<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ &#187; บุรีรัมย์ (บทความ)</title>
	<atom:link href="http://www.wisut.net/category/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.wisut.net</link>
	<description>Wisut Pinyowanichaka &#124; My Open Profile Online</description>
	<lastBuildDate>Thu, 19 Aug 2010 23:09:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ : ของจริงหรือของปลอม</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jul 2008 12:29:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บุรีรัมย์ (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=207</guid>
		<description><![CDATA[ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ : ของจริงหรือของปลอม บันทึกไว้เพื่อความทรงจำ รศ. วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ เมื่อพูดถึงจังหวัดบุรีรัมย์ หลายคนจะนึกถึงปราสาทหินพนมรุ้ง และก็จะนึกเลยไปถึงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ด้วย ทั้งนี้เพราะปราสาทหินพนมรุ้ง นอกจากจะมีความสง่างาม เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจของคนที่ได้ไปชมมาแล้ว ยังมีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะทับหลังดังกล่าว ได้ไปปรากฏโฉมถึงเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่มีใครทราบว่า ข้ามน้ำข้ามทะเลไปได้อย่างไร และที่สำคัญก็คือ ได้มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ แม้กระทั่งนักเรียนโรงเรียนบ้านสวายจีก โรงเรียนบ้านบัว และอีกหลายโรงเรียน ในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีส่วนร่วมในการเรียกร้องขอทับหลังดังกล่าวคืน เพื่อนำมาติดตั้งไว้ยังที่เดิม การเรียกร้องทับหลังชิ้นนี้ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นเมื่อใครไปเที่ยวชมปราสาทหินพนมรุ้ง จึงต้องพากันไปดูทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ให้ได้ ทับหลัง คือแผ่นหินสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางทับอยู่บนกรอบประตูทางเข้าปราสาท ในศาสนสถานแบบขอมที่สร้างด้วยหิน ทับหลังนอกจากจะเป็นส่วนช่วยเสาประตูรับน้ำหนักโครงสร้างส่วนบนแล้ว ยังช่วยลดขนาดความสูง ความกว้างของประตูทางเข้า ซึ่งมีผลต่อการรับน้ำหนัก &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/rama2.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99]'><br />
</a></p>
<h3>ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ : ของจริงหรือของปลอม</h3>
<h3>บันทึกไว้เพื่อความทรงจำ</h3>
<p>รศ. วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/rama2.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-208" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="rama2" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/rama2-300x188.jpg" alt="" width="254" height="159" /></a></p>
<p>เมื่อพูดถึงจังหวัดบุรีรัมย์ หลายคนจะนึกถึงปราสาทหินพนมรุ้ง  และก็จะนึกเลยไปถึงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ด้วย ทั้งนี้เพราะปราสาทหินพนมรุ้ง นอกจากจะมีความสง่างาม เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจของคนที่ได้ไปชมมาแล้ว ยังมีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์  ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะทับหลังดังกล่าว ได้ไปปรากฏโฉมถึงเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งไม่มีใครทราบว่า ข้ามน้ำข้ามทะเลไปได้อย่างไร  และที่สำคัญก็คือ ได้มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ แม้กระทั่งนักเรียนโรงเรียนบ้านสวายจีก โรงเรียนบ้านบัว และอีกหลายโรงเรียน ในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีส่วนร่วมในการเรียกร้องขอทับหลังดังกล่าวคืน เพื่อนำมาติดตั้งไว้ยังที่เดิม การเรียกร้องทับหลังชิ้นนี้ประสบผลสำเร็จ  ดังนั้นเมื่อใครไปเที่ยวชมปราสาทหินพนมรุ้ง  จึงต้องพากันไปดูทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ให้ได้<br />
ทับหลัง  คือแผ่นหินสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางทับอยู่บนกรอบประตูทางเข้าปราสาท ในศาสนสถานแบบขอมที่สร้างด้วยหิน  ทับหลังนอกจากจะเป็นส่วนช่วยเสาประตูรับน้ำหนักโครงสร้างส่วนบนแล้ว ยังช่วยลดขนาดความสูง ความกว้างของประตูทางเข้า ซึ่งมีผลต่อการรับน้ำหนัก และยังเป็นส่วนประดับตกแต่งที่สำคัญของประตูทางเข้าอีกด้วย  ดังนั้น ทับหลังจึงได้รับการแกะสลักเป็นลวดลายและเรื่องราวต่างๆเพื่อสื่อความหมายตามที่ต้องการอย่างงดงาม และจากลวดลายและเรื่องราวที่แกะสลักบนทับหลังนี้เอง ได้เป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาค้นคว้าหาวิวัฒนาการของลวดลายเหล่านั้น จนสามารถนำมาใช้กำหนดอายุโบราณสถานขอมได้อย่างถูกต้องแม่นยำ</p>
<p><span id="more-207"></span></p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/phanomrung-6.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-221" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="phanomrung-6" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/phanomrung-6-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a><br />
ทับหลังแกะสลักเรื่องนารายณ์บรรทมสินธุ์ ประดับอยู่ที่ประตูทางเข้ามณฑปปราสาทประธาน ด้านทิศตะวันออก ปราสาทหินพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ แกะสลักเป็นภาพพระวิษณุหรือพระนารายณ์ สี่กร บรรทมตะแคงขวา บนหลังพญาอนันตนาคราชซึ่งทอดตัวอยู่บนหลังมังกร พระหัตถ์ขวาหน้ารองรับพระเศียร พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือจักร พระหัตถ์ซ้ายหน้าทรงถือคทา ส่วนพระหัตถ์ซ้ายหลังทรงถือสังข์ (?)ที่ปลายพระบาทของพระนารายณ์ เป็นภาพพระนางลักษมีชายาของพระองค์  เหนือองค์พระนารายณ์ แกะสลักเป็นรูปดอกบัวที่โผล่ขึ้นมาจากพระนาภีองค์พระนารายณ์ ภายในดอกบัวแกะสลักเป็นรูปพระพรหม สี่พักตร์  สี่กร พระหัตถ์ทั้งสี่ไม่สามารถระบุได้ว่าทรงถืออะไร   ภาพทั้งหมดจัดไว้กึ่งกลางทับหลัง ส่วนด้านซ้ายและด้านขวาทำเป็นรูปหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย เหนือขึ้นไปเป็นรูปครุฑ ข้างครุฑเป็นภาพนกหัสดีลิงค์คาบช้าง และภาพลิงอุ้มลูก  ส่วนด้านใต้หน้ากาลเป็นภาพนกแก้ว 2 ตัว  การออกแบบลวดลายและการแกะสลักประณีต จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นทับหลังที่งดงามที่สุดในประเทศไทย<br />
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธ์ุ หรือเรื่องของการสร้างโลก เป็นความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ตามคัมภีย์วราหะปุรณะ ได้ให้ความสำคัญกับพระนารายณ์ ว่าเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ ในขณะที่พระองค์บรรทมหลับอยู่ที่เกษียรสมุทร หรือทะเลน้ำนม ได้มีดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี บนดอกบัวนั้นได้บังเกิดพระพรหมขึ้น และพระพรหมทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์และสิ่งต่างๆต่อไป<br />
การบรรทมของพระนารายณ์ คือการบรรทมในช่วงการสร้างโลก การกำหนดอายุของจักรวาลตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุด เรียกว่า หนึ่งกัลป์  อันหมายถึงหนึ่งวันของพระพรหม ซึ่งเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าก็จะสร้างสรรพสิ่งต่างๆตลอดทั้งวันถึงเย็น เหตุการณ์เช่นนี้จะวนเวียนไปจนครบ 100 ปีของพระพรหม จากนั้นโลกทั้งสามตลอดจนเทพเจ้าต่างๆ รวมถึงพระพรหมจะถูกทำลายลง และพระพรหมองค์ใหม่ซึ่งจะบังเกิดขึ้นและสร้างโลกต่อไป<br />
เมื่อประมาณ พ.ศ. 2507 &#8211; 2508  ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ได้หายไปจากปราสาทหินพนมรุ้ง  กรมศิลปากรได้พยายามค้นหา จนเมื่อวันที่ 13  สิงหาคม 2508 ได้ไปพบชิ้นส่วนด้านซ้ายของทับหลัง ซึ่งสูญหายไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่ร้านค้าของเก่า Capital Antique แถวราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร และได้ยึดไว้<br />
ตามหลักฐานภาพถ่ายในจดหมายเหตุการเสด็จตรวจโบราณวัตถุสถาน มณฑลนครราชสีมา ของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2472 ทับหลังชิ้นนี้ตกลงมาจากกรอบประตูมณฑปด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธาน และแตกหักออกเป็น 2 ท่อน คือส่วนด้านซ้ายหักหายไป เหลือแต่ส่วนกลาง และส่วนที่เป็นลวดลายด้านขวา<br />
ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ขณะดำรงตำแหน่งคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ดร. ไฮแรม วูดเวิร์ด จูเนียร์ (Hiram W.Woodword Jr.) อดีตอาสาสมัครสันติภาพ ที่เคยสอนในมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ไปพบทับหลังนารายณ์บรรทม สินธุ์ชิ้นนี้ ที่สถาบันศิลปะ นครชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา (The Art Institute of Chicago) และทรงมีหนังสือแจ้งอธิบดีกรมศิลปากรอย่างเป็นทางการว่าควรจะขอกลับคืน<br />
