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jul 2008 07:22:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=188</guid>
		<description><![CDATA[การขุดแต่งแหล่งโบราณคดีวัดสังขแท้อยุธยา : บันทึกไว้เพื่อความทรงจำ รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ เผยแพร่ใน วารสารทางวิชาการ ราชภัฏกรุงเก่า ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 ปีการศึกษา 2537 จากรายงานการขุดแต่งแหล่งโบราณคดีสังขแท้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรัศมี ชูทรงเดช แห่งภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเผยแพร่ในวารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ 1 ปีที่ 17 ประจำเดือนมกราคม – มีนาคม 2534 มีความตอนหนึ่งว่า “ระหว่างวันที่ 11 – 19 มีนาคมที่ผ่านมา ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #333300;"><strong>การขุดแต่งแหล่งโบราณคดีวัดสังขแท้อยุธยา : บันทึกไว้เพื่อความทรงจำ</strong></span></h3>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>เผยแพร่ใน วารสารทางวิชาการ ราชภัฏกรุงเก่า ปีที่ 1  ฉบับที่ 2  ปีการศึกษา  2537</p>
<p>จากรายงานการขุดแต่งแหล่งโบราณคดีสังขแท้  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา   โดยรัศมี       ชูทรงเดช แห่งภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเผยแพร่ในวารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ 1 ปีที่ 17 ประจำเดือนมกราคม –  มีนาคม  2534 มีความตอนหนึ่งว่า “ระหว่างวันที่ 11 – 19 มีนาคมที่ผ่านมา ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร ได้นำนักศึกษาโบราณคดีจำนวน 66 คน ออกฝึกปฏิบัติงานภาคสนาม ณ แหล่งโบราณคดีวัดสังขแท้ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” จากข้อความดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่า การศึกษาวิชาโบราณคดีในประเทศไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้จัดการศึกษาด้านนี้แต่เพียงแห่งเดียวนั้น ตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการผลิตบัณฑิต โดยจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์ตรง ได้สัมผัสกับแหล่งโบราณคดีจริง ๆ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพเพียงพอในการที่จะออกไปปฏิบัติหน้าที่ เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองทางด้านโบราณคดีต่อไป ซึ่งควรจะได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง<br />
แหล่งโบราณคดีสังขแท้แห่งนี้ ตั้งอยู่ในบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ภายในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา  ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโบราณสถานที่ปรากฏชื่อในแผนที่ของพระยาโบราณราชธานินท์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ซึ่งเขียนไว้เมื่อ พ.ศ. 2469 แต่ไม่ปรากฏคำอธิบายใด ๆ และกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 60 ตอนที่ 39 ลงวันที่  20  กันยายน  2486  ซึ่งประกอบด้วย เนินโบราณสถาน 3 เนิน เจดีย์ทรงระฆัง 1 องค์ เจดีย์ทรงปราสาทยอดเจดีย์ 1 องค์ และหอระฆัง 1 หอ  ตั้งอยู่ในบริเวณที่คูน้ำล้อมรอบ มีเนื้อที่กว้างประมาณ 85  เมตร  ยาวประมาณ 100 เมตร   มีทางเข้าทางทิศตะวันออก   ด้านที่ทำการของโครงการอุทยานประวัติศาสตร์ ฯ</p>