ปรากฏว่าส่วนลวดลายขอบด้านขวาของทับหลังถูกกระเทาะออกไปครึ่งหนึ่ง ทับหลังดังกล่าวเป็นสมบัติของนายเจมส์ อัลสดอร์ฟ (Jeames Alsdorf)  มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน<br />
ตั้งแต่นั้นมา กรมศิลปากรได้ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อจะนำทับหลังชิ้นดังกล่าวกลับคืนมาให้ได้  แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2531 ขณะที่การบูรณะปราสาทหินพนมรุ้งใกล้จะเสร็จเรียบร้อย<br />
มีการรื้อฟื้นเรื่องการขอคืนทับหลังขึ้นมาใหม่  ซึ่งครั้งนี้ได้รณรงค์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ต่างจังหวัด ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในนครชิคาโกรวมทั้งชาวอเมริกันและชาติอื่นๆได้ให้การสนับสนุน<br />
สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ และมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ครั้งนี้ โดยเมื่อวันที่ 19  กุมภาพันธ์ 2531 ชมรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีรองศาสตราจารย์วันชัย  วัฒนกุล อธิการวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ เป็นประธาน อาจารย์เทียนชัย ให้ศิริกุล และ ผศ. วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ เป็น เลขาฯ ร่วมกับข้าราชการ พ่อค้าประชาชน และนักเรียนนักศึกษา กว่า 15,000 คนได้ชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องขอทับหลังคืน โดยทำหนังสือถึงเอกอักคราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายพร อุดมพงษ์  จากนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จากหลายๆฝ่าย<br />
จนกระทั่งเมื่อวันที่  9  พฤศจิกายน 2531  สถาบันศิลปะ นครชิคาโก ได้ส่งทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ กลับคืนสู่ประเทศไทย ในพระนามของศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ  ดิศกุล ทับหลังจะถึงสนามบินดอนเมืองในวันที่ 10  พฤศจิกายน 2531 โดยสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์<br />
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2531 พล.อ. มานะ รัตนโกเศศ ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับมอบทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ จาก ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ  ดิศกุล ณ สนามบินดอนเมือง ในวันนั้น ได้มีประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ไปต้อนรับที่สนามบินอย่างเนืองแน่น กรมศิลปากรได้นำทับหลังไปจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปชื่นชมความงามก่อน ที่ศาลามุขมาตย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จากนั้นจะนำกลับไปประดิษฐานไว้ยังที่เดิม<br />
วันที่ 2  ธันวาคม  2531 ที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง  ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ รัตนกุล ผู้อำนวยการกองโบราณคดี ได้ส่งมอบทับหลังให้กับ นายพร อุดมพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายสุชิน คชินธร นายอำเภอนางรอง และนายสามารถ  ทรัพย์เย็น  หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จากนั้นได้นำทับหลังกลับไปติดตั้งไว้ยังที่เดิมเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม  2531 เวลา 09.09 น</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/phanomrung-1.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-222" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="phanomrung-1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/phanomrung-1-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a>.<br />
และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2531 ได้มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ ในพิธีนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน<br />
10 ปี ต่อมาได้เกิดข้อสงสัยจากทั้งนักวิชาการและประชาชนทั่วไปว่า  ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ได้กลับคืนมานั้น   น่าจะไม่ใช่ของจริง ซึ่ง รองศาสตราจารย์ศรีศักดิ์  วัลลิโภดม  แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องทับหลังชิ้นนี้ว่า มีนักโบราณคดีหลายคน รวมทั้งท่านด้วย ที่ไม่ค่อยมั่นใจกับทับหลังที่ได้มา เพราะทับหลังนั้นจำลองหรือปลอมกันง่าย (The Sunday Nation. 11 ,8. 41.)<br />
เรื่องการปลอมหรือการจำลองทับหลังนั้น พงศ์ธันว์ บรรทม และ สหวัฒน์  แน่นหนา (กรมศิลปากร. 2542 : 108) จากสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 9 นครราชสีมา กล่าวว่า ”ตามข้อเท็จจริงแล้วโบราณสถานประเภทหินในเขตอีสานล่าง ซึ่งสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 9 นครราชสีมา รับผิดชอบอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทพิมาย เรามิได้ทำปลอมเฉพาะทับหลัง หากปลอมกันตั้งแต่ ฐาน ผนัง เสาประดับกรอบประตู หน้าบันกันทีเดียว  การทำปลอมเพื่อเอาไปประกอบเป็นอาคาร เป็นสิ่งที่ผู้ปฎิบัติแต่ละฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยง แต่จำเป็นต้องปฏิบัติด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ทดแทนหินเก่าที่เสื่อมสภาพซึ่งอยู่ในบริเวณที่ต้องรับน้ำหนักจากส่วนบน ทดแทนส่วนที่หักหายไปและต้องนำกลับมาประกอบ เช่น เสาประดับกรอบประตู หรือเหตุผลเพื่อการอนุรักษ์ซึ่งเราทราบรูปแบบเดิมอยู่แล้ว”  จากทัศนะดังกล่าว ได้สร้างความมั่นใจให้แก่ฝ่ายที่คิดว่า ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ น่าจะเป็นของปลอมมากยิ่งขึ้น<br />
ดังนั้น จึงได้มีการเรียกร้องให้กรมศิลปากร  พิสูจน์ว่าทับหลังชิ้นนี้ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม  ซึ่งกรมศิลปากรก็ยืนยันว่า เป็นของจริงแท้อย่างแน่นอน ได้ทำการพิสูจน์เรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์กันอีก<br />
นอกจากนั้นยังมีข้อเคลือบแคลงต่อไปอีกว่าการส่งมอบทับหลังชิิ้นนี้ เป็นการส่งมอบนอกระบบ จึงสงสัยว่า มีข้อตกลงกันอย่างไร รัฐต้องเอาโบราณวัตถุอะไรไปแลกเปลี่ยน หรือเสียเงินเสียทองไปมากน้อยเแค่ไหน “เพราะครั้งสุดท้ายที่รัฐบาลไทยได้รับพระพุทธรูปโบราณ : หลวงพ่อศิลา กลับคืนมานั้น ต้องหาผู้บริจาคเงินเป็นจำนวนสูงถึง 5 ล้านบาท เพื่อให้บรรลุข้อตกลง” (สมประสงค์ พระสุจันทร์ทิพย์.2543 : 31) และเรื่องนี้ยังไม่มีการพูดถึง<br />
แต่อย่างไรก็ตาม จากที่ได้พิจาณาทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ อย่างใกล้ชิด  มีข้อน่าสังเกตหลายประการดังนี้<br />
1.  ถ้าหากดูทับหลังชิ้นนี้อย่างพินิจแล้ว  คงจะสังเกตได้โดยง่ายว่า สีของทับหลังค่อนข้างซีด และลวดลายดูลบเลือน ไม่ชัดเจน เมื่อเทียบกับสีและลวดลายของส่วนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น หน้าบันหรือเสากรอบประตู เป็นต้น<br />
2.  ปรากฏว่าทับหลังชิ้นนี้มีรูพรุนมาก ในขณะที่ส่วนอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกันไม่มี ผู้เขียนได้สอบถาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จุมพล  วิเชียรศิลป์ อาจารย์สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหิน ท่านกล่าวว่า  หินทรายที่ใช้สร้างปราสาทในภาคอีสานนั้น  เป็นหินกลุ่มโคราช  ส่วนใหญ่เป็นหินตะกอนสีน้ำตาลปนแดง มีหลายหมวด หมวดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแก่การนำมาสร้างปราสาท มี 2 หมวด คือ หมวดหินพระวิหาร ประกอบด้วยหินทรายสีขาวเป็นชั้นหนา และมีการเรียงตัวชั้นเฉียงระดับ (Cross bedding) อันเป็นลักษณะเด่นของหินหมวดนี้ เกิดจากการสะสมตะกอนตามแนวลำน้ำที่ประสานสายกัน เรียกว่า “ธารประสานสาย” มีอายุประมาณตอนกลางยุคจูแรสสิค หินทรายหมวดนี้มีความรุนแรงและแข็งแกร่งดีมาก  จึงนิยมใช้เป็นหินในการก่อสร้างปราสาท และหมวดหินพูพาน  ประกอบด้วยหินกรวดมนและหินทรายสีขาวเทาอ่อน และน้ำตาลอ่อนปนเหลือง เกิดจากการสะสมของตะกอนในบริเวณธารประสานสาย คล้ายกับหมวดพระวิหาร  ดังนั้นลักษณะหินและความแข็งแรงจึงคล้ายคลึงกัน และนิยมนำมาสร้างปราสาท เช่นกัน ดังนั้น การเกิดรูพรุนของทับหลัง คงจะต้องพิจารณาลักษณะของหิน และลักษณะของรูพรุนด้วย<br />
3. จากการเปรียบเทียบภาพ Slide ที่ถ่ายเมื่อทับหลังชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก  สีมีลักษณะค่อนข้างดำคล้ำ แตกต่างจากภาพถ่ายทับหลังของกรมศิลปากรที่ถ่ายเมื่อได้ทับหลังกลับคืนมา ก่อนที่จะนำไปติดตั้งที่องค์ปราสาท จากข้อแตกต่างดังกล่าว อาจสันนิษฐานไว้เป็นเบื้องต้นได้ว่า  น่าจะมีการทำความสะอาดทับหลังนี้ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งก่อนที่จะนำไปติดตั้ง  คำถามก็คือว่า  ใครเป็นคนทำ และทำเพื่ออะไร<br />
4. จากรูปถ่ายทับหลังนารายณ์บรรทมสินธ์ุนั้น ปรากฏว่ามีไลเคนส์ ซึ่ง จิราภรณ์ อรัญยะนาค ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ กรมศิลปากร (สยามรัฐรายวัน 4 มิย. 42) กล่าวไว้ว่า “ไลเคนส์ (Lichens) หรือจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่เกิดจากสาหร่ายและราอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยสาหร่ายทำหน้าที่สังเคราะห์แสงสร้างอาหาร ส่วนราทำหน้าที่ดูดน้ำ อาหารและแร่ธาตุ เก็บรักษาความชุ่มชื้นและเป็นฐานให้สาหร่ายได้เกาะยึด ไลเคนส์ ที่พบบนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์นั้น เป็น ไลเคนส์<br />
ประเภท Crustose Lichen มีรูปร่างเป็นแผ่น ทัลลัส เกาะติดแน่นกับเนื้อหิน ไลเคนส์ชนิดนี้สร้างกรดอินทรีย์บางชนิดออกมาทำปฏิกริยากับเนื้อหินแล้วเกิดสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำเกาะติดแน่นคล้ายปูนอยู่บนผิวของหิน”<br />
รูปรอยของไลเคนส์ในภาพถ่ายทับหลังนารายณ์บรรทมสินธ์ุ ที่ถ่ายเมื่อยังอยู่ที่ปราสาท และในภาพถ่ายใหม่เมื่อได้ทับหลังกลับคืนมานั้น ส่วนใหญ่มีรูปรอยลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่น่าเสียดายที่รูปรอยไลเคนส์บนทับหลังที่ติดตั้งอยู่ที่ปราสาทในปัจจุบันนั้น ได้ลบเลือนไปเป็นอันมาก จนทำให้ยากต่อการศึกษาเปรียบเทียบและวินิจฉัยให้ชัดเจนได้อย่างมั่นใจ<br />
5.  ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นทับหลังของประตูมณฑปปราสาทประธานทางด้านทิศตะวันออก อันเป็นด้านหน้า ถือได้ว่าเป็นทับหลังชิ้นสำคัญ ดังนั้น หินที่จะใช้สำหรับแกะสลัก คงจะต้องได้รับการเลือกสรรอย่างดีและพิถีพิถัน คงจะไม่ใช้หินที่มีคุณภาพต่ำอย่างนี้<br />
6.  เนื่องจากทับหลังชิ้นนี้แตกชำรุด จนไม่สามารถนำไปติดตั้งในลักษณะเดิมได้ เป็นศิลปวัตถุชิ้นสำคัญ (Master piece) การนำไปติดตั้งน่าจะใช้เทคโนโลยี หรือภูมิปัญญามากกว่านี้ การนำไปติดตั้งโดยเอาไปติดกับแผ่นปูนซีเมนต์อย่างที่ทำไว้นั้น ได้ทำลายคุณค่าของงานศิลปะดังกล่าวไปอย่างน่าเสียดาย<br />
จากการที่ประเทศของเรามีโบราณวัตถุสถานเป็นจำนวนมาก มีหน่วยงานของรัฐ คือ กรมศิลปากร ดูแลรับผิดชอบ   ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว มีขนาดเล็ก มีบุคลากรจำกัด ดูแลได้ไม่ทั่วถึง  จึงปรากฏว่าโบราณวัตถุถูกโจรกรรม หรือกะเทาะส่วนสำคัญไปจากโบราณถาน ไปอยู่ตามบ้านนักสะสมโบราณวัตถุ ร้านค้าของเก่า หรือลักลอบนำออกนอกประเทศ ปรากฏอยู่ตามพิพิธภัณฑสถานในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก การเรียกร้องขอคืนก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็น แต่ก็ต้องทำ ส่วนประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า เราจะป้องกันการลักลอบนำโบราณวัตถุออกนอกประเทศได้อย่างไร การป้องกันน่าจะง่ายกว่าการขอคืน แต่ก็ยังทำกันไม่ได้ ซึ่ง สมประสงค์ พระสุจันทร์ทิพย์ (์.2543 : 2) ระบุว่า “สาเหตุสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความเสียหายทั้งหมด เป็นผลมาจากความหย่อนยาน และ การร่วมมือกันทุจริต ต่อความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”<br />
แต่อย่างไรก็ตาม  การที่ประชาชนชาวไทยทั้งมวล ได้ร่วมแรงร่วมใจสมัครสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกัน จนสามารถเรียกร้องทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับคืนมาได้นั้น  เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นนิมิตหมายอันดี ในการสร้างแบบอย่างให้แก่อนุชนรุ่งหลังในการดูแลรักษา รักและหวงแหนสมบัติทางวัฒนธรรม ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติมาแต่อดีตเป็นเวลายาวนาน ให้คงอยู่ตลอดไป<br />
ส่วนข้อสงสัยต่างๆที่เกิดขึ้น  ก็เป็นเรื่องปกติของการศึกษา ค้นคว้า  เป็นเรื่องของการเรียนรู้  การใช้ความร่วมมือร่วมใจสมัครสมานสามัคคีกัน  หาวิธีอธิบาย ชี้แจง หรือตรวจสอบหาความกระจ่าง เพื่อขจัดความเคลือบแคลงสงสัย ก็อยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้ บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า คนไทยมีสิทธิรักและห่วงแหนสมบัติทางวํฒนธรรมของชาติทุกคนและเท่าเทียมกัน</p>
<p>บรรณานุกรม<br />
จิราภรณ์ อรัญยะนาค. หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน. 4 มิย. 2542.<br />
วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ.พจนะ-สารานุกรมศิลปะไทย ฉบับคู่มือนักศึกษา.สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์.2542.<br />
ศิลปากร,กรม.การตรวจพิสูจน์ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทพนมรุ้ง. อมรินทร์พริ้นติ้ง<br />
แอนด์      พับลิชชิ่ง.2542.<br />
ศรีศักดิ์  วัลลิโภดม. The Sunday Nation. 11 ,8. 2541.<br />
สมิทธิ ศิริภัทร์ และ มยุรี วีระประเสริฐ.ทับหลัง การศึกษาเปรียบเทียบทับหลังที่พบในประเทศไทยและ<br />
ประเทศกัมพูชา.กรมศิลปากร.1990.<br />
สมประสงค์ พระสุจันทร์ทิพย์.เจาะเส้นทางขบวนการค้าโบราณวัตถุ.ไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์.2543.<br />
สรเชต  วรคามวิชัย.ปราสาทหินพนมรุ้ง.ชมรมอีสานใต้ศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์.เรวัตการพิมพ์.2530.<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์.เรวัตการพิมพ์.2531.<br />
สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์.ปราสาทเขาพนมรุ้ง ศาสนบรรพตที่งดงามที่สุดในประเทศไทย.สำนักพิมพ์มติชน.        พิมพ์ครั้งที่ 2.2535.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารู้จักกู่สวนแตงกันเถอะ</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/kusuantang/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/kusuantang/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jul 2008 12:05:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บุรีรัมย์ (บทความ)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=116</guid>
		<description><![CDATA[มารู้จักกู่สวนแตงกันเถอะ รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ เผยแพร่ใน สารประชาสัมพันธ์ สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ ปีที่ 23 ฉบับที่ 29 วันที่ 20-26 ตุลาคม 2541 บทนำ เมื่อพูดถึงโบราณวัตถุสถานของจังหวัดบุรีรัมย์ ใครๆก็จะต้องนึกถึงปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือปราสาทเมืองต่ำ เพราะโบราณวัตถุสถานที่กล่าวมานั้น มีความสำคัญและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป แต่ถ้าพูดถึงกู่สวนแตง ก็อาจจะมีคนงงกันบ้าง เพราะไม่ทราบว่า กู่สวนแตง คืออะไร อยู่ที่ไหน ทั้งนี้เพราะ กู่สวนแตง ไม่ค่อยมีชื่อเสียง ไม่มีความสำคัญ จึงไม่มีคนรู้จัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ หรือกู่สวนแตง ก็มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะสิ่งเหล่านี้คือสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ ของจังหวัดบุรีรัมย์ &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/kusuantang/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #993300;"><strong>มารู้จักกู่สวนแตงกันเถอะ</strong></span></p>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>เผยแพร่ใน สารประชาสัมพันธ์ สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์                                                                                                                                                                                                            ปีที่ 23 ฉบับที่ 29 วันที่ 20-26  ตุลาคม 2541</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/suantang3.jpg" rel='lytebox[kusuantang]'><img class="alignright alignnone size-medium wp-image-236" style="float: right; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="suantang3" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/suantang3-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>บทนำ</strong><br />
เมื่อพูดถึงโบราณวัตถุสถานของจังหวัดบุรีรัมย์ ใครๆก็จะต้องนึกถึงปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือปราสาทเมืองต่ำ เพราะโบราณวัตถุสถานที่กล่าวมานั้น มีความสำคัญและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป แต่ถ้าพูดถึงกู่สวนแตง ก็อาจจะมีคนงงกันบ้าง เพราะไม่ทราบว่า กู่สวนแตง คืออะไร อยู่ที่ไหน ทั้งนี้เพราะ กู่สวนแตง ไม่ค่อยมีชื่อเสียง ไม่มีความสำคัญ จึงไม่มีคนรู้จัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ หรือกู่สวนแตง ก็มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะสิ่งเหล่านี้คือสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ ของจังหวัดบุรีรัมย์ เพียงแต่ว่ากู่สวนแตง ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่านั้น</p>
<p>คำว่ากู่ เป็นภาษาอีสาน แปลว่าปรางค์ หรือปราสาท กู่สวนแตง ก็คือปราสาทซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทหินพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ แต่กู่สวนแตง เป็นปราสาทขนาดเล็ก ไม่มีโคปุระหรือประตูทางเข้า ไม่มีกำแพงแก้ว และระเบียงคตเหมือนกับปราสาทเมืองต่ำ มีแต่่ปราสาทก่อด้วยอิฐ จำนวน 3 องค์ ตั้งเรียงกันเป็นแถว บนฐานศิลาแลงเดียวกัน โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก บริเวณด้านหน้ามีบรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลง 2 หลัง และสระน้ำโบราณ 1 สระ ซึ่งกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและกำหนดเขต โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478 และเล่มที่ 98 ตอนที่ 104 วันที่ 30 มิถุนายน 2524 ครอบคลุมเนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา และขณะนี้ กรมศิลปากรกำลังดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยจ้างบริษัทไพรลดาดำเนินการ ในวงเงินงบประมาณ 200,000 บาท ซึ่งจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2541 นี้<br />