<p><span id="more-188"></span><br />
แหล่งโบราณคดีวัดสังขแท้นี้ นักศึกษาคณะโบราณคดีได้ฝึกขุดแต่งเนินโบราณสถานที่เป็นซากอาคาร 3 หลัง เพื่อศึกษารูปแบบอาคารและขุดชั้นดินเพื่อตรวจสอบลำดับชั้นทางวัฒนธรรม โดยขุดหลุมที่มุมซากอาคาร อาคารละ 2 หลุม รวม 6 หลุม (ตามแผนผัง) ดังนี้</p>
<p>เนินโบราณสถานหมายเลข 1<br />
หลุมที่ 1   ขุดที่มุมอาคารด้านหน้า ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขุดหลุมกว้างประมาณ 6.00 ×  6.00เมตร ลึกประมาณ 1.00  – 1.50  เมตร<br />
หลุมที่ 2   ขุดมุมอาคารด้านหลัง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ขุดหลุมกว้าง 4.00 × 8.00 เมตร ลึกประมาณ 1.00  –  1.50  เมตร<br />
เนินโบราณสถานหมายเลข 2<br />
หลุมที่ 1   ขุดที่มุมอาคารด้านหน้า ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขุดหลุมกว้าง 6.00 × 9.00  เมตร ลึกประมาณ 1.00  –  1.50  เมตร<br />
หลุมที่ 2   ขุดที่มุมอาคารด้านหลัง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มุมเจดีย์ทรงปราสาทยอดเจดีย์ ขุดหลุมกว้าง 5.00 ×  10.00 เมตร ลึกประมาณ 1.00  –  1.50  เมตร<br />
เนินโบราณสถานหมายเลข 3<br />
หลุมที่ 1   ขุดที่มุมอาคารด้านหน้า ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขุดหลุมกว้างประมาณ 8.00  ×  8.00 เมตร ลึกประมาณ 1.00  –  1.50  เมตร<br />
หลุมที่ 2   ขุดที่มุมอาคารด้านหลัง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มุมเจดีย์ทรงระฆัง ขุดหลุมกว้างประมาณ 5.00 × 13.00  เมตร ลึกประมาณ 1.00  –  1.50  เมตร รวมเนื้อที่ขุดทั้งหมด 6 หลุม ประมาณ 300 ตารางเมตร<br />
เป็นที่น่าสังเกตว่า ลักษณะการขุดแต่งของนักศึกษาในครั้งนี้ ( พ.ศ. 2533 )  เป็นการขุดที่กระจายหลายจุดทั่วบริเวณ และหลังจากขุดแล้ว ไม่ได้กลบปิดหลุมเพื่อรักษาหลักฐานทางโบราณคดีที่ยังเหลืออยู่ ในบริเวณยังทิ้งอิฐ กระเบื้อง ฯลฯ ที่ขุดขึ้นมาไว้เกะกะทั่วไป ซึ่งเมื่อเวลาล่วงเลยจนถึงปัจจุบัน ( พ.ศ. 2535 ) บริเวณที่ขุดไว้ก็ค่อย ๆ พังทลายลง การพังทลายนี้มีผลกระทบไปยังฐานของอาคารของโบราณสถานที่ยังเหลืออยู่ ดังนั้นการขุดแต่งแหล่งโบราณคดีดังกล่าว แทนที่จะเกิดประโยชน์ทางด้านการศึกษาตามที่รายงานไว้  กลับดูเสมือนว่า เป็นการขุดที่ทำลายโบราณสถานไปอย่างน่าเสียดาย<br />
การขุดแต่งที่กลับกลายเป็นการทำลายแหล่งโบราณคดีครั้งนี้อาจพิจารณาได้ 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 นักศึกษาที่ลงมือปฏิบัติการขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการขุดแต่งโบราณสถาน จึงคาดไม่ถึงว่าการขุดแต่งที่ไม่ได้กลบหลุมนั้น     มีผลกระทบต่อบริเวณที่ขุดและบริเวณโดยรอบอย่างไร   ประเด็นที่ 2   เกิดจากผู้ควบคุมการปฏิบัติการของนักศึกษาว่าเข้าใจถึงกระบวนการขุดแต่งที่สมบูรณ์หรือไม่ ได้ตระหนักหรือไม่ว่าการขุดแต่งนี้อาจกลับกลายเป็นการทำลายแหล่งโบราณคดีไปได้ หากขุดแต่งแล้วไม่กลบ และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือ หากนักศึกษาที่ได้รับบทเรียนไปในลักษณะเช่นนี้ ย่อมขาดความรู้สึกรับผิดชอบต่อการขุดแต่งแหล่งโบราณคดี ฉะนั้น การที่จะสอนนักศึกษาให้มีจิตสำนึกของนักโบราณคดี ที่เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์โบราณสถานย่อมจะไม่เกิด และคงจะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะผลิตบัณฑิตทางโบราณคดี