<span id="more-116"></span></p>
<p><strong>สถานที่ตั้ง<br />
</strong></p>
<p>กู่สวนแตง  ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตก โรงเรียนกู่สวนแตงพิทยาคม บ้านดงยาง  ตำบลกู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ชัยพจน์  จังหวัดบุรีรัมย์  การเดินทางไปกู่สวนแตงจากจังหวัดบุรีรัมย์  ใช้ทางหลวงหมายเลข 2074 ไปทางอำเภอคูเมือง และเข้้าอำเภอพุทไธสง จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 202 จากอำเภอพุทไธสงไปอำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา   และก่อนถึงสามแยกกิโลศูนย์ มีทางแยกด้านซ้ายมือเข้าโรงเรียนกู่สวนแตงพิทยาคม โบราณสถานจะอยู่ทางขวามือติดกับสำนักสงฆ์กู่สวนแตง  ระยะทางจากจังหวัดบุรีรัมย์ประมาณ  100 กิโลเมตร แต่ถ้ามาจากจังหวัดนครราชสีมา  ก็ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 และแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 202 ที่อำเภอประทาย ระยะทางจากจังหวัดนครราชสีมาประมาณ 100 กิโลเมตรเช่นกัน</p>
<p><strong>ประวัติความเป็นมา</strong><br />
กู่สวนแตงก็มีลักษณะเช่นเดียวกับโบราณสถานแบบเขมรในประเทศไทยแห่งอื่นๆ ซึ่งมักจะไม่ค่อยทราบประวัติความเป็นมา นอกจากโบราณสถานบางแห่งที่พบจารึก  เช่น ปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย  จังหวัดศรีสะเกษ เป็นต้น  แต่กู่สวนแตงไม่ปรากฏจารึกว่าสร้างขึ้นแต่เมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง  แต่อย่างไรก็ตาม ทับหลังที่ยังเหลืออยู่จำนวน 7 ชิ้น และได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครนั้น  รูปแบบและเรื่องราวที่แกะสลักบนทับหลัง สามารถนำไปเปรียบเทียบกับทับหลังของปราสาทแห่งอื่นๆ ทำให้สามารถกำหนดอายุได้ว่า  กู่สวนแตงสร้างขึ้นราว พุทธศตวรรษที่ 17 เนื่องในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู เป็นศิลปะที่มีลักษณะคล้ายศิลปะเขมรแบบนครวัด</p>
<p><strong>ศิลปกรรม</strong><br />
ศิลปกรรมที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้แก่</p>
<ol>
<li>ปราสาทก่อด้วยอิฐ จำนวน 3 องค์ ตั้งเรียงกันตามแนวเหนือ-ใต้ บนฐานศิลาแลงเดียวกัน   โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบันใดทางขึ้นตรงกลางทางด้านหน้าเพียงด้านเดียว  ปราสาทประธานซึ่งอยู่ตรงกลางจะมีมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า  มีประตูทางเข้า ส่วนอีกสามด้านเป็นประตูหลอก ปราสาทบริวารซึ่งตั้งอยู่ข้างซ้ายขวาของปราสาทประธานมีขนาดเล็กกว่า  มีประตูทางเข้าทางด้านหน้าด้านเดียวเช่นกัน ส่วนอีกสามด้านเป็นผนังเรียบ</li>
<li>บรรณาลัย  บริเวณด้านหน้าปราสาทมีบรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลงจำนวน 2 หลัง ปัจจุบันเหลือแต่ส่วนฐาน</li>
<li>สระน้ำโบราณ  บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้  มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยม ล้อมรอบด้วยคันดิน จำนวน 1 สระ ปัจจุบันตื้นเขิน ปรากฏเหลือให้เห็นอยู่เพียงเล็กน้อย</li>
<li>ศิลปะวัตถุ ข้างบรรณาลัยหลังด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีโบราณวัตถุประเภทหินทราย เช่น จอมโมฬี กลีบขนุน และรางนำ้มนต์ ตั้งทิ้งไว้ มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ลวดลายลบเลือน</li>
<li>ทับหลัง ได้พบทับหลังที่กู่สวนแตง จำนวน 7 ชิ้น เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ 3 แห่ง คือ พิมาย 5 ชิ้น ขอนแก่น 1 ชิ้น และ พระนคร 1 ชิ้น ทับหลังที่เก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย คือ ทับหลังแกะสลักเรื่องพระวิษณุตรีวิกรม หรือ ย่างสามขุม ทับหลังแกะสลักเรื่องกูรมาวตารของพระวิษณุ หรือ การกวนเกษียรสมุทร ทับหลังแกะสลักเรื่องศิวนาฏราช ทับหลังแกะสลักรูปขบวนแห่ และทับหลังแกะสลักรูปเทวดานั่งเหนีือเกียรติมุข</li>
</ol>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/suangtang-1.jpg" rel='lytebox[kusuantang]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-254" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="suangtang-1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/suangtang-1-300x143.jpg" alt="" width="300" height="143" /></a></p>
<p>ส่วนทับหลังที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น 1 ชิ้น  คือ ทับหลังแกะสลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และทับหลังที่เก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครอีก  1  ชิ้น คือ ทับหลังแกะสลักเรื่อง พระวิษณุอนันตศายิน ปัทมนาภะ หรือนารายณ์บรรทมสินธ์ุ</p>
<p>ทับหลังทั้ง 7 ชิ้นนี้ เป็นส่วนประดับตกแต่งที่สำคัญของประตูทางเข้าองค์ปราสาท  ดังนั้น  ทับหลังจึงได้รับการแกะสลักเป็นลวดลายและเรื่องราวต่างๆอย่างประณีตสวยงาม  และจากลวดลายและเรื่องราวที่แกะสลักบนทับหลังนี้เอง  ได้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการศึกษาค้นคว้าหาวิวัฒนาการของลวดลาย  จนสามารถนำไปใช้กำหนดอายุโบราณสถานเขมรได้อย่างแม่นยำ</p>
<p><strong>ทับหลังกู่สวนแตง  แต่ละชิ้นมีความหมาย  มีคุณค่าทั้งทางด้านเนื้อหาและรูปแบบ   ซึ่งมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้</strong></p>
<p><strong>1. ทับหลังเรื่องพระวิษณุตรีวิกรม ย่างสามขุมหรือ วามนาวตาร</strong><br />
เป็นเรื่องการอวตารของพระวิษณุ   เทพองค์หนึ่งในตรีมูรติ เป็นเทพผู้รักษา  ดังนั้น เมื่อโลกเกิดยุคเข็ญขึ้นครั้งใด  พระวิษณุก็จะอวตารลงมาปราบยุคเข็ญนั้น การอวตารของพระองค์ที่รู้จักกันดีมี 10 ครั้ง  ซึ่งเรียกกันว่านารายณ์ 10 ปาง ได้แก่ มัสยาวตาร (เป็นปลา) กูรมาวตาร (เป็นเต่า) วราหาวตาร (เป็นหมููป่า) นรสิงหาวตาร (เป็นนรสิงห์) วามนาวตาร (เป็นพราหมณ์เตี้ย) ปศุรามาวตาร  (เป็นพรามหณ์ชื่อปาศุราม) รามาวตาร (เป็นพระราม) กฤษณาวตาร (เป็นพระกฤษณะ) พุทธาวตาร (เป็นพระพุทธเจ้า) กัลกยาวตาร  (เป็นบุรุษขี่ม้าขาวชื่อกัลกี) ดังนั้น วามนาวตาร จึงเป็นเรื่องของพระวิษณุที่อวตารเป็นพราหมณ์เตี้ย เรื่องก็มีอยู่ว่า ท้าวพลีซึ่งเป็นอสูรได้ทำพิธีบูชายันต์ ทำให้อสูรมีฤทธิ์มากมาย และพากันไปยึดเทวโลกและมนุษย์โลกไว้  เดือนร้อนถึงพระวิษณุต้องอวตารเป็นพราหมณ์เตี้ยชื่อวามน  ได้เข้าไปร่วมพิธีบูชายันต์  ทำตัวสนิทสนมจนท้าวพลีไว้วางใจ และได้ขอแผ่นดิน  3  ก้าว ท้าวพลีก็ยินดีให้  พราหมณ์วามนจึงเนรมิตกายให้ใหญ่ขึ้นจนสุดประมาณได้ ก้าวสามก้าวก็สามารถได้โลกทั้งสาม คือ โลกมนุษย์ บาดาลและสวรรค์ คืนจากอสูร</p>
<p>ทับหลังกู่สวนแตง เรื่องพระวิษณุตรีวิกรม ย่างสามขุม หรือ วามนาวตาร  แกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่อง (naration) คือ  ภาพที่มีเรื่องหลายตอนต่อเนื่องอยู่ในภาพเดียวกัน กล่าวคือ ตรงกลางทับหลังเป็นภาพพระวิษณุสี่กรกำลังก้าวข้ามโลกทั้งสาม ซึ่งแสดงโดยมหาสมุทรซึ่งมีรูปสัตว์และรูปดอกบัว มีพระภูมิเทวีีรองรับพระบาทซ้ายของพระองค์ไว้   ด้านขวาทับหลัง เป็นภาพท้าวพลีกำลังหลั่นน้ำลงบนฝ่ามือของพราหมณ์วามน ในการมอบที่ดินสามก้าว เหนือขึ้นไป เป็นภาพท้าวพลีที่ถูกพันธนาการ มีพระยม แห่งโลกบาดาลยืนคุมอยู่ ด้านซ้ายทับหลัง พระวิษณุได้ปรากฏกายอีกครั้งหนึ่ง  โดยใช้พระบาทซ้ายเหยียบอก และพระกรซ้ายจิกพระเกศาท้าวพลี  ส่วนเนื้อที่ว่างจะเป็นภาพบุคคลเหาะและภาพสัตว์ต่างๆ</p>
<p>รูปแบบศิลปกรรมของทับหลังชิ้นนี้เป็นแบบนครวัด สังเกตได้จากบุคคลในภาพสวมอาภรณ์สมพต   กรองศอของพระวิษณุ  และศิราภรณ์  ของพระภูมิเทวี  นอกจากนั้นการจัดองค์ประกอบแบบภาพเล่าเรื่อง ซึ่ง  เป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปสมัยนครวัด</p>
<p>ทับหลังชิ้นนี้ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/suangtang-2.jpg" rel='lytebox[kusuantang]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-255" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="suangtang-2" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/suangtang-2-300x126.jpg" alt="" width="300" height="126" /></a></p>
<p><strong>2. ทับหลังเรื่องกูรมาวตารหรือการกวนเกษียรสมุทร</strong><br />
เป็นเรื่องของพระวิษณุที่อวตารลงมาเป็นเต่าใช้แผ่นหลังรองรับเขามันทระ     ในการกวนเกษียรสมุทร เรื่องก็มีอยู่ว่า เหล่าเทวดาและพระอินทร์ถูกฤษีสาปทำให้ฤทธิ์เสื่อมลง เมื่อต่อสู้กับอสูรก็จะพ่ายแพ้ตลอด    เหล่าเทวดาจึงคิดอุบายทำดีกับเหล่าอสูร ให้อสูรช่วยทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤทธิ์ พระวิษณุอวตารเป็นเต่าขนาดใหญ่เพื่อรองรับเขามันทระที่ใช้ทำเป็นไม้กวน โดยมีนาควาสุกรีเป็นเชือกชัก เหล่าเทพและอสูรช่วยกันดึง เมื่อได้น้ำอมฤทธิ์แล้ว พระพระ<br />