ที่ขุดดินเพื่อศึกษาแต่ไม่เห็นคุณค่าของโบราณสถาน ความจริงแล้วการศึกษาวิชาโบราณคดีโดยการออกฝึกภาคสนาม เพื่อให้นักศึกษาค้นหาหลักฐานทางโบราณคดีนั้น จะทดลองขุดตรงไหนก็สามารถศึกษาได้ทั้งสิ้น อย่างน้อยก็ได้ศึกษาถึงกระบวนการขุดแต่ง ตลอดจนสามารถศึกษาชั้นดินต่าง ๆ และตรวจสอบลำดับชั้นทางวัฒนธรรมของผู้คนที่เข้ามาประกอบกิจกรรมในบริเวณนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องขุดในเขตโบราณสถานแต่อย่างใด เพราะโบราณสถานเป็นสมบัติของชาติ เป็นสมบัติส่วนรวม ซึ่งเมื่อถูกทำลายลงไปแล้ว ก็ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือ การขุดแต่งโบราณสถานนั้น จำเป็นจะต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทางด้านนี้พอสมควร การใช้โบราณสถานเพื่อการทดลอง กับนักศึกษาที่มีประสบการณ์น้อย ขาดความเชี่ยวชาญในการขุดแต่งนั้น ไม่แน่ใจว่า ผลที่ได้รับจะคุ้มกับคุณค่าของโบราณสถานที่ต้องสูญเสียไปหรือไม่<br />
แต่อย่างไรก็ตาม    เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาแล้ว  สิ่งที่ควรดำเนินการในขณะนี้อย่างเร่งด่วนก็คือ<br />
1.  จัดการกลบหลุมที่ขุดไว้ให้เรียบร้อย เพื่อจะได้รักษาหลักฐานทางโบราณคดี ที่ยังเหลืออยู่ และช่วยยับยั้งการพังทลายของโบราณสถานเพิ่มขึ้นอีก<br />
2.  ทบทวนกระบวนการเรียนการสอนวิชาโบราณคดี โดยมุ่งเน้นการศึกษาหาหลักฐานทางโบราณคดี ตลอดถึงการอนุรักษ์ และสร้างจิตสำนึกทางด้านการอนุรักษ์ และเห็นคุณค่าของโบราณสถานให้เกิดแก่นักศึกษาควบคู่ไปด้วย<br />
3.  ถ้าหากยังมีความจำเป็นต้องฝึกภาคสนาม โดยการต้องฝึกในแหล่งโบราณคดีที่มีโบราณสถานตั้งอยู่ จะต้องเน้นในเรื่องความรับผิดชอบ และความรู้สึกหวงแหนสมบัติส่วนรวมของชาติอย่างจริงจัง การฝึกขุดแต่งควรจะได้มีการวางแผนอย่างรอบคอบ และมีความต่อเนื่องโดยขุดและแต่งให้เสร็จไปในคราวเดียวกัน<br />
4.  การร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน คือ คณะโบราณคดี และโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีภาระหน้าที่ร่วมกันควรจะได้มีการติดตามผล เพื่อรักษาเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ เพราะถ้าขาดความชัดเจน ก็จะเป็นปัญหาอย่างที่ปรากฏอยู่ที่วัดสังขแท้นี้<br />
โบราณสถานในกรุงศรีอยุธยานั้น ได้ถูกขุดค้นทำให้เกิดความเสียหายและพังทลายไปเป็นจำนวนมาก จากพวกมิจฉาชีพที่ค้นหาของมีค่า สำหรับการขุดแต่งที่วัดสังขแท้นี้ เป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่สร้างความเสียหายให้แก่โบราณสถานของชาติ ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เป็นฝีมือของนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรง<br />
หนังสืออ้างอิง</p>
<p>รัศมี  ชูทรงเดช. “การขุดแต่งแหล่งโบราณคดีวัดสังขแท้” ใน วารสารเมืองโบราณ. 1(17) มกราคา –     มีนาคม 2534.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%84%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัดสิงหาราม อารามร้าง</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Jul 2008 07:20:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อยุธยา (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=187</guid>