วิษณุได้ใช้อุบายให้เหล่าเทพได้ดื่มน้ำอมฤทธิ์แต่ฝ่ายเดียวเพื่อลบล้างคำสาปของพระฤษีการกวนเกษียร<br />
สมุทรนั้น  นอกจากได้น้ำอมฤทธิ์ แล้ว ยังได้เหล่านางอัปสร และสิ่งวิเศษอื่นๆ ที่สำคัญคือได้พระลักษมีซึ่งต่อมาเป็นชายาของพระวิษณุ</p>
<p>ภาพแกะสลักที่กู่สวนแตง เรื่องกูรมาวตารหรือการกวนเกษียรสมุทร แกะสลักเป็นรูปเทวดาและอสูร ด้านละ 3 (ส่วนที่เป็นใบหน้าถูกกระเทาะแตกหักหายไป) กำลังดึงลำตัวพญานาควาสุกรีที่ใช้ลำตัวพันรอบเขามันทระที่ทำเป็นไม้กวน แสดงโดยการทำเป็นก้านบัว รองรับด้วยหลังเต่าจักรวาลนอนอยู่ก้นมหาสมุทร พระพรหมสี่พักตร์  สี่กร ประทับนั่งบนดอกบัว  องค์พระวิษณุสี่กรปรากฏกายสองครั้ง คือ เป็นเต่ารองรับไม้กวน และเหาะอยู่ตรงกลางไม้กวน  ด้านบนทับหลังเป็นรูปบุคคลเหาะ  บริเวณว่างประดับด้วยดอกไม้หรือดอกแก้ว รูปบุคคล และรูปสัตว์ต่างๆ</p>
<p>รูปแบบศิลปกรรม การจัดองค์ประกอบและการนิยมตกแต่งด้วยรูปสัตว์ต่างๆ เป็นศิลปแบบบาปวน ส่วนรายละเอียดเป็นศิลปแบบนครวัด สังเกตได้จาก แบบท่าทางเหาะของรูปบุคคล และการรังเกียจบริเวณว่าง</p>
<p>ทับหลังชิ้นนี้แต่เดิมประดับอยู่เหนือกรอบประตูหลอกด้านทิศตะวันตกของปราสาทประธาน  ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา</p>
<p><strong>3. ทับหลังแกะสลักเรื่องศิวนาฏราช</strong><br />
ศิวนาฏราชเป็นรูปหนึ่งของพระศิวะ  เทพเจ้าสำคัญองค์หนึ่งในตรีมูรติ และเป็นเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งปรากฏในคำภีร์ภรตนาฏยศาสตร์ว่าทรงฟ้อนรำได้ถึง 108 ท่า ผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า  จังหวะการฟ้อนรำของพระศิวะนั้น อาจจะบันดาลผลดีผลร้ายแก่โลกได้ หากพระองค์ฟ้อนรำในจังหวะที่พอดีจะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข หากฟ้อนรำในจังหวะที่รุนแรงจะเป็นผลร้าย นำภัยพิบัติมาสู่โลกได้  เช่น แผ่นดินไหว  ภูเขาไฟระเบิด  เป็นต้น</p>
<p>ศิวนาฏราชนั้นมีบทบาทสำคัญต่อคติความเชื่อและศิลปะของอินเดียค่อนข้างสูง  โดยทั่วไปทำเป็นรูปพระศิวะ 10 กร ยืนอยู่บนตัวคนแคระฟ้อนรำอยู่ภายใต้เปลวไฟเป็นวงกลม  ส่วนในประเทศไทย  ศิวนาฏราชพบตามศาสนสถานประเภทปราสาททั่วไป เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง  จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และปราสาทศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์  เป็นต้น</p>
<p>ทับหลังภาพศิวนาฏราชของกู่สวนแตง แกะสลักเป็นภาพพระศิวะ สองกร ทรงฟ้อนรำ อยู่ตรงกลางทับหลัง  ด้านขวาของพระองค์เป็นภาพอสูร ด้านซ้ายเป็นภาพพระพรหมและพระคเนศ  เหนือขึ้นไปเป็นเทพอับสรกำลังฟ้อนรำ  ด้านข้างทับหลังเป็นเหล่าเทพ ทรงถือบังสูรย์  บังแทรก อันเป็นเครื่องสูง  บริเวณว่างประดับด้วยลายดอกแก้ว</p>
<p>รูปแบบของศิลปกรรม  เป็นศิลปะเขมรแบบนครวัด  ทั้งนี้เพราะ ลักษณะการจัดภาพ  เทคนิคการแกะสลักเป็นแบบเดียวกับทับหลังเรื่องนารายณ์บรรทมสินธุ์ และทับหลังเรื่องวิษณุตรีวิกรม ซึ่งเป็นทับหลังจากกู่สวนแตงเช่นกัน พิจารณาได้ว่าน่าจะเป็นฝีมือสกุลช่างเดียวกัน</p>
<p>ทับหลังชิ้นนี้ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย</p>
<p><strong>4. ทับหลังแกะสลักรูปขบวนแห่</strong><br />
แกะสลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ   บนคชาธาร  พระหัตถ์ขวาทรงถือดอกบัว   แวดล้อมด้วยบริวารถือ บังสูรย์  บังแทรก  อันเป็นเครื่องสูง</p>
<p>รูปแบบศิลปกรรม  มีลักษณะคล้ายศิลปะเขมรแบบนครวัด  สังเกตได้จาก  การจัดภาพบุคคลเป็นจำนวนมาก  ประกอบกับภูษาทรงชักชายออกมาด้านหน้าค่อนข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  รวมทั้งสัปคับที่มีปลายเป็นรูปนาค  ซึ่งมีรัศมีเชื่อมเป็นแผ่นเดียวกัน (สุริยวุฒิ  สุขสวัสดิ์ . 2531:100)</p>
<p>ทับหลังชิ้นนี้ ตอนล่างชำรุดแตกหัก  ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย</p>
<p><strong>5. ทับหลังแกะสลักรูปเทวดานั่งเหนีือเกียรติมุข</strong><br />
รูปเทวดาประทับนั่งเหนือเกียรติมุขหรือหน้ากาลกลางทับหลัง  หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยแยกออกไปทั้งสองข้าง  ทับหลังลักษณะเช่นนี้พบทั่วไปเป็นจำนวนมาก   ภาพบุคคลหรือเทพบางรูปสามารถระบุได้ว่าเป็นเทพองค์ใด  โดยพิจารณาจากพาหนะและอาวุธที่ทรงถือ  แต่ส่วนใหญ่จะระบุค่อนข้างยาก  ทั้งนี้เพราะอาวุธที่ทรงถือนั้น  แตกหักหรือลบเลือนจนไม่สามารถระบุอย่างชัดเจนได้</p>
<p>หน้ากาลหรือเกียรติมุข  เป็นรูปหน้าขบ  มีแต่หัวไม่มีขากรรไกร  มีมาตามคติพราหมณ์ เรื่องเดิมมีอยู่ว่า<br />
ครั้งหนึ่งพระอิศวร เกิดพิโรธอย่างรุนแรง จนเกิดตัวเกียรติมุข กระโดดออกมาจากหน้าตรงระหว่างคิ้วที่ขมวดนั้น ตัวเกียรติมุุขหรือตัวโกรธนี้ เมื่อบังเกิดขึ้น มันก็หิวทันที มันเริ่มกินทุกสิ่งทุกอย่างรอยตัวเอง เมื่อไม่มีอะไรกินมันก็เริ่มกินตัวมันเอง คือ แขน ขา ลำ ตัว จนเหลือแต่หัว ขณะนั้นพระอิศวรทรงทอดพระเนตรดูโดยตลอด ได้เห็นโทษของความโกรธอันทำให้เกิดตัวเกียรติมุขนั้น   พระองค์จึงตรัสกับตัวเกียรติมุขว่า ลูกเอ๋ย พ่อเห็นแล้วว่า ความโกรธนี้มันเผาผลาญหมดทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ตัวเอง เจ้าจงไปประดิษฐานอยู่ตรงหน้าบันหรือส่วนมุกของเทวลัยเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติมวลมนุษย์ทั่วไปให้รู้จักยับยั้งความโกรธเสีย ตัวเกียรติมุขจึงปรากฏตามเทวสถานทั่งไปจนบัดนี้<br />
ตัวเกียรติมุขนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หน้ากาละ หมายถึงกาลเวลาย่อมกินตัวเอง และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้หมดสิ้นไป มนุษย์จึงไม่ควรประมาท (น.ณ ปากน้ำ.2522:37-38)</p>
<p>ในทางศิลปะ รูปเกียรติมุขหรือหน้ากาล ทำเป็นรูปใบหน้าสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ลักษณะใบหน้าผสมผสานคล้ายกับมนุษย์ประเภทดุร้ายกับสัตว์ประเภทเสือ ส่วนที่เป็นจมูกมีลักษณะป้านแบน ดวงตากลมพองถลนออกมา บางครั้งจากดวงตานี้มีเขาขนาดเล็กงอกต่อขึ้นไป ใบหน้าตอนบนช่วงหน้าผากมักทำเป็นลวดลายอย่างใบไม้ อ้าปากกว้าง ริมฝีปากบนมีฟัน และเขี้ยว ไม่มีริมฝีปากล่าง ใบหน้าสัตว์ประหลาดอย่างนี้บางครั้งตอนล่างของปากมีมือ อย่างมนุษย์หรืออุ้งเท้าสัตว์ปรากฏอยู่สองข้าง</p>
<p>รูปเกียรติมุข ปรากฏแพร่หลายมากในศิลปะขอม มักจะแกะสลักไว้บนทับหลังประตูทางเข้าเทวสถานทั่วไป กล่าวกันว่าเริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 โดยได้แบบอย่างมาจากศิลปะสมัยศรีวิชัย</p>
<p>สันนิษฐานกันว่า เกียรติมุขนี้คงจะแผ่เข้ามาในประเทศไทยสมัยทวารวดี และสมัยศรีวิชัย มีคติเชื่อกันว่า เกียรติมุขนี้เป็นยันต์ เป็นเทพเจ้ารักษาธรณีประตู เป็นเครื่องป้องกัน บ้านเรือน ขับไล่เสนียดจัญไร ในอินเดียถือว่าเกียรติมุขนี้จะคอยคุ้มครองผู้นับถือพระศิวะ ที่มาของเกียรติมุขนี้ บางท่านเข้าใจว่ามีกำเนิดในประเทศใดประเทศหนึ่งในทวีปเอเชียนี้ อาจจะได้มาจากธิเบตก็ได้ บางท่านว่ากำเนิดเดิมอยู่ที่ ประเทศจีน ยังมีรูปเรียกว่าต่าวเจียว (Tีao Tีieh) เทพเจ้าผู้ตะกละ เป็นรูปทำนองเดียวกับเกียรติมุขของอินเดีย ปรากฏอยู่ในภาชนะสัมฤทธิ์จีนสมัยซางหรือหยิน(850-550 ปีก่อนพุทธกาล) ซึ่งอยู่ในพิพิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส แล้วแผ่ไปยังอินเดียโดยทางบก ปรากฏอยู่ในศิลปะของอินเดียสมัยอมราวดีและคุปตะ ที่น่าสังเกตุอีกประการหนึ่ง คือ ลายเฉพาะ ที่มีแต่หน้าแบบเกียรติมุขนี้ ยังพบในลายของพวกอินเดียนแดงอีกด้วย สันนิษฐานว่าจะไปจากประเทศจีนครั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (สารานุกรมไทย.2529-2502:1557)</p>
<p>ทับหลังรูปเทวดานั่งเหนือเกียรติมุขนี้  ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย</p>
<p><strong>6.ทับหลังแกะสลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ</strong><br />
แกะสลักเป็นภาพพระอินทร์ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ บนฐานบัว ภายในซุ้มเรือนแก้ว  เหนือเศียรช้างเอราวัณ  พระกรขวาทรงถือวัชระ  ช้างเอราวัณใช้งวงจับท่อนพวงมาลัยที่โค้งขึ้นและม้วนออกไปเป็นวงโค้งทางด้านข้าง  ซึ่งเป็นพวงอุบะ  เหนือพวงอุบะเป็นรูปฤษี  จากพวงอุบะเป็นลายท่อนพวงมาลัยทำเป็นวงโค้งออกไปทางด้านข้างทับหลัง</p>
<p>รูปแบบศิลปกรรม  การจัดองค์ประกอบเป็นศิลปะแบบบาปวน  เช่นเดียวกับทับหลังรูปเทวดาประทับนั่งเหนือเกียรติมุข จากโบราณสถานแห่งเดียวกัน</p>
<p>ทับหลังชิ้นนี้  แต่เดิมประดับอยู่ที่ประตูทางเข้าปรางค์องค์ด้านทิศตะวันตก  ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/suantang1.jpg" rel='lytebox[kusuantang]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-256" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="suantang1" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/08/suantang1-300x124.jpg" alt="" width="300" height="124" /></a></p>
<p><strong>7. ทับหลังเรื่องพระวิษณุอนันตศายิน-ปัทมนาภะ หรือนารายณ์บรรทมสินธุ์</strong><br />