		<description><![CDATA[วัดสิงหาราม อารามร้าง บทนำ วัดสิงหารามเป็นวัดโบราณเก่าแก่วัดหนึ่งในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ภายในบริเวณสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของสถาบันฯ ติดกับคลองฉะไกรน้อย ใกล้กับ วัดบรมพุทธาราม ซึ่งอยู่ภายในสถาบัน เช่นกัน บริเวณที่ตั้งวัดนี้แต่เดิมเรียกว่า ตำบลป่าตอง เป็นนิวาสสถานเดิมของพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 – 2246) พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 28 แห่งกรุงศรีอยุธยา ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์บ้านพลูหลวง วัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 58 ตอนที่ 16 วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2484 ประวัติความเป็นมา วัดสิงหารามนี้ไม่มีหลักฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใด และมีการปฏิสังขรณ์หรือไม่ แต่ชื่อและตำแหน่งของวัดปรากฏอยู่ในแผนที่ของพระยาโบราณราชธานินทร์ &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #003366;"><strong>วัดสิงหาราม อารามร้าง</strong></span></p>
<p><strong>บทนำ</strong><br />
วัดสิงหารามเป็นวัดโบราณเก่าแก่วัดหนึ่งในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ภายในบริเวณสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา   โดยตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของสถาบันฯ ติดกับคลองฉะไกรน้อย  ใกล้กับ      วัดบรมพุทธาราม  ซึ่งอยู่ภายในสถาบัน เช่นกัน  บริเวณที่ตั้งวัดนี้แต่เดิมเรียกว่า  ตำบลป่าตอง เป็นนิวาสสถานเดิมของพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 – 2246)  พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 28 แห่งกรุงศรีอยุธยา ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์บ้านพลูหลวง วัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 58 ตอนที่ 16 วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2484</p>
<p><strong>ประวัติความเป็นมา</strong><br />
วัดสิงหารามนี้ไม่มีหลักฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใด และมีการปฏิสังขรณ์หรือไม่ แต่ชื่อและตำแหน่งของวัดปรากฏอยู่ในแผนที่ของพระยาโบราณราชธานินทร์  สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2496 แต่ไม่มีคำอธิบายรายละเอียดแต่อย่างใด<br />
ในปี พ.ศ. 2499 กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งโบราณสถาน วัดบรมพุทธาราม แผนกสำรวจ กองโบราณคดี ได้สำรวจทำผังวัดบรมพุทธารามและเนื่องจากวัดสิงหารามตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน จึงได้ผนวกผังของวัดสิงหารามเข้าไว้ในผังของวัดบรมพุทธารามด้วย ซึ่งปรากฏสิ่งสำคัญตามผัง</p>
<p><span id="more-187"></span><br />
<strong> ( แผนผังที่ 1 ) ดังนี้</strong><br />
หมายเลข 1  กำแพงก่ออิฐถือปูนล้อมรอบพระวิหารและเจดีย์ กว้าง 17.00 เมตร ยาว 52.40 เมตร มีประตูกำแพงแก้วด้านละ 1 ประตู รวม 4 ประตู ตัวกำแพงพังหมดไปแล้ว<br />
หมายเลข 2  วิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันตกกว้าง 11.60 เมตร ยาว 22.00 เมตร มีประตูด้านหน้า 2 ประตู กว้าง 1.60  เมตร สูง 2.80  เมตร ผังวิหารหนา 59 ซ.ม. มีช่องลมที่ผนังวิหารด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ ด้านละ 20 ช่อง คล้ายช่องลมวิหารวัดมหาธาตุ ช่องลมกว้างช่องละ 16 ซ.ม.<br />