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำเนิดพระพรหม ในศิลปะแบบเขมรนิยมแกะสลักเรื่องนี้กันมาก เช่น   ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง  จังหวัดบุรีรัมย์  และปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นต้น</p>
<p>พระพรหม เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งในตรีมูรติ หรือเทพเจ้าสามองค์ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู  อันได้แก่พระพรหมเทพผู้สร้าง  พระวิษณุหรือพระนารายณ์เทพผู้รักษา และพระศิวะเทพผู้ทำลายล้าง  การกำเนิดพระพรหมนั้น<br />
ตามคำภีร์วราหบุรณะว่า  พระพรหมธาดา  ได้บังเกิดในดอกบัว  อันผุดผาดขึ้นจากพระนาภีของพระวิษณุ (นารายณ์) ในขณะที่บรรทมหลับอยู่บนหลังอนันตนาคราช ณ เกษียรสมุทร  แล้วพระพรหมองค์นี้จึงได้สร้างมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งสามโลก  แต่คำภีร์ปัทมบุรณะกล่าวถึงพระพรหมาไปอีกทางหนึ่งว่า  เมื่อพระวิษณุเป็นเจ้ามีประสงค์จะสร้างโลก  จึงทรงแบ่งภาค<br />
พระองค์เองออกเป็น 3  คือสร้างพระพรหมาจากปรัศว์ (สีข้าง) ข้างขวา สร้างพระพิษณุ (พระองค์เอง) จากปรัศว์เบื้องซ้าย สร้างพระศิวะมหากาฬจากบั้นกลางพระองค์ (สัจจาภิรมย์.2517:48)</p>
<p>ทับหลังกู่สวนแตง เรื่องพระวิษณุอนันตศายิน ปัทมนาภะ หรือนารายณ์บรรทมสินธุ์ แกะสลักเป็นภาพพระวิษณุสี่กร นอนตะแคงขวาบนหลังพญาอนันตนาคราช  ซึ่งทอดตัวอยู่เหนือมังกร  ไว้ตรงกึ่งกลางทับหลัง จากพระนาภีองค์พระวิษณุมีก้านบัวผุดขึ้นย้อนกลับไปทางด้านหลัง  และแตกเป็นดอกบัวตูมและดอกบัวบาน ดอกบัวบานมีสามดอก ดอกตรงกลางทำเป็นรูปพระพรหม สี่พักตร์ สี่กร ดอกบัวด้านข้างซ้ายและขวามีรูปบุคคลเหาะ  ที่ปลายพระบาทของพระวิษณุมีรูปพระลักษมีและพระภูมิเทวี นั่งประคองพระชงฆ์อยู่ทั้งสององค์  ด้านข้างซ้ายและขวาของทับหลังแกะสลักเป็นลายพันธุ์พฤกษา</p>
<p>ลักษณะศิลปกรรมของทับหลังชิ้นนี้  เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปสมัยบาปวน กับศิลปสมัยนครวัด ซึ่งต่อเนื่องกัน จะเห็นได้ว่า การจัดองค์ประกอบเป็นแบบบาปวน คือ จัดลายท่อนพวงมาลัยทอดยาวกลางทับหลังตอนปลายทำเป็นลายก้านขด ใต้ท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้ม้วน ส่วนเหนือท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้สามเหลี่ยม นอกจากนั้นยังมีนาคที่ไม่ได้ประดับเศียรอันเป็นรูปแบบของนาคสมัยบาปวนปรากฏอยู่ด้วย  ส่วนรูปแบบที่เป็นศิลปสมัยนครวัดได้แก่ อาภรณ์แบบสมพตขององค์พระวิษณุ  (ผ้านุ่งของบุรุษชาวเขมร  เป็นผ้าพันรอบสะโพก ขมวดเป็นปมด้านหน้า ชายผ้าห้อยลงมาระหว่างขาด้านหน้า  ตวัดไปเหน็บชายด้านหลัง เรียกว่านุ่งหยักรั้ง) ชายผ้าด้านหน้าทำเป็นรูปสมอเรือ  และศิราภรณ์ของพระลักษมีและพระภูมิเทวี ทำเป็นรูปดอกไม้กลม 3 ดอก มียอดแหลมขึ้นไป กับกรองศอรูปสามเหลี่ยมมีอุบะเล็กๆห้อย ซึ่งเป็นรูปแบบของเครื่องประดับ ศิลปสมัยนครวัด</p>
<p>ทับหลังชิ้นนี้เดิมประดับอยู่ที่ประตูทางเข้าปราสาทด้านทิศตะวันออกของปราสาทองค์ด้านทิศเหนือ  ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร  กรุงเทพมหานคร</p>
<p><strong>บทสรุป</strong><br />
จากตัวอย่างทับหลังของกู่สวนแตง  อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์  จังหวัดบุรีรัมย์  ที่นำเสนอมา จะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายทั้งทางด้านรูปแบบและเนื้อหาสาระ  ทางด้านรูปแบบ  จะปรากฏการคลี่คลายของศิลปะสมัยหนึ่งไปยังอีกสมัยหนึ่งที่ต่อเนื่องกัน คือ คือสมัยบาปวน  และสมัยนครวัด   ส่วนทางด้านเนื้อหา นอกจากจะได้ทราบถึงระบบความเชื่อ สภาพสังคม การแต่งกาย และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนแล้ว  ยังสามารถจินตนาการลักษณะนิสัยของผู้คนในอดีตได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น   การจัดภาพบุคคล ภาพสัตว์ ดอกไม้ ใบไม้ ลงในบริเวณว่าง  แสดงให้เห็นถึงนิสัยใจคอของผู้คนที่มีความรักธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม  ซึ่งภาพเหล่านี้อาจเป็นเครื่องเตือนใจให้เรากลับมาสนใจสิ่งแวดล้อมที่ปัจจุบันตกอยู่ในสภาพวิกฤตก็เป็นได้</p>
<p>ทับหลังทั้งหมด  แต่เดิมประดับอยู่ที่ประตูทางเข้าองค์ปราสาท  แต่คนร้ายได้งัดแงะออกไปเพื่อจำหน่ายให้ชาวต่างประเทศ  ซึ่งเมื่อกรมศิลปากรทราบเรื่อง ได้ติดตามกลับคืนมาได้ และนำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆหลายแห่ง  ไม่กล้าเอากลับไปติดตั้งไว้ที่เดิม เพราะเกรงว่าจะสูญหายไปอีก ทับหลังก็เลยอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กาลเวลาได้เปลี่ยนไป โบราณวัตถุประเภททับหลัง  ไม่เป็นที่นิยมของนักสะสมของเก่าอีกต่อไปแล้ว อีกประการหนึ่ง  ประชาชนเริ่มเห็นคุณค่าและเริ่มรู้สึกหวงแหนสมบัติทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น และที่สำคัญ คือ  ขณะนี้ กรมศิลปากรกำลังดำเนินการบูรณะกู่สวนแตงอยู่พอดี ดังนั้น ความคิดที่จะนำทับหลังกลับคืนมาไว้ที่เดิม จึงเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้.</p>
<p>กู่สวนแตง โบราณสถานที่สำคัญอีกแห่งนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ปรากฏว่าไม่ค่อยมีใครสนใจ ซึ่งคงเนื่องจาก กรมศิลปากรได้นำทับหลังซึ่งเป็นส่วนสำคัญยิ่งขององค์ปราสาททั้งหมดไปจัดแสดงไว้ตามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ ทำให้กู่สวนแตงขาดส่วนประกอบที่สำคัญ ขาดชีวิตชีวาและจิตวิญญาณ ไม่สามารถสร้างอารมณ์ความรู้สึกในเรื่องคุณค่าทางความงามได้  เปรียบเสมือนการกินอาหารที่จืดชืด ขาดรสชาติ ดังนั้น ในขณะที่กรมศิลปากรกำลังดำเนินการบูรณะอยู่นี้  ได้โปรดพิจารณานำทับหลังทั้งหมดกลับมาติดตั้งไว้ ณ ที่เดิมด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างความสำคัญและเพื่อประโยชน์ในการศึกษาที่ต่อเนื่อง แต่ถ้าหากติดขัดด้วยข้อกฏหมายใดๆก็ตาม ก็ควรรีบดำเนินการแก้ไข จากนั้นปรับปรุงภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างแรงจูงใจ</p>
<p>และเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ดีแล้ว ก็คงเป็นเรื่องของการบริหารและการจัดการที่เหมาะสม  เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรทางวัฒนธรรมของชาติที่มีความสำคัญในอดีตแห่งนี้อำนวยประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในปัจจุบันให้ได้   ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น<br />
การนำเสนอข้อมูล การประชาสัมพันธ์ ให้เข้าใจความหมาย ความสำคัญ และการนำมาใช้อย่างรู้คุณค่า และที่สำคัญที่สุด  จะต้องส่งเสริมให้ชาวบ้านกู่สวนแตงและหมู่บ้านใกล้เคียงได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการบริหารและการจัดการด้วย เพราะมรดกทางวัฒนธรรมนั้นเป็นสมบัติของชาติ ของประชาชนและท้องถิ่น</p>
<p><strong>หนังสืออ้างอิง</strong><br />
ศิลปากร,กรม.ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม           2 จังหวัดสุรินทร์. กรุงเทพฯ: หน่ำกังการพิมพ์,.2536..<br />
แผนที่ทางโบราณคดีจังหวัดบุรีรัมย์.             กรุงเทพฯ:ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย,.2532<br />
ราชบัณฑิตยสถาน. สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน          (เล่ม 3). รุ่งเรืองธรรม,2529-2502.<br />
สมิทธิ  ศิริภัทร์ และมยุรี  วีระประเสริฐ.ทับหลัง.<br />
กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร,2533.<br />
สัจจาภิรมย์,พระยา. เทวกำเนิด.<br />
กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2517.<br />
สุริยวุฒิ  สุขสวัสดิ์,ศ.ดร.ทับหลังในประเทไทย.<br />
กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ,2531<br />
น. ณ ปากน้ำ.พจนานุกรมศิลป์.พิมพ์ครั้งที่ 2.<br />
กรุงเทพฯ:กรุงสยามการพิมพ์,2522.<br />
Smitthi  Siribhadra &amp; Elizabeth  Moore.<br />
Palaces of the Gods. Bangkok: River Books, 1992.</p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/kusuantang/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/kusuantang/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปราสาทศีขรภูมิ</title>
		<link>http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Jul 2008 14:47:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บุรีรัมย์ (บทความ)]]></category>