หมายเลข 3  เสาวิหาร เป็นเสาอิฐแปดเหลี่ยม เส้นผ่าศูนย์กลาง 73 ซ.ม. มีรวม 6 ต้น<br />
หมายเลข 4  ฐานอิฐที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาทราย สมัยอยุธยาวัดจากยอดพระเกตุถึงพระศอสูง 80 ซ.ม.<br />
หมายเลข 5  พระเจดีย์ก่ออิฐเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 8.00 เมตร รวม 2 องค์ เรียงกันอยู่ด้านหลังพระวิหาร<br />
หมายเลข 6  กำแพงพระอุโบสถ อยู่ทางทิศตะวันออก ห่างจากพระวิหาร 29 เมตร กำแพงกว้าง 15.40 เมตร ยาว 30.00 เมตร<br />
หมายเลข 7  พระอุโบสถกว้าง 11.00 เมตร ยาว 24.40 เมตร เหลือแต่รากฐานพระอุโบสถเท่านั้น และยังไม่ได้ทำการขุดแต่ง<br />
หมายเลข 8  พระปรางค์ก่ออิฐกว้าง ยาวด้านละ 6 เมตร ห่างจากวิหารราว 24 เมตร<br />
หมายเลข 9  วิหารน้องกว้าง 3 เมตร  ยาว  6  เมตร  สูง 4 เมตร  และอยู่ห่างจากกำแพงพระวิหาร 27.40 เมตร ( บรรจบ  เที่ยมทัด. 2511 : 64 )<br />
ปัจจุบัน วัดสิงหารามมีสภาพเป็นวัดร้าง สิ่งก่อสร้างที่เคยปรากฏในการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2499 นั้น บางส่วนยังคงมีสภาพดีอยู่เช่นเดิม แต่บางส่วนได้สูญหายหรือถูกทำลายไป เช่น โบราณสถานหมายเลข 4 ที่ให้รายละเอียดไว้ว่า “ ฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทราย สมัยอยุธยาวัดจากพระเกตุถึงพระศอ สูง 80 ซ.ม.” นั้น เข้าใจว่าคงหมายถึงองค์พระพุทธรูปสิลาทรายปัจจุบันไม่เหลืออยู่ให้เห็น ซึ่งอาจจะสูญหายหรือถูกขนย้ายไปเก็บไว้ที่อื่นก็ได้ และโบราณสถานหมายเลข 6 และ 7 อันได้แก่กำแพงพระอุโบสถและพระอุโบสถ ว่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระวิหารนั้นได้ถูกเกลื่อนทำเป็นสนามกีฬาของสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยาไปนานแล้ว</p>
<p><strong>รูปแบบศิลปกรรม</strong><br />
จากการสำรวจศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลเมื่อเดือน กรกฏาคม 2538 และได้ทำผังขึ้นใหม่เพื่อให้เป็น ปัจจุบันมีสิ่งสำคัญตามผัง ( แผนผังที่ 2 ) ดังนี้<br />
หมายเลข 1  ฐานพระวิหาร หรือฐานไพที    มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ทำเป็นฐานบัวลูกแก้วอกไก่ กว้างประมาณ 12.00 เมตร  ยาวประมาณ 38.00 เมตร   สูงประมาณ 1.00 เมตร  ที่ขอบฐานมีร่องรอยการก่ออิฐทำบันไดทางขึ้นลง พบทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นด้านหน้าของพระวิหาร 2 บันได กว้าง 1.50 เมตร   ส่วนทางด้านทิศตะวันออกที่ติดกับถนนลูกรังริมสนามกีฬา ฐานพังทะลายไม่สามารถตรวจสอบได้และมีแถวต้นสนปลูกล้ำเข้ามาบนส่วนฐาน ส่วนด้านทิศเหนือมีแนวอิฐก่อล้ำออกมาจากส่วนฐาน แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นบนไดหรืออะไรแน่ และทางด้านทิศใต้มีเศษเสาปูนหักชำรุดถูกนำมาทิ้งกองทับถมบางส่วนของฐานไว้ ไม่สามารถเห็นตำแหน่งบริเวณตรงข้ามกับแนวอิฐที่ก่อล้ำออกไปจากฐานทางด้านทิศเหนือ จึงทำให้ไม่สามารถศึกษาอะไรได้ ขอบฐานไพทีด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้นี้    พบส่วนยอดเจดีย์ที่หักพังลงมา เป็นส่วนของบัลลังก์   และส่วนปล้องไฉน นอกจากนั้น ฐานไพทียังใช้เป็นฐานของเจดีย์ 2 องค์อยู่ทางด้านหลังของพระวิหารด้วย<br />