		<category><![CDATA[Add new tag]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.wisut.net/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[“ควรจะนำทับหลัง 2 ชิ้น ที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย กลับคืนไปยังสถานที่เดิม เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับปราสาท และสร้างความภาคภูมิใจ ให้แก่ชาวจังหวัดสุรินทร์ เช่น เดียวกับที่ได้นำทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับไปติดตั้งไว้ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์มาแล้ว” ปราสาทศีขรภูมิ คืนความภาคภูมิใจสู่ท้องถิ่น รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน วันที่ 13  มกราคม 2541 ปราสาทศีขรภูมิ  อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ จากรายงานเรื่อง ตามรอยอารยธรรมขอมที่”ปราสาทเมืองต่ำ”ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งรายงานโดย ศตวรรษสมัย ปรากฏว่ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเกี่ยวกับภาพประกอบเปรียบเทียบก่อนและ หลังการบูรณะปราสาท กล่าวคือ ภาพก่อนการบูรณะเป็นภาพถ่ายเก่าปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัยจังหวัดบุรีรัมย์ สังเกตได้จากรูปทรงของปราสาทองค์ด้านทิศเหนือและประตูทางเข้าของปราสาทองค์ &#8230; <a href="http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #993300;">“ควรจะนำทับหลัง  2  ชิ้น  ที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย  กลับคืนไปยังสถานที่เดิม  เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับปราสาท  และสร้างความภาคภูมิใจ  ให้แก่ชาวจังหวัดสุรินทร์  เช่น  เดียวกับที่ได้นำทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับไปติดตั้งไว้ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง  ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์มาแล้ว”</span></p>
<p><span style="color: #333300;"><strong><span>ปราสาทศีขรภูมิ คืนความภาคภูมิใจสู่ท้องถิ่น</span></strong></span></p>
<p>รศ.วิสุทธิ์  ภิญโญวาณิชกะ</p>
<p>เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน วันที่ 13  มกราคม 2541</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/srikor-8.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4]'><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-218" style="float: left; margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="srikor-8" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/srikor-8-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></p>
<p><em>ปราสาทศีขรภูมิ  อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์</em></p>
<p>จากรายงานเรื่อง ตามรอยอารยธรรมขอมที่”ปราสาทเมืองต่ำ”ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งรายงานโดย ศตวรรษสมัย ปรากฏว่ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเกี่ยวกับภาพประกอบเปรียบเทียบก่อนและ หลังการบูรณะปราสาท กล่าวคือ ภาพก่อนการบูรณะเป็นภาพถ่ายเก่าปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัยจังหวัดบุรีรัมย์ สังเกตได้จากรูปทรงของปราสาทองค์ด้านทิศเหนือและประตูทางเข้าของปราสาทองค์ ด้านทิศใต้ เมื่อเปรียบเทียบในบทรายงานนั้น ไม่ใช่ ภาพถ่ายปราสามเมืองต่ำแต่เป็นภาพถ่ายปราสาทศีขรภูมิ อ. ศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ก็แจ้งมาเพื่อเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และขอสังเขปเรื่องของปราสาทศีขรภูมิมาพร้อมนี้<br />
ปราสาทศีขรภูมิหรือปราสาทบ้านระแงง ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ องค์ปราสาทตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟศีขรภูมิไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร การเดินทางไปชมปราสาทสะดวกทั้งทางรถไฟและรถยนต์ ทางรถไฟนั้นมีรถไฟสายกรุงเทพ – อุบลราชธานี ผ่านและจอดรับส่งแทบทุกขบวนทั้งรถเร็ว รถธรรมดา รถดีเซลราง และรถชานเมือง ยกเว้นรถด่วนและรถด่วนพิเศษ ส่วนทางรถยนต์นั้นจากจังหวัดสุรินทร์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 226 สุรินทร์ &#8211; ศรีสะเกษ ระยะทางจากจังหวัด สุรินทร์ประมาณ 35 กิโลเมตรเท่านั้น</p>
<p><span id="more-83"></span></p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/srikor-3.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4]'><img class="alignnone size-medium wp-image-219" style="margin-left: 20px; margin-right: 20px;" title="srikor-3" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/srikor-3-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /><span style="text-decoration: underline;"><em>&#8220;ศิวนาฏราข &#8221; ทับหลัง ปราสาทประธาน ปราสาทศีขรภูมิ</em></span>ิ</a></p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/srikor-3.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4]'><br />
</a></p>
<p>ปราสาทศีขรภูมิ  เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย  องค์ปราสาทก่อด้วยอิฐ  ประดับเสากรอบประตู  ทับหลังและส่วนสำคัญอื่นๆ  ด้วยหินทรายและปูนปั้น  มีจำนวน  5  องค์  ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมจตุรัสฐานเดียวกันหันหน้าไปทางทิศตะวันออกปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลาง  และมีปราสาทบริวารตั้งอยู่ที่มุมฐานทั้งสี่มุม  มี  สระน้ำ  3  สระ  สระหนึ่งอยู่ทางทิศเหนืออ้อมไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ส่วนอีก  2  สระอยู่ด้านทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้  รูปแบบของผังเป็นการแสดงลักษณะของการจำลองภูเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล  ผังลักษณะเช่นนี้ไม่ค่อยพบในประเทศไทยส่วนในประเทศ  กัมพูชา  จะปรากฏอยู่ทั่วไป  เช่น  ปราสาทตาแก้ว  ปราสาทแปรรูป  และ  ปราสาทนครวัด  เป็นต้น<br />
ปราสาทศีขรภูมินี้ กรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนพร้อมทั้งกำหนดเขตโบราณสถาน  โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม  98  ตอนที่  104  วันที่  30  มิถุนายน  2524  เนื้อที่ทั้ง  10  ไร่  2  งาน  27  ตารางวา  ปัจจุบัน ได้บูรณะเสร็จเรียบร้อยแล้ว<br />
เกี่ยวกับยุคสมัยของปราสาท  อาจารย์  น.ณ.ปากน้ำ (2527:66)  ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่า  “ปราสาทศีขรภูมิ  ซึ่งเดิมเรียกกันว่าปราสาทบ้านระแงงอยู่ในสุรินทร์  สมัยก่อนยึดเป็นทฤษฎีกันว่า  เป็นปราสาทก่ออิฐที่เก่าแก่ที่สุด  แต่หลังจากการศึกษาระบบปราสาทก่ออิฐอย่างละเอียด  ข้าพเจ้าตระหนักความจริงว่า  เราต้องคำนึงถึงรูปทรงและเทคนิคการก่อสร้าง  รวมทั้งทับหลังเป็นองค์ประกอบในการวินิจฉัย อันปราสาทศีขรภูมินี้  ทับหลังขององค์ปราสาทองค์กลาง มีรูปหน้าเกียรติมุขปรากฏอยู่บอกว่าเป็นฝีมือช่างรุ่นหลังชัยวรมันที่  2  ลงมาด้วยรัชกาลนี้นำเอาหน้าเกียรติมุขหรือหน้ากาละแบบนี้มาจากชวาแต่เมื่อพิจารณาถึงรูปทับหลังทั้งหมดประกอบกับรูปนางอัปสร  สองข้างประตู  ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นศิลปะรุ่นเดียวกับนครวัดในสมัยเจ้าสุริยวรมันที่  2  ซึ่งกำหนดได้ว่าไม่มีอายุสูงไปกว่านี้ จากการศึกษาถึงช่วงบนของยอดปราสาทอันมีรูปร่างพิกล  ผิดแบบแผนปราสาทขอมทั่วไปจึงพบว่า  ส่วนบนเป็นของเสริมสร้างขึ้นในสมัยหลังโดยมิใช่ฝีมือช่างขอมอาจต่อเติมขึ้นในสมัยอยุธยานี้เอง”</p>
<p><a href="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/srikor-2.jpg" rel='lytebox[%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4]'><img class="alignnone size-medium wp-image-220" title="srikor-2" src="http://www.wisut.net/wp-content/uploads/2008/07/srikor-2-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a><br />
ส่วน  Smitthi  Siribhadra  และ  Elizabeth  Moore  (1992 : 219)  ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า  รูปแบบของทับหลังและลวดลายแกะสลักด้วยหินทรายของปราสาทศีขรภูมินั้น  มีอายุอยู่ในสมัยนครวัดราวต้นพุทธศตวรรษที่  17  ส่วนยอดของปราสาทได้ต่อเดิมขึ้นใหม่โดยชนชาวลาวในสมัยหลัง<br />
เนื่องจากปราสาทศีขรภูมิ  เป็นปราสาทขนาดเล็ก  ไม่มีโคปุระ  หรือซุ้มประตูทางเข้า  ไม่มีระเบียงคด  และกำแพงแก้วล้อมรอบเหมือนกับปราสาทเมืองต่ำ  จังหวัดบุรีรัมย์  ความงามและความสำคัญก็เลยลดน้อยลงไป  แต่อย่างไรก็ตาม  ที่ปราสาทแห่งนี้ก็มีทับหลังแกะสลักภาพ  ศิวนาฏราช  ซึ่งได้รับคำยกย่องจากปราชญ์ทางศิลปโบราณคดีว่าเป็นทับหลังที่มีความสมบูรณ์และมีฝีมือแกะสลักที่ปราณีตสวยงามที่สุดอีกแผ่นหนึ่งของประเทศไทย”(สมมาตร์  ผลเกิด.2534.105)  จึงยังสามารถดึงดูดความสนใจของนักวิชาการและนักท่องเที่ยวได้บ้าง  นอกจากนั้น  ยังมีทับหลังอีก  2  ชิ้น  “ชิ้นหนึ่งเป็นภาพพระกฤษณะฆ่าช้างและคชสีห์  อีกชิ้นหนึ่งเป็นภาพพระกฤษณะฆ่าคชสีห์  ปัจจุบัน  เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย”  จังหวัดนครราชสีมา  (ศิลปากร.2538 : 30)<br />
ในอดีต  คือเมื่อปี  พ.ศ.  2472  สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จมาที่ปราสาทแห่งนี้  และได้ทรงวินิจฉัยไว้ว่า  “ที่ปราสาทบ้านระแงงนี้  องค์ปรางค์ทั้งใหญ่น้องก่อด้วยอิฐ  เครื่องประดับองค์ปรางค์  กรอบประตูและทับหลังประตูหน้าต่างและยอดเปนศิลา  อย่างเดียวกันกับเมืองต่ำ  เปนของสร้างในพระพุทธศาสนา  รู้ได้โดยที่ทับหลังประตูปรางค์องค์ใหญ่มีรูปพระโพธิสัตว์โลเกศวรอยู่เปนสำคัญ  และคำจารึกที่กรอบประตูปรางค์องค์เล็กข้างใต้ก็บอกว่า  สิตามะกะ  ระมาสมะนาดชาติพิรมย  สมสตปสิกราชาเจ้า  สงฆราชากกุลวงษา  พร้อมกับพระญาติวงศ์สร้างไว้ในพระพุทธศาสนา”  (บริบาลบุรีภัณฑ์.2531.39)  แต่ปรากฏว่า  ความคิดเห็นดังกล่าว  คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องซึ่ง  ศาสตราจารย์  ม.จ.สุภัทรดิศ  ดิศกุล  ได้แสดงความคิดเห็นขัดแย้ง  ไว้ในบทนำหนังสือจดหมายเหตุการเสด็จตรวจโบราณวัตถุสถาน  มณฑลนครราชสีมา  ของ  สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  พ.ศ.  2472  (2531 :  12  &#8211;  13)  โดยกล่าวว่า</p>