หมายเลข 2  พระวิหาร มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 6 ห้อง กว้าง 11.60 เมตร ยาว 22.00 เมตร ฐานพระวิหารทำเป็นฐานบัวลูกแก้วอกไก่ หันหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่คลองฉะไกรน้อย พระวิหารนั้นเหลืออยู่แต่เพียงฝาผนังด้านข้างทั้งสองด้าน ส่วนผนังหุ้มกลองด้านหน้าและผนังหุ้มกลองด้านหลัง ทะลายลงเหลือแต่เพียงส่วนฐานส่วนที่เป็นโครงหลังคาไม่เหลืออยู่เลย ผนังหุ้มกลองด้านหน้ามีช่องประตูทางเข้า 3 ประตู   ประตูกลาง   ซึ่งเป็นประตูปรานนั้น กว้าง 1.70 เมตร ทำเป็นมุขยื่นออกมา ไม่สามารถบอกส่วนสูงได้ ประตูรอง 2 ประตู กว้าง 1.60 เมตร ไม่สามารถบอกส่วนสูงได้ กรอบประตูทำเป็นชุดฐานสิงห์ ยังเหลือลวดลายปูนปั้นประดับอยู่เล็กน้อย ส่วนประตูทางหลังพระวิหารมี 2 ประตู   กว้างประมาณ 1.60 เมตร  ไม่สามารถบอกส่วนสูงได้เช่นกัน ตั้งอยู่แนวทิศตะวันออก / ทิศตะวันตก กับประตูด้านหน้า และคงจะประดับตกแต่งเช่นเดียวกัน<br />
ผนังพระวิหารก่ออิฐถือปูน หนา 0.59 เมตร    ผนังทำช่องหน้าต่างด้านละ 4 ห้อง   เว้นแต่ห้องแรกและห้องสุดท้ายทำเป็นผนังทึบ   หน้าต่างทำลายแบบซี่ลุกกรง 4 แถว    ซี่ลูกกรงกว้าง .35 เมตร   สูง 2.00 เมตร   ช่องว่างกว้าง 0.16 เมตร  ภายในพระวิหารมีเสาแปดเหลี่ยมก่ออิฐถือปูน 2 แถว จำนวน 10 ฐาน เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.73 เมตร ฐานเสาทำเป็นฐานบัวแปดเหลี่ยม<br />
ภายในพระวิหารมีฐานชุกชีก่ออิฐถือปูน มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ทำเป็นฐานบัวขนาด 4.00 เมตร สูงประมาณ 1.20 เมตร เนื่องจากฐานชุกชีมีขนาดกว้างมากกว่าห้องช่วงเสา ฐานชุกชีจึงต้องก่ออิฐล้อมเสาทั้งสี่ต้น ทำให้เห็นเสาตั้งอยู่บนฐานชุกชี<br />
พื้นพระวิหารปูด้วยกระเบื้องดินเผาเนื้อละเอียด รูปสี่เหลี่ยมจตุรส ขนาด 0.37 เมตร หนา<br />
0.03 เมตร<br />
ภายในพระวิหารพบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายสีเทาหลายชิ้น เช่น ส่วนพระโสณิ<br />
(ตะโพก) พระอุระ พระกร เป็นต้น แต่ไม่พบพระเศียร<br />
ด้านหลังพระวิหารมีฐานเสาสี่เหลี่ยมมุมไม้สิบสอง จำนวน 4 ฐาน มีขนาด .80 เมตร บริเวณนี้ได้พบใบเสมาจำนวน 2 ใบ    มีสภาพชำรุดมาก ทำด้วยหินชนวน   แต่ไม่สามารถบอก    รายละเอียดได้นอกจากนั้นยังพบเศษกระเบื้องเชิงชาย จำนวน 2 ชิ้น<br />
ชิ้นที่ 1  เป็นกระเบื้องเชิงชายดินเผาไม่เคลือบ สภาพชำรุด ส่วนปลายหักหายไป ขนาดที่เหลืออยู่กว้าง .15 เมตร สูง .10 เมตร ทำเป็นลายกระหนกประกอบลายพุ่ม ในกรอบสามเหลี่ยมทรงซุ้มเรือนแก้ว<br />
ชิ้นที่ 2  เป็นกระเบื้องเชิงชายดินเผาไม่เคลือบ เช่นกัน สภาพชำรุด ส่วนปลายหักหายไป ส่วนที่เหลืออยู่มีขนาดกว้าง .13 เมตร สูง .12 เมตร ทำเป็นลายดอกบัวที่คลี่คลายออกเป็นลายกระหนก บรรจุในกรอบสามเหลี่ยมทรงซุ้มเรือนแก้ว<br />
หมายเลข 3  พระเจดีย์ ด้านหลงพระวิหาร บนฐานไพทีเดียวกับพระวิหาร มีเจดีย์ทรงลังกา จำนวน 2 องค์ เจดีย์ดังกล่าวเหลือแต่ส่วนฐานและส่วนองค์ระฆัง ส่วนบัลลังก์และส่วนยอดของเจดีย์องค์ใดองค์หนึ่งตกลงอยู่ที่พื้น เจดีย์ทั้งสององค์มีลักษณะคล้ายคลึงกัน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 เมตร มีรายละเอียด ดังนี้<br />
<strong>เจดีย์หมายเลข 3.1 </strong></p>
<p>เจดีย์ฐานกลม ฐานเจดีย์ทำเป็นฐานเชียงกลมซ้อนกัน 3 ชั้น ลดหลั่นกันขึ้นไป เหนือฐานเชียงทำชั้นฐานบัว จากส่วนที่เหลืออยู่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าทำกี่ชั้น เหนือฐานขึ้นไปเป็นองค์ระฆังถัดจากองค์ระฆังเหลือส่วนที่เป็นบัลลังก์อยู่เล็กน้อย มีความสูงประมาณ 10.00 เมตร<br />
<strong>เจดีย์หมายเลข 3.2 </strong></p>
<p>เป็นเจดีย์ฐานกลมเช่นเดียวกับเจดีย์หมายเลข 3.1 แต่องค์ระฆังใหญ่และเตี้ยกว่า มีเหลืออยู่เพียงครึ่งองค์มีความสูงประมาณ 8.00 เมตร<br />
หมายเลข 4  ปรางค์ มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ 6 เมตร ก่อด้วยอิฐยังเหลือผนังเรือนธาตุทางมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้บ้างเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ได้พังทะลายลงมากองอยู่ที่พื้น<br />
หมายเลข 5  วิหารน้อย มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 4 เมตร ผนังก่ออิฐหนา .55 เมตร ส่วนหลังคาพังทะลายลงแล้วเหลือส่วนจั่ว ด้านหน้าซึ่งหันไปทางทศตะวันออก มีประตูทางเข้า 1 ประตู กว้าง .80 เมตร สูง 2.00 เมตร ภายในมีฐานสี่เหลี่ยมก่อปูนกว้าง .75 เมตร ยาว 1.10 เมตร สูง .08 เมตร   มีชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายตั้งอยู่ 3 ชิ้น รอบ ๆ อาคารพบกระเบื้องมอญขนาดกว้าง .11 เมตร ยาว .22 เมตร หนา .05 เมตรเป็นจำนวนมาก</p>
<p><strong>บทวิเคราะห์</strong><br />
การสำรวจศึกษาโบราณสถานวัดสิงหารามในส่วนที่ยังเหลืออยู่ พบว่าวัดสิงหารามเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่และมีความสำคญในอดีตอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ปัจจุบันโบราณสถานแห่งนี้ถูกปล่อยปละละเลยยังไม่ได้รับการขดแต่งตามหลักวิชาการและเหลือหลักฐานให้ศึกษาได้ไม่มากนัก จากการศึกษาครั้งนี้ได้ข้อค้นพบบางประการ ดังนี้</p>
<ol>
<li> รูปแบบศิลปกรรม
<ol>
<li>พระวิหารมีรูปแบบโครงสร้างที่ใช้เสาสองแถว รับน้ำหนักโครงสร้างหลังคา และใช้ผนังรองรับน้ำหนักชายคาแทนคันทวยหรือค้ำยันและการทำช่องหน้าต่างเป็นลายลูกกรง มีรูปแบบเช่นเดียวกับพระวิหารในวัดพระศรีสรรเพชญ์ จ. พระนครศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกที่พระราชมณเฑียรให้เป็นพุทธาวาส เมื่อปี พ.ศ. 1991</li>
<li> พระวิหารซึ่งตั้งอยู่บนฐานไพที มีกำแพงแก้วล้อมรอบมีช่องบันไดขึ้น – ลง มีรูปแบบเช่นเดียวกับพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ จ. พระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2047 ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2</li>
<li> เจดีย์ทรงลังกา 2 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานไพทีหลังพระวิหาร ก่ออิฐไม่สอปูน ซึ่งการก่ออิฐเช่นนี้เป็นลักษณะการก่ออิฐสมัยอยุธยาในยุคแรก ๆ</li>
<li> ภายในพระวิหาร พบชิ้นส่วนของพระพุทธรูปขนาดใหญ่แกะสลักด้วยหินทรายจำนวนหลายชิ้น ซึ่งการสร้างพระพุทธรูปด้วยหินทรายนั้น เป็นที่นิยมกันในสมัยอยุธยายุคแรก ๆ เช่นกัน</li>
<li> จากรูปแบบศิลปกรรมที่กล่าวมา    อาจสันนิษฐานได้ว่า     วัดสิงหารามสร้างขึ้นก่อน  วัดบรมพุทธาราม หรือก่อน พ.ศ. 2226  ซึ่งเป็นปีที่พระเพทราชาโปรดให้สร้างวัดบรมพุทธาราม</li>
</ol>
</li>
<li> จากหลักฐานที่ยังเหลืออยู่ เช่น การประดับลายลวดบัวลูกแก้วอกไก่ที่ฐานพระวิหาร การประดับฐานสิงห์ที่กรอบประตูทางเข้า การประดับลายบัวที่เสาอิง มีรูปแบบเช่นเดียวกับวัดบรมพุทธาราม ซึ่งบูรณะในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และขนาดของกระเบื้องปูพื้นพระวิหาร มีลักษณะเช่นเดียวกับกระเบื้องปูพื้นพระอุโบสถวัดกุฏีดาว ซึ่งบูรณะโดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเช่นกัน ทำให้อาจสันนิษฐานได้ว่าวัดสิงหารามนี้คงจะได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ในปี พ.ศ. 2269 สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยบูรณะไปพร้อมกับวัดบรมพุทธาราม ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน</li>