<p style="padding-left: 30px;">“ข้าพเจ้าเข้าใจว่าปราสาทอิฐบ้านระแงงนี้  สร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย  ราว  พ.ศ.  1650  ทั้งนี้ถ้าเราสังเกตดูภาพสลักบนทับหลังศิลาปรางค์องค์กลางแล้วจะเห็นได้ว่า  ภาพบุคคลหลายกรกำหลังฟ้อนรำอยู่นั้น  คงเป็นพระศิวนาฏราชหรือพระอิศวรทรงฟ้อนรำแทนที่จะเป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน  ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุว่าถ้าเราดูรูปเทวดานั่งในแถวที่ถัดลงไปจากทางด้านขวามือของเราจะเห็นว่า  มีรูปพระคเณศ  พระพรหม  พระนารายณ์  และพระลักษมีตามลำดับ  ก็เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว  พระอิศวรซึ่งเป็นเทวดาที่สูงสุดอีกองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์จะไปอยู่เสียที่ไหนเล่า  ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจีงเข้าใจว่า  รูปเทวดาองค์สำคัญซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่นๆ  และอยู่ข้างบนนี้  คงเป็นพระศิวนาฏราช  มิใช่พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นแน่”</p>
<p>ปัจจุบัน  เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่งไปแล้วว่า  ทับหลังปราสาทประธานชิ้นนี้  เป็นทับหลังเรื่อง         ศิวนาฏราช  หรือพระอิศวรทรงฟ้อนรำ  “ซึ่งวรรณคดีในศาสนาพราหมณ์ได้กล่าวถึงการฟ้อนรำของพระองค์ว่ามีบทบาทสำคัญมาก  กล่าวคือ  เป็นการแสดงถึงพลังในการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับจักรวาล  5  ประการ  คือ  การสร้าง  การดูแล  รักษาให้คงอยู่  การทำลาย  การปิดบัง  (โดยภาพลวงหรือการแสดงมายา)  และการอนุเคราะห์”  (สมิทธิ  ศิริภัทร์  และมยุรี  วีระประเสริฐ.2533 : 155)  ผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูเชื่อกันว่า  จังหวะการร่ายรำของพระศิวะนั้น   อาจจะบันดาลผลดีผลร้ายแก่โลกได้  หากพระองค์ร่ายรำในจังหวะที่พอดีจะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขหากร่ายรำในจังหวะที่รุนแรงจะเป็นผลร้าย  นำภัยพิบัติมาสู่โลกได้<br />
ภาพแกะสลักศิวนาฏราช  ที่ปราสาทศีขรภูมิ  แกะสละเป็นรูปพระศิวะสิบกร  ทรงฟ้อนรำอยู่บนแท่นที่รองรับด้วยหงส์สามตัวเหนือเกียรติมุขซึ่งใช้มือจับเท้าสิงห์ข้างละตัวยืนผงาดชูท่อนทวงมาลัยแยกเป็นวงโค้งออกไปทั้งสองข้างปลายท่อนพวงมาลัยทำลายใบไม้เป็นวงโค้ง  3  วงลดหลั่นกัน  ภายในวงโค้งแกะสลักเป็นเทพนรสิงห์  รูปฤษี  และ  รูปหงส์  ใต้ท่อนพวงมาลัยทำลายใบไม้ม้วนเป็นวงโค้งรูปไข่  ภายในวงโค้งแกะสลักเป็นเทพนรสิงห์  เหนือเทพนรสิงห์เป็นภาพพระคเณศพระพรหมสี่พักตร์  พระนารายณ์สี่กร  และพระนางอุมา  เหนือลายท่อนพวงมาลัย  ด้านขวา  (เป็นภาพการต่อสู้ระหว่างพระศิวะกัยพระอรชุนในปางกริทารชุนมูรติหรือเรื่อง  อรชุนวิวาหะ”  ด้านขวา  “เป็นภาพการต่อสู้ระหว่างพระศิวะกับพระวิษณุในปางศารเภศภมูรติ”(สมมาตร์  ผลเกิด.2534 : 109 – 110)  และลายใบไม้สามเหลี่ยมภายในเป็นรูปหงส์ส่วนบริเวณเสากรอบประตูแกะสลักเป็นรูปนางอัปสรยืนถึอดอกบัวและรูปทวารบาลยืนถือกระบอง  เหนือรูปนางอัปสรและทวารบาลแกะสลักเป็นลายก้ามปู<br />
อย่างไรก็ตาม  ภาพบุคคลและเรื่องราวของทับหลังชิ้นนี้  ยัง  เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในหมู่นักวิชาการ  ซึ่งจะต้องหาข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป<br />
ส่วนทับหลังของปราสาทศีขรภูมิอีกสองชิ้นที่นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมายนั้น  เป็นภาพแกะสลักเล่าเรื่อง  พระกฤษณะต่อสู้กับช้างและสิงห์  การจัดองค์ประกอบของแต่ละชิ้นมีลักษณะดังนี้<br />
ชิ้นที่  1  เป็นทับหลังแกะสลักภาพพระกฤษณะต่อสู้กับช้างและสิงห์  การจัดองค์ประกอบ  แบ่งทับหลังออกเป็น  2  ส่วน  ตามแนวนอน  ส่วนบนมีขนาดเล็กกว่าส่วนล่าง  ส่วนนี้แกะสลักเป็นภาพฤษี  5  ตน  นั่งในท่าโยคาสนะภายในซุ้มเรือนแก้ว  ส่วนล่าง  ตรงกึ่งกลางแกะสลักภาพพระกฤษณะใช้มือขวาจับเท้าสิงห์และมือซ้ายจับเท้าช้าง  ชูขึ้นในจังหวะร่ายรำ  หัวสิงห์และช้างห้อยลงมาคายท่อนพวงมาลัยแยกออกไปเป็นวงโค้งทั้งสองข้าง  ปลายท่อนพวงมาลัยม้วนออกเป็นลายคล้ายเศียรนาคสามเศียร  เศียรบน  คายท่อนพวงอุบะที่ม้วนขึ้นไปยังส่วนบนสุดของทับหลัง  ใต้ท่อนพวงมาลัยทำเป็นลายใบไม้ม้วนเป็นวงสองวงคล้ายเลขแปด  ทับหลังชิ้นนี้มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์  แกะสลักอย่างประณีตสวยงาม  ซึ่งศาสตราจารย์  ม.จ.สุภัทรดิศ  ดิศกุล  (2531 : 13)  ทรงระบุว่า  ปัจจุบันได้ถูกขโมยไปแล้ว  แต่ปรากฏว่า  ทับหลังชิ้นดังกล่าวยังตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย  ก็คงเป็นความสับสนของข้อมูล  ซึ่งกรมศิลปากรน่าจะอธิบายได้  และอาจต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า  นอกจากทับหลัง  2  ชิ้น  จากปราสาทศีขรภูมิ  ที่ตั้งแสดงอยู่ในอาคารชั้นล่างแล้วทำไมที่เพิงชั่วคราวสถานที่เก็บรักษาทับหลัง  จึงยังมีทับหลังจากปราสาทศีขรภูมิอีก  1  ชิ้น<br />
ชิ้นที่  2  เป็นทับหลังแกะสลักภาพพระกฤษณะต่อสู้กับช้างและสิงห์เช่นเดียวกับชิ้นที่  1  การจัดองค์ประกอบคล้ายคลึงกัน  ตรงกลางทับหลังแกะสลักเป็นภาพพระกฤษณะใช้มือขวาจับเท้าสิงห์และมือซ้ายจับเท้าช้าง  ชูขึ้นในจังหวะร่ายรำ  หัวสิงห์และช้างห้อยหัวลงมาคาย  ท่อนพวงมาลัยแยกออกไปเป็นวงโค้งทั้งสองข้าง  ส่วนปลายของท่อนพวงมาลัยด้านขวาหักหายไป  ส่วนด้านซ้ายลบเลือน  มีลักษณะที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ  เหนือท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้  สามเหลี่ยม  ส่วนภายในวงโค้งทำเป็นลายใบไม้ม้วน<br />
ปราสาทศีขรภูมิ  นับเป็นโบราณสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์  ปัจจุบันกรมศิลปากรได้บูรณะปฏิสังขรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  แต่เนื่องจากปราสาทมีขนาดเล็ก  ไม่มีส่วนประกอบอย่างอื่น  นอกจากทับหลังที่แกะสลักเป็นภาพศิวนาฏราชเพียงชิ้นเดียวจึงทำให้ไม่น่าสนใจ  โบราณวัตถุที่เหลืออยู่ก็ไม่มีสถานที่เก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย  ทิ้งไว้ตามต้นไม้  ไม่น่าดูน่าชม  ดังนั้น  สิ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือ  หาทางปรับปรุงให้โบราณสถานแห่งนี้มีคุณค่าและความหมายยิ่งขึ้น  เช่น ทำรั้วรอบขอบชิด  ตกแต่งบริเวณให้สะอาดเรียบร้อย  จัดสถานที่ตั้งวัตถุที่เหลืออยู่  เพื่อสร้างความน่าสนใจและที่สำคัญที่สุดก็คือ  ควรจะนำทับหลัง  2  ชิ้น  ที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย  กลับคืนไปยังสถานที่เดิม  เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับปราสาท  และสร้างความภาคภูมิใจ  ให้แก่ชาวจังหวัดสุรินทร์  เช่นเดียวกับที่ได้นำทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับไปติดตั้งไว้ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง  ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวจังหวัดบุรีรัมย์มาแล้ว</p>
<p><strong>บรรณานุกรม</strong></p>
<p>เจริญ ไวรวัจกุล.ประติมาณวิทยาบนทับหลัง.สถาบันราชภัฏสุรินทร์.2537.</p>
<p>น.ณ.ปากน้ำ.&#8221;ปราสาทขอมในภาคอีสาน&#8221; สมบัติอีสานใต้ท ครั้งที่ 3 ภาพพิมพ์.2527.</p>
<p>บริบาลบุรีภัณฑ์.จเหมายเหตุการเสด็จตรวจโบราณวัตถุสถาน มณฑลนครราชสีมา ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ. 2472 ศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงเขียนบทนำ) อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊พ.2531.</p>
<p>ศิลปากร,กรม.ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย.เล่ม 3. จังหวัดสุรินทร์. อาร์ต โปรเกรส.2538.</p>
<p>สมิทธิ ศิริภัทร์ และ มยุรี วีระประเสริฐ.ทับหลัง การศึกษาเปรียบเทียบทับหลังที่พบในประเทศไทยและประเทศกัมพูชา.กรมศิลปากร. 2533.</p>
<p>สมมาตร์ ผลเกิด.&#8221;ประติมาณวิทยาภาพสลักเล่าเรื่องทับหลัง ปราสาทศีขรภูมิ&#8221; สมบัติอีสานใต้ ครั้งที่ 4 เรวัติการพิมพ์.2534.</p>
<p>Smitthi  Siribhadra &amp; Elizabeth Moore. <em>Palaces of Gods Khmer Arts Architecture in Thailand</em>. River Books.1992.</p>
<p>&#8230;..</p>
<p><span style="color: #333300;">หมายเหตุ  ทับหลังของปราสาทศีขรภูมิ ปัจจุบันได้นำไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  จังหวัดสุรินทร์</span></p>
<p class="facebook"><a href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4/" target="_blank" title="Share on Facebook">Share on Facebook</a></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.wisut.net/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