<li> วัดสิงหารามนี้คงเป็นวัดขนาดใหญ่ เพราะมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ทั้งนี้เนื่องจากสิ่งก่อสร้างที่ปรากฏตามผังตั้งอยู่ห่างกันมาก เช่น พระปรางค์ ( หมายเลข 4 ) อยู่ห่างจากวิหารไปทางทิศเหนือถึง 24.00 เมตร และพระวิหารน้อย ( หมายเลข 5 ) ตั้งอยู่ห่างจากพระวิหารไปทางทิศใต้ถึง 27.40 เมตร นอกจากนั้นพระอุโบสถซึ่งไม่เหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบัน แต่ปรากฏอยู่ผังเดิมอยู่ห่างจากวิหารไปทางทิศตะวันออกถึง 29.00 เมตร บริเวณเนื้อที่ว่างเหล่านี้ แต่เดิมคงจะมีสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ แต่คงจะพังทะลายสูญหายไปนานแล้ว</li>
<li> เนื่องจากบริเวณตำบลป่าตอง เป็นนิวาสสถานเดิมของสมเด็จพระเพทราชา ดังนั้นก่อนที่พระเพทราชาจะขึ้นครองราชและสร้างวัดบรมพุทธารามนั้น วัดสิงหารามซึ่งมีอยู่ก่อนจะต้องเป็นวัดที่สำคัญอย่างแน่นอน</li>
</ol>
<p><strong>บทสรุป</strong><br />
จากหลักฐานเท่าที่ศึกษาและข้อค้นพบ พอจะเป็นเครื่องชี้และยืนยันได้ว่า วัดสิงหารามเป็นวัดที่มีความสำคัญและทรงคุณค่ายิ่งทั้งทางศิลปะ  โบราณคดี  และประวัติศาสตร์อีกวัดหนึ่งในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่เก่าแก่อาจมีอายุถึงสมัยอยุธยาตอนกลางถึงตอนต้นควรที่จะได้ช่วยกันดูแลรักษา และอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง   อันได้แก่ กรมศิลปากร และเจ้าของสถานที่ที่โบราณสถานแห่งที่ตั้งอยู่  อันได้แก่สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา  และประชาชนทั่วไป  ทั้งนี้เพื่อให้มรดกอันล้ำค่านี้เหลือไว้ให้ลูกหลานของเราได้ชื่นชมและเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าต่อไป</p>
<p>หนังสืออ้างอิง</p>
<p>เฉลิม  สุขเกษม. “กรุงศรีอยุธยา”  อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยากับคำวินิจฉัยของพระยาโบราณ<br />
ราชธานินทร์  เรื่องศิลปและภูมิสถานอยุธยาและจังหวัดพิจิตร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์<br />
สามมิตร, 2514.<br />
บรรจบ  เทียมทัด. “วัดบรมพุทธารามและวัดสิงหาราม”  พระราชวังและโบราณสถานในจังหวัด    พระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักนายกรัฐมนตรี, 2511.<br />
บริบาลบุรีภัณฑ์, หลวง. “วัดพระศรีสรรเพชญ์” พระราชวังและโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักนายกรัฐมนตรี, 2511.<br />
.  เรื่องโบราณคดี. กรุงเทพฯ : สำนักราชเลขาธิการ, 2531.<br />
ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ 39 (ภาคที่ 64) พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)<br />
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2512.<br />
ศิลปากร,  กรม.  แผนแม่บทนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์<br />
สมาพันธ์, 2533.<br />
.  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน. กรุงเทพฯ :<br />
คลังวิทยา, 2514.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

